วันเสาร์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2559

"ขับ พุทธอิสระ พ้นคณะสงฆ์"

"ขับ พุทธอิสระ พ้นคณะสงฆ์" เสียงคณะสงฆ์ เริ่มแรง ร่วมอเปหิ : สงฆ์ใต้สุดทน นำร่องรณรงค์วันนี้.
----
"..ข้าจะดับไฟด้วยมือเปล่าให้ดู"
คนใต้จริงใจ รักศักดิ์ศรี ถึงคราวสู้ก็สู้ไม่ถอย กัดไม่ปล่อย ทำอะไรทำจริงฯ
- นี่คือคำของบรรพบุรุษ และอุปนิสัยของคนใต้ที่ผมคลุกคลีกว่า 40 ปี.
----------------------------------------
- ดูเหมือนผมเคยพูดเตือนพุทธอิสระไปแล้วว่า...
"หากไม่เห็นความสำคัญเขา ไม่ให้เกียรติเขา
ก็อย่าไปตัดแปลงข้อความเขา ไปดูหมิ่นเหยียดหยามเขากับพระหนุ่มเณรน้อยภาคใต้
ที่เขาเสี่ยงอันตรายป้องศาสนาในพื้นที่เสี่ยงภัย นั้นก็ลำบากเกินทนแล้ว
ที่เขาอุตส่าห์สื่อมาถึง ก็เพื่อให้สติว่า
แทนที่จะมาขัดแย้งกันเอง
ก็ให้ช่วยกันป้องภัยศาสนาดีกว่า".
--------------------------------------
- และผมเตือนไปว่า "อย่าไปเปิดศึกกับสงฆ์ใต้"
- ทั้งโยงให้เห็นว่าพระสงฆ์ใต้ก็คือญาติพี่น้องของอดีต กปปส. สายใต้นะแหละ ให้คิดดีๆ อย่าไปผลักมิตรให้ไปเป็นศัตรู.
--------------------------------
- ในคราวนั้น พุทธอิสระ นอกจากไม่ฟังผมแล้ว ก็ยังลามด่าไปถึงหลวงพ่อระดับพระเถระ สงฆ์ใต้อีก 2 รูป คือ หลวงพ่อฉัตรชัย นครศรีธรรมราช และหลวงพ่อพระครูวิรัติ ฯ เจ้าคณะอำเภอเมือง สงขลา อีกด้วย.
--------------------------------------
- อาการของพุทธอิสระ ในครั้งนั้น ออกแนวหยามเหยียดกล่าวหาว่า "อาจเป็นแนวร่วมธรรมกาย" ไปโน้น.
---------------------------------------
- โดยหารู้ไม่ว่า "หลวงพ่อสองรูปนั้น". เป็นพระเถระที่เรียกว่า"ศูนย์รวมจิตใจคนใต้".
- โดยเฉพาะหลวงพ่อฉัตรชัย เมืองนคร ฯ นั้น ท่านเป็นพระกัมมัฏฐาน คนนับถือมาก.
- ก็ขนาดท่านพูดเรื่องซ่อมพระธาตุเมืองนคร ฯ ออกมาคำเดียวว่า"ไม่ชอบ ไม่ถูกต้อง" เท่านั้น.
- คนท้องถิ่นยังเห็นร่วมกับท่านเป็นหมื่นๆ นี่เฉพาะคนท้องถิ่นนะครับ.
---------------------------------------------
- มาวันนี้พระสงฆ์ใต้ก็คงเกินจะทนต่อไปแล้ว กับพฤติกรรมตะเกียกตะกาย ทำลายคณะสงฆ์ ทำลายศาสนาของกลุ่มพุทธอิสระ ที่ดูท่าว่า ..
"ไม่มีท่าจะสำนึก ไม่มีท่าจะยอมหยุด ประหนึ่งมั่นใจว่ากองหนุนยังแข็งดี" เหิมเกริมได้ทุกวัน.
--------------------------------------
- เพราะที่ผ่านมานั้น สังคมทั่วไปก็ย่อมประจักษ์ และจดจำอันพฤติกรรมจิตหยาบของพระนอกรีตรูปนี้กันเป็นอย่างดี.
- กับการออกมาเคลื่อนไหวการเมือง โดยอ้างศาสนาบังหน้า เริ่มจาก จากเวทีการเมือง กปปส. แล้วก็ลากยาวมาจนถึงวันนี้.
- ซึ่งก็ยิ่งนับวันจะบังอาจเหิมเกริมขึ้นทุกวัน.
- ในกลุ่มคนเหล่านี้ ในเรื่องบาปบุญคุณโทษ ก็คงหมดความหมายที่จะพูดกับพวกนี้ไปนานแล้ว. 
---------------------------------------
- เพราะขนาดหลวงพ่อสมเด็จช่วง วัดปากน้ำ พระมหาเถระผู้เฒ่า ผู้ปฏิบัติหน้าสมเด็จพระสังฆราช องค์ประมุขสงฆ์ ที่มีอายุพรรษากาลกว่า 92.
- ท่านก็ยังถูกพวกเหล่านี้รุม "จิกหัวด่า" กันได้ทุกวัน.
- ส่วนไม้ที่ไปรับมานั่น เมื่อรับมาแล้วก็ออกเดินสายคัดค้านตั้งสังฆราชต่อเนื่อง.
- เดียวไปขุด เดียวไปยก เดียวไปรื้อ เรื่องนั้นเรื่องนี้ ออกมาป่วนมั่วไปหมด.
- จนทุกวันนี้สังคมเกิดเอือมระอา จนพัฒนามาถึงสาปแช่ง ส่งเสียงดังทั้งประเทศไปแล้ว.
-----------------------------------------
- ล่าสุดเหมือนดาบนั้น ทำท่าจะคืนสะนองย้อนกลับมาตัดคอตัวเอง.
- คือมาวันนี้ หอกที่ไปรับมานั้น ดันเกิดติดไฟพลึบขึ้นง่าย ๆ แทบไม่น่าเชื่อว่า กรรมติดจรวดจะเร็วขนาดนี้.
-----------------------------------------------
- อาจเป็นเพราะ พุทธอิสระนั่น ออกอาการมึน ดันโง่แล้วขยัน วันนี้กลับหันท่อนหอกติดไฟนั้นพุ่งใส่ วัดบวรเสียงั้น.
- เพราะทำท่าจะเอาไฟไปเผาวัดบวรเสียเอง นั่นคือ กรณีที่ไปยื่น สตง. ให้ตรวจสอบงบอุดหนุนสังฆราช ในช่วงที่พระสังฆราช วัดบวร ท่านประชวรอยู่ที่ รพ..
-----------------------------------------------
- งานสติแตกของพุทธอิสระ ในครั้งนี้ เล่นเอา คนบ่งการ คนถือหอก คนหวังส้มหล่น ต่างผวาตาเหลือก ทำเอานอนไม่หลับกันเป็นแถว.
----------------------
- เพราะเรื่องนี้ หากไม่เป็นมวยล้มต้มคนดูละก็.
- หากสอบกันจริง ๆ พระเกียรติขององค์อดีตสังฆราช และชื่อเสียงวัดบวรคงป่นปี้เพราะวีรกรรม ของ พุทธอิสระ ในคราวนี้เป็นแน่แท้.
- เรื่องนี้ผมก็อยากให้สังคม คอยช่วยกันจับตามองกันดี ๆ ว่า เรื่องจะเงียบหรือจะเดินต่อ.
-------------------------------------------------
- งานนี้ถ้าพูดภาษาบ้านๆก็คือ "ลูกไหลเข้าตีนกูเลยมึงเอ้ย".
(ขออภัยเพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ต้องภาษาลูกทุ่งครับ)
-----------------------------------------------
- เพราะเรื่อง แค่เพียงผ่านไปแค่ไม่ถึง ชม. ก็มีเอกสารราชการลับ 3 แผ่น เกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงินงบหนุนสังฆราช ได้ถูกส่งตรงถึงเบอร์ลินเรียบร้อยแล้วครับ.
- ผมขอยังไม่แจงมากนะครับ.
- ไว้รอโอกาสเหมาะ ๆ เป็นได้ลากใส้กันสนุก หรือ ในอนาคตอาจมีการแจ้งความ ตร. กันไปเลยก็ได้.
-------------------------
- ตรงนี้ สุจริตชนฟังแบบนี้ ก็ร่มเย็นใจครับ ไม่มีอะไร.
- แต่ถ้า"ทุรชน ทั้งพระทั้งคน" หากมาได้ยินคำพูดตรงนี้อาจไข้ขึ้นได้ง่าย ๆ..
"ผมบอกแล้ว เล่นมาไง ผมก็เล่นกลับไปงั้น" ดูต่อไป.
- พวกท่านต้องหยุดก่อนผมจึงหยุดครับ ง่ายๆสั้น ๆ แค่นี้ครับ (รู้กัน).
-------------------------------------------------------------
- ในเบื้องต้นนั้น การลงโทษภิกษุ ผู้ดื้อด้าน หรือคนพาลนั้น เป็นวิถีพุทธด้วยนะครับ ดังคำว่า..
"ยกย่องบุคคลที่ควรยกย่อง - สรรเสริญบุคคลที่ควรสรรเสริญ".
-------------------------------------------------
- ดังนั้น การพิจารณาลงโทษ ต่อ พุทธอิสระ และแก๊งค์ ก็ให้กำหนดตามโทษานุโทษ และวิธีการแต่บุคคลก็แล้วกันครับ แต่อย่าทำเรื่องผิดกฏหมาย.
- ซึ่งในวันนี้พระสงฆ์ใต้ ท่านก็เริ่มนำร่องไปแล้ว ตามพุทธบัญญัติ.
------------------------------------------------
- ว่าไปแล้วโทษของกลุ่มท้านรกพวกนี้ มันมี มากมาย
จนสุดคณานับบรรยายไม่หมด ผมก็ไม่รู้จะแนะนำอย่างไรดีครับ ว่า
ทำยังไงจึงจะสาสมดี.
- เพราะแค่พวกมันรุมกัน "จิกหัวด่า" พระมหาเถระผู้ใหญ่นี้ โทษของพวกมัน
แม้แต่ฟ้าก็ไม่ปราณีแล้ว.
--------------------------------------------------
วิธีลงโทษแบบต่างๆ
- ซึ่งถ้าใครเห็นว่า พุทธอิสระ ประพฤติหยาบช้าแบบไหน.
- ตามมุมมองของแต่ละท่าน ก็เลือกใช้เอาตามถนัดแล้วกัน.
- แต่อย่าให้ผิดกฏหมายบ้านเมือง อาจแชร์เผยแพร่โพสต์นี้ก็ได้ เป็นต้น.
- หรือใครจะกรวดน้ำอุทิศให้พวกนี้ก็ทำไปครับ.
- หรือการดึง การเตือนสติกับคนที่ใกล้ชิด ที่ยังหลงผิดอยู่ ไปร่วมขบวนการชั่วด่าทอพระสงฆ์อยู่ตามเฟส.
- ให้กลับมาเดินในทางที่ถูกที่ต้อง ก็เป็นอีกทางหนึ่ง.
-------------------------------------------------
การลงโทษในทางพระพุทธศาสนา ในส่วนของพระสงฆ์นั้น
- มีวิธีของพระพุทธเจ้าที่ทรงแนะนำไว้ลงโทษได้.
- การลงโทษนี้ ผมเพิ่ง พูดถึง ไปเมื่อวานนี้เอง.
- มาวันนี้ตรงกับพระสงฆ์ทางใต้ ซึ่งท่านก็คงหมดความอดทน ต่อพฤติกรรมของภิกษุผู้ว่ายากรายนี้ และพวกคนพาลพวกนี้ไปแล้ว.
- ท่านจึงออกโรงนำร่องแล้ววันนี้.
(รายละเอียดดังแนบมาด้วยแล้ว)
-----------------------------------------------
- เห็นท่างานนี้ พระสงฆ์ทางใต้ท่าน คงเหลืออดจริง ๆ ละครับ.
- เพราะปกติท่านเหล่านี้ จะมีความอดทนสูงเป็นพิเศษ เพราะท่านอยู่ปืนกับระเบิดทุกวัน ท่านก็ยังทนได้.
-------------------------------------------
หลักการลงโทษในทางพุทธศาสนา
อุกเขปนียกรรมภิกษุ
- วิธีลงอุกเขปนียกรรมภิกษุ เป็นข้อหนึ่งในวิธีการตัดสินลงโทษที่เรียกว่า "นิคหกรรม" ๕ ประการ.
- ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ เมื่อสงฆ์จำนงจะพึงลงอุกเขปนียกรรม ฐานไม่สละทิฏฐิอันเป็นบาป คือ ..
๑. เป็นผู้ก่อความบาดหมาง ก่อการทะเลาะ ก่อการวิวาท ทำความอื้อฉาว ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์.
๒. เป็นพาล ไม่ฉลาด มีอาบัติมาก มีมารยาทไม่สมควร.
๓. อยู่คลุกคลีกับคฤหัสถ์ด้วยการคลุกคลีอันไม่สมควร.
----------------------------------------
ความเป็นมา
- วิธีนี้สงฆ์ทำกับพระฉันนะฐานต้องอาบัติ เย่อหยิ่งมีทิฐิมานะแล้วไม่ยอมทำคืนองค์แรก.
---------------------------------------
ขั้นตอน
1. พึงโจทภิกษุนั้นก่อน เรียกให้เขามาให้การตามเป็นจริง.
- แล้วปรับอาบัติ
- แล้วให้ภิกษุผู้ฉลาดผู้สามารถประกาศให้ในท่ามกลางสงฆ์ด้วยญัตติจตุตถกรรมวาจา.
2. การลงอุกเขปนียกรรม คือ การห้ามการข้องเกี่ยว คบหา กินอยู่กับพระสงฆ์ (สัมโภคะ).
3. แล้วประกาศให้สงฆ์ในอาวาสนั้นทราบการลงนิคหกรรมแล้วห้ามคบหาด้วย.
4. นิคหกรรม (อ่านว่า นิก-คะ-หะ-กำ) แปลว่า การข่ม เป็นวิธีการลงโทษภิกษุตามพระธรรมวินัยเพื่อให้เข็ดหลาบ นิคหกรรม.
- ในข้อนี้ใช้สำหรับลงโทษภิกษุผู้ทำเสียหาย เช่น ก่อการทะเลาะวิวาทบาดหมาง ทำความอื้ฉาว มีศีลวิบัติ ติเตียนพระรัตนตรัย เล่นคะนอง.
- ประพฤติอนาจาร ลบล้างพระบัญญัติ ประกอบมิจฉาชีพ เป็นต้น.
- นิคหกรรม เป็นกิจที่พึงทำอย่างหนึ่งของผู้ปกครองหมู่คณะ.
- เป็นคำคู่กับปัคหะคือการยกย่อง.
- ทั้งสองอย่างนี้เป็นเครื่องมือในการปกครอง.
- มีความสำคัญเท่าๆ กัน ทั้งนี้เพื่อความอยู่ผาสุกแห่งสงฆ์.
- เมื่อมีผู้ประพฤติมิชอบ สมควรแก่นิคหกรรม.
- พระพุทธเจ้าก็ทรงประทานอนุญาตให้สงฆ์ทำนิคหกรรมแก่ผู้นั้นตามพระธรรมวินัย.
5. นิคหกรรม ในปัจจุบัน มีกฎของคณะสงฆ์เพื่อการนี้เรียกว่า กฎนิคหกรรม.
- แต่ใช้ในกรณีความผิดที่ร้ายแรง หรือ คุรุกาบัติ และต้องเป็นไปตามพระธรรมวินัยเท่านั้น.
- นิคหกรรม ที่ระบุไว้ในพระธรรมวินัยมี 6 วิธี คือ
1. ตัชนียกรรม ข่มไว้ด้วยการตำหนิโทษ.
2. นิยสกรรม ถอดยศ ทำให้หมดอำนาจหน้าที่.
3. ปัพพาชนียกรรม ขับไล่ออกจากหมู่คณะ ให้สึก.
4. ปฏิสารณียกรรม บังคับให้ขอขมาเมื่อล่วงเกินคฤหัสถ์.
5. อุกเขปนียกรรม ตัดสิทธิ์ที่จะพึงได้บางอย่าง.
6. ตัสสาปาปิยสิกากรรม ลงโทษหนักกว่าความผิดฐานให้การกลับไปกลับมา.
---------------------------------------------------
วิธีลงปัพพาชนียกรรม คือ การขับออกจากสงฆ์
- ปัพพาชนียกรรม (อ่านว่า ปับพาชะนียะกำ ใช้ว่า บัพพาชนียกรรม ก็ได้) คือการลงโทษพระภิกษุที่กระทำผิดโดยการขับออกจากคณะสงฆ์.
- ในทางศาสนาพุทธศาสนา ปัพพาชนียกรรมหมายถึงการขับภิกษุออกจากหมู่คณะ การไล่ภิกษุออกจากวัด.
- เป็นกรรมอันสงฆ์พึงทำแก่ภิกษุอันจะพึงไล่เสีย จัดเป็นนิคหกรรมคือการลงโทษภิกษุอย่างหนึ่งใน 6 อย่าง.
- วิธีทำกรรมนี้ต้องทำเป็นสังฆกรรม คือ ญัตติจตุตถกรรม.
- ทรงอนุญาตให้สงฆ์ทำแก่ภิกษุผู้ประพฤติเสียหายอย่างใดอย่างหนึ่ง.
- คือ ก่อการทะเลาะวิวาทบาดหมาง มีอาบัติมาก มีมรรยาทไม่สมควร คลุกคลีกับคฤหัสถ์ เป็นผู้วิบัติทางศีลอาจาระและทิฐิ กล่าวติเตียนพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เล่นคะนอง ประพฤติอนาจาร ลบล้างพระบัญญัติ ประกอบมิจฉาชีพ.
- เป็นวิธีการเหมือนกับอุกเขปนียกรรม.
--------------------------------------------
การลงโทษ ที่เหมาะสม กับ พุทธอิสระ
หลักการพิจารณาโทษ กับ พุทธอิสระ ที่ประพฤติหยาบช้าเป็นอาจิณ.
- ตามที่พุทธเจ้า ได้ทรงอนุญาตให้สงฆ์ลงโทษแก่ภิกษุผู้ประพฤติเสียหายอย่างใดอย่างหนึ่ง.
- ข้อก่อการทะเลาะวิวาทบาดหมาง พุทธอิสระท้าตีท้าตีท้าต่อยไปทั่ว.
- นี่ความผิดตรงๆ กระทงหนึ่งไปแล้วครับ.
---------------------------------------
- ข้อ เป็นผู้มีอาบัติมาก นั่น.
- ผมได้เคยบอกไปแล้วว่า พุทธอิสระเป็นอาบัติอะไรบ้าง นับแต่ปาราชิก สังฆาทิเสส ถุลลัจจัย นิสสคียปาจิตตีย์ ปาจิตตีย์ ทุกกฏ ทุพพาษิต (ย้อนอ่านโพสต์ได้ครับ).
- นี่ก็ความผิดอีกกระทงหนึ่ง.
-----------------------------------------
- มีมรรยาทไม่สมควร อันนี้พุทธอิสระหยาบช้าแต่ไหนก็คิดเอาเอง.
- มีพฤติกรรมไปคลุกคลีกับคฤหัสถ์ ยิ่งไม่ต้องพูดถึง (นอนในม๊อบ).
- เข้าพวกคฤหัสถ์สร้างความเสียหายแก่สงฆ์อีกต่างหาก.
- เป็นผู้วิบัติทางศีลอาจาระและทิฐิ กล่าวติเตียนพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เล่นคะนอง ประพฤติอนาจาร ลบล้างพระบัญญัติ ประกอบมิจฉาชีพ.
-------------------
- นี่คือโทษที่ "คนครึ่งพระครึ่งคน" ได้ประพฤติเป็นอาจิณ สมคบกับคฤหัสผู้พาล เท่าที่เห็นกัน และเท่าที่พอจะสรูปได้นะครับ.
- ส่วนไอ้ที่ไม่เห็นอีกละ ซึ่งก็คงมีมากมาย แทบจำไม่หมด.

ขอขอบคุณข้อมูลจากเพจท่านเจ้าคุณเบอร์ลิน แนบ นสพ. เดลินิวส์ 25.03.2016
แถลงการณ์สงฆ์ใต้ เรื่อง อเปหิพุทธอิสระ.
http://www.dailynews.co.th/education/387872

วันเสาร์ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2559

"ลูกบอลดับเพลิง" คนไทยคิดค้นจดสิทธิบัตร

คนไทยคิดเอง จดสิทธิบัตรแล้ว


กระหึ่มโลก!!! ผลงานสุดล้ำของคนไทย ที่คนทั่วโลกยอมรับ "ลูกบอลดับเพลิง" อุปกรณ์ง่ายๆ ที่สามารถช่วยชีวิตได้ในยามฉุกเฉิน!!! (มีคลิป)


เจ๋งสุดๆ อุปกรณ์ช่วยดับเพลิงง่ายๆ ที่คนไทยคิดค้นจดสิทธิบัตรเองกลายเป็นสินค้าระดับโลก หลังต่างชาติได้เห็นและทึ่งกับประโยชน์ใช้สอย จนทำให้มียอดขายทั่วโลกไปกว่า 1 ล้านลูกแล้ว โดยผู้ผลิตและจำหน่ายคือคุณภณวัชร์นันท์ ไกรมาตย์ CEO บริษัท สยามเซพตี้ พรีเมียร์ จำกัด ซึ่งตั้งชื่ออุปกรณ์ชนิดนี้ว่า ลูกบอลดับเพลิง หรือ อิไลด์ไฟร์บอล  ซึ่งวิธีใช้ก็ง่ายดาย เพียงแค่โยนเข้าไปในกองไฟเท่านั้นเอง
ข้อมูลเพิ่มเติม https://www.facebook.com/elidefireballthailand

วันพฤหัสบดีที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2559

สถิติ ที่น่าสนใจ


สถิติ ที่น่าสนใจ : ถ้ามี คนในโลกนี้ 100 คนจะจัดกลุ่มผู้นับถือศาสนาได้เท่ากับ...
            31 คน เป็น คริสต์
            23 คนเป็น มุสลิม
            15 คน เป็น ฮินดู
            7 คนเป็น พุทธ
            7 คน เป็นศาสนาอื่นๆ
            16 คน ไม่นับถือศาสนา
จะเห็นว่าจำนวนอัตราประชากรชาวพุทธทั่วโลกเมื่อรวมกันแล้วทุกชาตินอกจากมีจำนวนที่น้อยกว่าทุก ๆ ศาสนาแล้วยังเป็นจำนวนที่เท่ากันกับกลุ่ม"ศาสนาอื่นๆ" อีกด้วยคนบวชน้อยลง แถมถูกเล่นงานจน
ศาสนบุคคลแทบไม่มีที่ยืนแม้ว่าอยู่ในพื้นที่ของตนเองก็ตามถ้าชาวพุทธ หันมาทะเลาะกันเองโดยที่สถานะของผู้ที่มัวทะเลาะกันเองนั้น
ต่างก็เป็นคนไทยด้วยกันเองอีกด้วยแล้วละก็ความเป็นเอกภาพศาสนาพุทธในไทยก็อาจเสื่อมถอย และพังทลายลงได้ข้อดีของศาสนาพุทธในชาติไทยคือเรามีสถาบันพระมหากษัตริย์ทรงเป็นองค์ศาสนูปถัมภกให้กับทุกศาสนาเหลือเพียงอีก 2 สถาบัน คือรัฐชาติ ที่บริหารประเทศชาติกับบุคลากรทางศาสนาที่ถูกจุดชนวน ให้หันมาเป็นคู่ขัดแย้งกันเองต้องจบ และ อย่าให้ใครมาบงการสร้างความแตกร้าวอย่างที่เป็นอยู่ในศักราชนี้ต้องรักษาจุดยืนในบทบาทหน้าที่ของตนเองจะทะเลาะกันอยู่ทำไมจะมุ่งแก้ไขคนอื่นไปเพื่ออะไรในเมื่อ ที่พึ่งที่ดี ที่สุด มีอยู่แล้วตามพุทธโอวาทตรัสไว้ว่า
------
อัตตาหิ อัตตโน นาโถตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน
------
อย่าไปมุ่งแก้ไขคนอื่นเลยเพราะเราและท่าน ไม่ใช่ที่พึ่งของใคร
อย่างจีรังยั่งยืน
ทุกองค์กร ทุกฝ่าย ต่างมีเหตุผลดำเนินงานภายใต้กฎกติกาเดียวกันจึงควรหันมาแสวงจุดร่วมสมานจุดต่าง ซึ่งกันและกัน
โดย : Thai Monks
ข้อมูลสำรวจโดย
Sources: CIA World Facebook,100people.org Pew Research Center

ดูกันชัดๆ ทำไม “คำ ผกา” จึงเขียน “เอวัง ก็มีแด่สุลักษณ์ด้วยประการฉะนี้”


เอวังจึงวังเวง

ได้อ่านบทสัมภาษณ์ของ สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ว่าด้วย “ถ้าสมเด็จช่วงขึ้นเป็นสังฆราช ธรรมกายจะเฟื่องฟู” ที่เผยแพร่ในโพสต์ทูเดย์ออนไลน์ http://www.posttoday.com/analysis/interview/410673 แล้วให้กังวลใจมาก
ก่อนที่จะวิจารณ์เนื้อหาในบทสัมภาษณ์ชิ้นนี้ของสุลักษณ์ ฉันต้องขอบอกจุดยืนต่อ ศาสนาและความสัมพันธ์ของศาสนากับรัฐของตนเองเสียก่อน
1. ยังคงยืนยันว่า ศาสนาเป็นเสรีภาพของปัจเจกบุคคลที่รัฐธรรมนูญต้องให้การรับรอง
2. สนับสนุนแนวทางของรัฐฆราวาส รัฐกับศาสนาต้องแยกออกจากกัน
3. ไม่สนับสนุนการบัญญัติให้พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติในบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ เพราะศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติของไทยโดยธรรมเนียมปฏิบัติอยู่แล้ว การบัญญัติเป็นลายลักษณ์อักษรสุ่มเสี่ยงที่จะสร้างความบาดหมางแก่ศาสนิกของศาสนาอื่นโดยใช่เหตุ และในแนวทางของการเมืองการปกครองของโลกสมัยใหม่นั้นเน้นการอยู่ร่วมกันของความหลากหลายทางศาสนา ความเชื่อ สังคมควรจะ inclusive มากกว่า exclusive คือ เน้นการเปิดกว้างต้อนรับมากกว่าการกีดกันแบ่งแยก
4. สนับสนุนหลักการที่ว่า หน่วยงานที่เกี่ยวพันกับการใช้งบประมาณของรัฐต้องมีความโปร่งใสตรวจสอบได้ รวมทั้งหน่วยงานทางศาสนาด้วย
ถามว่าทำไมฉันถึงอ่านบทสัมภาษณ์ สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ด้วยความกังวลใจ ในบทสัมภาษณ์นี้ สุลักษณ์บอกว่า สมณศักดิ์ของพระเป็นเรื่องของ “ศักดินา” ควรยกเลิก ซึ่งฟังดูก้าวหน้าดีอย่างยิ่ง
ขณะเดียวกัน สุลักษณ์กลับมีลักษณะเป็นฟาสซิสต์ เมื่อพยายามจะเคลมตลอดบทสัมภาษณ์ว่า พุทธที่ดี พุทธที่แท้ พุทธที่ไม่มีมลทินแปดเปื้อนควรเป็นเช่นไร เช่น
“ยกตัวอย่างพม่ามีพระมากกว่าเมืองไทย มีหลายนิกาย แต่ไม่มีมหาเถรสมาคม หลายอย่างพระพม่าก็แย่กว่าพระไทย หลายอย่างก็ดีกว่า พระพม่าเขาถือตามปรัมปราคติ ถือตามสายครูบาอาจารย์ พระที่ดีในเมืองไทยเหลืออยู่สายเดียวตอนนี้คือ… สายอาจารย์ชา (พระโพธิญาณเถร หรือหลวงปู่ชา สุภัทฺโท เจ้าอาวาสวัดหนองป่าพง จ.อุบลราชธานี) ท่านสอนให้ลูกศิษย์เข้มงวดกวดขันในพระธรรมวินัย สูบบุหรี่ก็ไม่ได้ จับเงินจับทองก็ไม่ได้ ผมเคยส่งพระไพศาล วิสาโล ไปอยู่ที่ลอนดอน ตอนนั้นพระสุเมโธ (พระราชสุเมธาจารย์ อดีตเจ้าอาวาสวัดอมราวดีและวัดป่าจิตตวิเวก กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ) เป็นสมภาร ท่านบอกว่าพระไพศาลมาก็ได้ แต่ต้องเอาลูกศิษย์มาด้วย พระเดินทางคนเดียวจับเงินจับทองไม่ได้”
คำถามของฉันคือ เราโอเคกับทัศนะฟาสซิสต์ทางศาสนาเช่นนี้หรือ?
ฉันไม่ปฏิเสธว่า แนวโน้มของศานาพุทธไทยเป็นพุทธที่แคบ และมีลักษณะของมือถือสากปากถือศีลอยู่สูงมาก
แต่ทางออกของข้อถกเกียงเรื่องศาสนาไม่ควรถูกชี้นำไปในแนวทางของการพยายามจะ purify พุทธศานา โดยเชื่อว่ามีพุทธที่แท้ พุทธที่ดีกว่าพุทธอื่นๆ หรือแม้กระทั่งการอ้างว่า “พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนเช่นนั้นเช่นนี้” เพราะสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนเอาไว้ตั้งแต่สองพันห้าร้อยปีที่แล้วย่อมผ่านการตีความ ขัดเกลา เขียนใหม่ คัดทิ้ง ผ่านการคัดกรอง ขัดเกลาของปัญญาชนฝ่ายพุทธของอาณาจักรต่างๆ ทั้งโลกมานับหมื่นนับแสนคน
ดังนั้น คงไม่มีใครเคลมว่า คำสอน หรือวิถีปฏิบัติของใครจะตรงกับสิ่งที่ออกจากพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้ามากกว่ากัน
การประกาศว่าพระดีในเมืองไทยมีสายเดียว สะท้อนสำนึกแบบอีลีต ที่คิดว่า ใครก็ตามที่คิดไม่เหมือนกู เชื่อไม่เหมือนกู รู้ไม่เหมือนกู คือ โง่ คือ บกพร่อง “ฉันรู้ดีที่สุด ถ้าไม่เชื่อฉันคือผิด”
ถามอีกครั้ง เราโอเคกับแนวคิดแบบนี้หรือ?
ยิ่งตัวอย่างที่ยกมายิ่งตลก เพียงเพราะอยากรักษาวินัยเรื่องไม่จับเงิน เลยต้องเพิ่มความยุ่งยากให้แก่ชีวิตด้วยการหอบลูกศิษย์ไปด้วยเพื่อจับเงินแทน
แบบนี้เข้าอีหรอบ ไม่ฆ่าไก่แต่กินไก่ใช่หรือไม่? คือ ใช้คนอื่นฆ่าแทน ไม่จับเงินแต่ใช้คนอื่นถือเงินแทน
โลกเปลี่ยนไปขนาดนี้ ทำไมเราไม่คิดว่าพระสงฆ์องค์เจ้าต้องอยู่ในโลกสมัยใหม่อันหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องบริหารเงิน จับเงิน ใช้อุปกรณ์ทางเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาบุคลากร บริหารจัดงานและชีวิต
ถ้าเราบอกว่าพระต้องไม่จับเงิน ไม่มีสมาร์ตโฟน ไม่ใช้คอมพิวเตอร์ ถ้าเราคิดว่า Merit ของคนอยู่ที่การไม่ได้ใช้เงิน ไม่ได้ใช้โภควัตถุ ชนเผ่าล้าหลังห่างไกลที่ความเจริญยังเข้าไปไม่ถึง ทุกคนน่าจะได้บรรลุซึ่งนิพพานน่าไปกราบไหว้มากกว่านักบวชแน่ๆ
เพราะฉะนั้น ศาสนาในสังคมสมัยใหม่ควรเป็นพื้นที่ของ “ปรัชญา” และมนุษย์ในสังคมมีสิทธิอย่างเต็มที่ที่จะสมาทานลัทธิ ความเชื่อ ศาสนา นิกายใดก็ได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีใครตั้งตัวเป็นฟาสซิสต์ศาสนาคอยมาชี้นิ้วว่า ทำแบบนี้ผิด ทำแบบนี้ถูก ใครอยากขูดต้นไม้ขูด ใครอยากไหว้ต้นกล้วยไหว้ ฯลฯ
เพราะทุกความเชื่อย่อมตอบสนองต่อความจำเป็นของมนุษย์ที่เขาเลือกจะเชื่อ ต่อให้มันดูเขลาสักเพียงไหน ขณะเดียวกันไม่ได้แปลว่าเราจะไม่วิจารณ์ หากเราเห็นว่ามันไม่เข้าท่าในสายตาของเรา
สิทธิที่จะเชื่อ สิทธิที่จะวิจารณ์ เป็นสิทธิที่จะต้องมีเท่าๆ กัน แต่สิ่งที่ไม่ควรมีเลย คือ ใครก็ไม่รู้เที่ยวไปชี้นิ้วว่า สิ่งนี้ผิด สิ่งนี้ถูก สิ่งนี้สูง สิ่งนี้ต่ำ สิ่งนี้แท้ สิ่งนี้เทียม อย่างมากที่สุดที่คุณจะพูดได้คือ สิ่งนี้จะนำมาซึ่งความเสียหายสังคมอย่างไรในทัศนะของคุณ (ซึ่งถกเถียงได้)
หายนะของสังคมไทยจะเกิดขึ้นก็เพราะมีคนสถาปนาเป็นผู้พิพากษานาซีแบบนี้ในทุกๆ แขนง ไม่ว่าจะเป็นการตัดสินว่า อันนี้พุทธแท้ อันนี้พุทธเทียม อันนี้ไทยแท้ อันนี้ไทยเทียม อันนี้คือศิลปะ อันนี้คือขยะ อันนี้คืองาม อันนี้คืออัปลักษณ์
สุลักษณ์ก็เห็นศาสนาพุทธมาแล้วทุกนิกายในโลก ทำไมถึงยังคับแคบว่า พุทธที่ดีต้องเป็นแบบนี้แบบนั้น พระในพุทธศาสนาตั้งหลายนิกายที่แต่งงานได้ ดื่มสุราได้ บริหารธุรกิจได้ แล้วสุลักษณ์จะอธิบายพุทธเหล่านั้นว่าอะไร?
องค์กรสงฆ์ก็เหมือนองค์กรทางโลกอื่นๆ ที่ต้องการการปรับตัว ความโปร่งใส ความทันต่อโลก ทันต่อเหตุการณ์ ไม่ใช่ต้องจับพระไปนั่งหลับตาในถ้ำให้หมด
และถ้าจะมีพระรูปใดอยากวิเวกด้วยการไปหลับตาในถ้ำก็เป็นสิทธิของท่านโดยสมบูรณ์ แต่ไม่ใช่เครื่องหมายว่าท่านสูงส่งกว่าพระที่เลือกจะอยู่ในเมือง
องค์กรสงฆ์ก็เหมือนทุกองค์กรในโลกที่ตอนนี้ต้องการทบทวนตำแหน่งแห่งที่ของตนเอง ว่าต้องการจะสัมพันธ์กับ “รัฐ” แค่ไหนอย่างไร
การทบทวนนี้จะดีที่สุดคือทำในกระบวนการประชาธิปไตย ซึ่งคงเป็นเรื่องของสงฆ์และคณะสงฆ์ที่จะผลักดันวาระเหล่านี้ และปฏิเสธไม่ได้ว่า โดยกำเนิดของ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ที่ทำให้องค์กรสงฆ์ต้องมาพัวพันกับอำนาจรัฐ การแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลง ปรับรูปแบบความสัมพันธ์ก็ต้องทำผ่าน “รัฐสภา”
แต่การผ่านรัฐสภานี้อาจทำเพื่อเปลี่ยนไปสู่การที่คณะสงฆ์จะแยกตนเองเป็นอิสระต่อรัฐอย่างสมบูรณ์แบบก็ย่อมได้
เช่น องค์กรของพระคาทอลิกทั้งโลกที่ขึ้นอยู่กับวาติกัน ไม่ใช่รัฐที่ตนเองสังกัดอยู่
ต่อความเห็นของ สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ว่า องค์กรสงฆ์ หรือมหาเถรสมาคม เต็มไปด้วย ลาภ ยศ ผลประโยชน์ แหม… มีองค์กรไหนในโลกบ้างที่ไม่มี ลาภ ยศ ผลประโยชน์
การที่คนต้องมาอยู่ด้วยกันเกินสองคนขึ้นไป สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นทันทีคือ “ความสัมพันธ์ทางอำนาจ” นับประสาอะไรกับมหาเถรสมาคม ที่ประกอบด้วยพระจำนวนมาก ที่ต้องเกี่ยวข้องกับคนจำนวนมาก และเกี่ยวพันกับอำนาจรัฐ การบริหารจัดการ เรื่องการศึกษา การปกครอง ทรัพย์สิน
เพราะเป็นไปไม่ได้ที่เราจะไม่ให้วัดมีทรัพย์ เพราะแค่ที่ดินสร้างวัดก็ถือว่าเป็นทรัพย์ จะมากหรือน้อยมันคือทรัพยากรที่ต้องบริหาร
ดังนั้น สิ่งที่เราต้องพูดถึงคือ การบริหารอย่างโปร่งใส ไม่ใช่บอกว่า พระที่ดีต้องไม่มี โลภ โกรธ หลง ทำไมเราไม่ยอมรับว่า พระท่านก็คน เพียงท่านในฐานะนักบวชท่านแบกรับความคาดหวังจากสังคมว่า ท่านอยู่ในสมณะที่จะขัดเกลาสิ่งเหล่านี้ให้มีอย่างเบาบางกว่าปุถุชน แต่เราจะไปคาดหวังให้ท่านปลอดเชื้อปลอดอารมณ์ ความรู้สึกถึงเพียงนั้น????
ถามจริงๆ เราไร้เดียงสาขนาดนั้นจริงๆ หรือ?
มากที่สุดที่เราจะคาดหวังได้คือ ท่านไม่ทำผิดกฎหมายที่ตราไว้ใน พ.ร.บ.คณะสงฆ์ และกฎระเบียบที่คณะสงฆ์วางไว้ร่วมกันเท่านั้น
หากจะมีเรื่องคอร์รัปชั่นในสงฆ์ การที่เราเห็นว่ามันผิด ก็เพราะมันผิด “สัญญา” ที่ตกลงกันไว้ ไม่ใช่ผิดเพราะไปคิดว่าเป็นพระต้องไม่มีการคอร์รัปชั่นสิ
ฉันไม่เชื่อว่า ไม่มีการคอร์รัปชั่นไม่ว่าจะในวงการไหน และไม่คิดว่าเพศใดจะผ่องแผ้วกว่าเพศใด มีแต่การตรวจสอบ ความโปร่งใสในการบริหารเท่านั้น การถ่วงดุลกันในองค์กรเท่านั้นที่จะสร้างประสิทธิภาพในองค์กรได้ ไม่ใช่การฝันถึงการมีพระดี พระสมถะ
นอกจากประเด็นการนิยาม “พระที่ดี พุทธที่แท้” อย่างคับแคบแล้ว มีสองย่อหน้าที่ฉันอ่านในบทสัมภาษณ์นี้อย่างตระหนก นั่นคือ
“สฤษดิ์ (จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ อดีตนายกรัฐมนตรี คนที่ 11 ผู้มีส่วนสำคัญในการออกกฎหมาย พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 โดยเฉพาะการก่อตั้งมหาเถรสมาคมให้สงฆ์ปกครองกันเอง) เขาเป็นเผด็จการ เขายุบ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2484 ทิ้งเลย…
เผด็จการมีทั้งข้อดีข้อเสีย อาจารย์พุทธทาสเคยพูดว่า “เผด็จการโดยธรรม” หมายถึงถ้าคุณกล้าตัดสินใจก็สั่งได้ทันทีเลย ความดีของเผด็จการมันอยู่ตรงนี้ คุณใช้อำนาจส่วนตัวสามารถทำให้ดีได้ แต่ส่วนมากมันเสียเพราะตรวจสอบไม่ได้” http://www.posttoday.com/analysis/interview/410673
ความเป็นฟาสซิสต์ ท้ายที่สุดก็มาพร้อมกับความเผด็จการ ไม่น่าเชื่อว่าได้เห็นกับตา ได้อ่านผ่านตัวหนังสือชัดๆ ว่า ปัญญาชนสยามนั้นนิยมชมชอบเผด็จการได้เต็มปากเต็มคำ และกล้าพูดว่ามี “เผด็จการโดยธรรม”
จึงขอถกเถียงไว้ตรงนี้ว่า อำนาจที่ไม่มีการถ่วงดุลตรวจสอบ ไม่มีทาง ไม่มีวันที่จะได้ชื่อว่าเป็น “อำนาจโดยธรรม” ไม่ว่าจะใช้มาตรฐานใดมาวัด และอย่างไม่มีเงื่อนไข
และการลงท้ายประโยคว่า “แต่ส่วนมากมันเสียเพราะมันตรวจสอบไม่ได้” นั้นฟังไม่ขึ้นโดยสิ้นเชิง
คำว่า เผด็จการก็คือเผด็จการ เป็นคำที่ไม่มี “ข้อแม้” ไม่มีคำว่า “เผื่อเจอเผด็จการที่ดี” เพราะเมื่อตรวจสอบไม่ได้ คุณจะรู้ได้อย่างไรว่ามันดีหรือไม่ดี!!!!!!!!!!!!!
อำนาจของคนดีคนชั่ว (รวมถึงพระสงฆ์ด้วย) อันพยุงไว้ด้วยหลักนิติรัฐ และกฎหมายที่เป็นธรรมเท่านั้นที่เราจะวางใจ
เอวัง ก็มีแด่สุลักษณ์ด้วยประการฉะนี้
ที่มามติชนออนไลน์ http://www.matichon.co.th/news/73549

วันจันทร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2559

ประกายความสว่างเริ่มแล้ว!!

       บรรยากาศภายในโบสถ์เพื่อนต่างศาสนิกในสวีเดน ที่จะกลายเป็นวัดในพระพุทธศาสนาในอนาคต ที่เมืองเยฟเล่ 
       หลังจากซื้อ และรับกุญแจเมื่อวันจันทร์ที่ 14 มี.ค. 59 นี้เพื่อสถาปนาเป็น "วัดพระธรรมกายนอร์ธสวีเดน" ถวายหลวงพ่อ 72 ปี


       ให้ทุกคนอนุโมทนา ในการซื้อโบสถ์ที่สวีเดน เมืองเยฟเล่  บุญที่เกิดจากวิหารทานเป็น บุญสูงสุดของการถวายทานด้วยสิ่งของ  ดังนั้นให้ทุกท่านตั้งใจให้ดี 
       ขอกราบอนุโมทนาด้วยจิตที่เลื่อมใสในพระรัตนตรัย ให้ได้บุญด้วยกันทุกท่าน


สื่อมวลชนสวีเดนนำเสนอข่าวการซื้อขายโบสถ์โดยวัดในพระพุทธศาสนา  http://www.gd.se/gastrikland/gavle/immanuelskyrkan-i-gavle-sald-blir-buddhistiskt-tempel




วันพฤหัสบดีที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2559

สะเทือนใจ!!! ชาวไทยทั้งชาติ ฤาประวัติศาสตร์จะย้อนคืน

เรื่องจริง! ของวงการสงฆ์ ที่คนรุ่นใหม่ไม่เคยรู้! 

   เมื่อพระดีถูกรังแกข่มเหง จากกลุ่มผู้แสวงหาอำนาจจึงนำไปสู่การตัดสินที่ผิดพลาดครั้งยิ่งใหญ่



  -ใน พ.ศ. 2503 เมื่อครั้งสมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ) ดำรงสมณศักดิ์เป็นพระพิมลธรรมนั้น (ผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังราชและเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุฯ)



   ท่านได้ถูกกล่าวหาว่าอาบัติปาราชิกข้อหาเสพเมถุนกับลูกศิษย์ สมเด็จพระสังฆราช (ปลด กิตฺติโสภโณ)   จึงมีพระบัญชาให้พ้นจากตำแหน่งเจ้าอาวาส



  แต่ท่านปฏิเสธ โดยตั้งใจจะต่อสู้เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตน คณะสังฆมนตรีของสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (จวน อุฏฺฐายี) จึงมีมติว่าท่านฝ่าฝืนพระบัญชาไม่ควรอยู่ในสมณศักดิ์ต่อไป...



   พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงโปรดให้ถอดออกจากสมณศักดิ์ตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2503 ภายหลังเรื่องถึงชั้นศาลและสามารถพิสูจน์ได้ว่า ข้อกล่าวหาทั้งหมดไม่มีมูลความจริง



  -ต่อมาใน พ.ศ. 2505 ท่านได้ถูกทางการกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ จึงถูกบังคับสึกเป็นฆราวาสแม้ท่านจะร้องขอความเป็นธรรม และขอโอกาสต่อสู้คดีก็ไม่เป็นผล และถูกจำคุกอยู่ที่กองบังคับการตำรวจสันติบาลอยู่ 5 ปี



  (ตลอดระยะเวลาที่อยู่ในคุกแม้จะถูกถอดจีวรแล้วสวมชุดฆราวาส ท่านก็ยังคงดำเนินวัติปฏิบัติแบบพระโดยสมณสัญญาตามปกติ)



   จนกระทั่งศาลทหารสามารถพิสูจน์ว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นความเท็จและตัดสินยกฟ้องเมื่อ พ.ศ. 2509



   พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงโปรดให้ท่าน กลับสู่สมณศักดิ์เดิมตั้งแต่วันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2518 คดีดังกล่าวนี้นับเป็นเหตุการณ์ สำคัญครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์พุทธศาสนาของไทย 



  ซึ่งสร้างความสะเทือนใจให้แก่ศิษยานุศิษย์และพุทธศาสนิกชนในประเทศไทยเป็นอย่างยิ่ง










"เราคงไม่อยากให้เหตุการณ์
แบบนี้เกิดขึ้นอีกในประเทศไทย ซึ่งได้ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองพุทธ"



 เรื่องจริง! ของวงการสงฆ์ ที่คนรุ่นใหม่ไม่เคยรู้! คนรุ่นปู่ย่า ไม่อาจลืม!  เพราะ.. ถึงตายก็พูดไม่ได้! https://goo.gl/RnnIH9

วันอาทิตย์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2559

เจ้าคุณเบอร์ลินยกเทียบพรบ.สงฆ์ กับ พรบ.อิสลาม

เจ้าคุณเบอร์ลิน ยก พรบ. สงฆ์ เปรียบเทียบ พรบ. อิสลาม แจงละเอียดยิบ ปมตั้งประมุข
 : พร้อมร้องให้ผู้ตรวจการแสดงความจงรักภักดี / รับผิดชอบต่อคำวินิจฉัย มติ มส.
..................

ท่านเจ้าคุณได้เขียนทุกข้อไว้อย่างชัดเจน เพื่อให้ง่ายต่อการอ่านและพิจารณาต่อไป ขอเชิญติดตามได้ดังนี้
กรณีผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งประธาน ก็คือ คุณ ศรีราชา วงศารยางกูร และคณะทั้งหมดก็คงปฏิเสธว่า ไม่เกี่ยวข้องไม่ได้
ได้ออกมารับคำร้องเรียน ของคุณไพบูลย์ นิติตะวัน และพวก. ที่ได้เข้ายื่นให้ตีความ พรบ. สงฆ์ ๒๕๐๕ (๒๕๓๕) ม. ๗ หมวด ๑ ว่าด้วย การเสนอรายนามสมเด็จพระราชาคณะผู้อาวุโสโดยสมณศักดิ์ ขึ้นทูลเกล้า ฯ เพื่อสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชนั้น ...ว่า.....
"ระหว่าง มส. และนายกรัฐมนตรีนั้น ใคร ที่จะเป็นฝ่ายริเริ่มก่อน ในเสนอรายนาม ตามกฏหมายข้อนี้". ซึ่ง ณ วันนี้ สื่อรายงานทั่วไปว่า คุญรักษเกชา แฉ่ฉาย เลขาธิการ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ก็ได้ออกมาแถลงคำวินิจฉัย นี้ไปแล้ว.
................
ขอยกคำพูด ของ ท่าน ดร. วิษณุ เครืองาม ที่พูดถึง การวินิจฉัย มติ มส. ครั้งนี้. ที่ท่าน ดร. วิษณุ ต้องการสื่อตรง ๆ ต่อ ผู้ตรวจการแผ่นดิน. ดังนี้....
๑. ให้เสนอมา แต่อย่าชี้แนะ.
๒. ย้อนถามกลับไปว่า ทำไม มส. ต้องประชุม เพื่อลงมติเรื่องนี้ใหม่.
๓. ใครบอกว่า ผิด.
๔. ถ้าหากผู้ตรวจการแผ่นดินทักท้วงมา เราก็อาจจะฟัง (อาจจะ) แต่จะทำอย่างไรต่อ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง.
๕. เรื่องนี้เป็นเพียงข้อสังเกตของท่าน.
๖. แล้วอย่ามาถามรัฐบาลว่า ไม่รู้หรือว่าผิด.
๗. เพราะจนวันนี้ ก็ยังไม่รู้เลยว่า ที่ผ่านมานั้นผิด.
๘. ซึ่ง (หากมี) ปัญหา (ในข้อกฏหมาย) ต่าง ๆ ถ้ารัฐบาลสงสัย ก็จะสอบถามไปยัง คณะกรรมการกฤษฎีกา เพราะมีขั้นตอนอยู่แล้ว.
.................................................................
- ทั้ง ๘ ข้อนี้ ล้วนเป็นคำพูดของ ดร. วิษณุทั้งหมด โดยที่ผมไม่ได้ต่อเติมเสริมแต่งใด ๆ ทั้งสิ้น
...........................................
- มาวันนี้อีก นสพ. ไทยรัฐ ได้สรูปคำสัมภาษณ์ ของ คุณรักษเกชา เลขาธิการ ผู้ตรวจการ ฯ ว่า ......
" ....แต่เราตีความข้อกฏหมายว่า ดำเนินการถูกต้องหรือไม่"
...........................................
- อ้าว....ท่านเลขาธิการ ทำไมถึงพูดแบบนี้ละครับ.
- หรือนี่คุณสังกัดคนละรัฐบาลกับท่าน ดร. วิษณุหรือไง ก็เขาบอกชัด ๆ ไปแล้วว่า ....
"หากมีปัญหา รัฐบาลเขาจะสอบถามไปยัง คณะกรรมการกฤษฎีกา เพราะมีขั้นตอนอยู่แล้ว".
- นี่ก็ต้องบอกว่า สมควรแล้ว ที่จะถูกคณะสงฆ์ล่ารายชื่อเอาผิดเนื่องจากไม่มีอำนาจรับเรื่อง น่าเศร้าจริง ๆ ข้าราชการแบบนี้.
..............................
สาระสำคัญ............
วันนี้ ผมจะอาสานำพาพุทธศาสนิกชน ผู้มีใจเป็นธรรม และรักพระพุทธศาสนาทุกท่าน. ได้ไปพิจารณาสาระสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งที่ มีอยู่ เป็นอยู่ และเกิดอยู่ ในแผ่นดินเดียวกัน. แต่ทำไม แตกต่างกันในการปฏิบัติ ชนิดไม่น่าเชื่อกันครับ. โดยผมจะขอแยกเป็น ๔ หัวข้อใหญ่ ๆ ดังนี้ คือ....
หัวข้อที่ ๑.
- เปรียบเทียบกัน คำต่อคำ ประโยคต่อประโยค ระหว่าง
- พรบ. สงฆ์ พ.ศ.๒๕๐๕ (๒๕๓๕) หมวด ๑ ม. ๗ การสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช.
- พรบ. การบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ. ๒๕๔๐ หมวด ๑ บททั่วไป "การแต่งตั้งจุฬาราชมนตรี"
................
ข้อเปรียบเทียบ....
หัวข้อที่ ๑.๑ พรบ. สงฆ์
- พรบ. สงฆ์ พ.ศ.๒๕๐๕ และ พ.ศ.๒๕๐๕ แก้ไข ๒๕๓๕ ทั้ง ๒ พ.ศ. ได้เขียนไว้เหมือนกันอย่างชัดเจนว่า...
- หมวด ๑ สมเด็จพระสังฆราช มาตรา ๗ (ตามภาพที่แนบมา)
"พระมหากษัตริย์ ทรงสถาปนา สมเด็จพระสังฆราชองค์หนึ่ง ในกรณีที่ตำแหน่ง สมเด็จพระสังฆราชว่างลง ให้ (เน้น ๑ - ผู้เขียน) นายกรัฐมนตรี (เน้น ๒ - ผู้เขียน) โดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม (เน้น ๓ - ผู้เขียน)เสนอนามสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุด โดยสมณศักดิ์ขึ้นทูลเกล้า ฯ เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช.."
หัวข้อที่ ๑.๒ พรบ. สงฆ์
- เมื่อ ๕ มกราคม ๒๕๕๙ มหาเถรสมาคม หรือ มส. ได้ยึดพระธรรมวินัย กฏหมาย และจารีต.
- ได้มี มติ มส. อย่างเป็นเอกฉันท์ เพื่อเสนอรายนาม สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ช่วง วัดปากน้ำ กทม. ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช โดย พศ. ได้นำเสนอไปยังนายกรัฐมนตรี นำขึ้นทูลเกล้า ฯ เป็นลำดับไป.
- การดำเนินการของ มส. แล้วลงมติในเรื่องนี้ ได้ถูกต้องครบถ้วนทุกอย่าง ตามข้อ เน้น ๑ เน้น ๒ และเน้น ๓ ของผู้เขียนที่แจ้งในข้างต้นแล้วนั้น.
...............................................
- ตรงนี้ ผมขอให้ท่านผู้อ่าน โปรดจำตรงคำว่า เน้น ๑ เน้น ๒ และเน้น ๓ ตรงนี้ของไว้ดี ๆ นะครับ.
- แล้วท่านจะไปแจ้งสว่าง ที่ พรบ. ศาสนาอิสลาม ที่ผมจะนำไปเปรียบเทียบต่อไปข้างล่างนี้ครับ.........
.......................................................................
- การที่ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้ออกมารับเรื่องร้องเรียนจาก จากคุณไพบูลย์ นิติตะวัน และคณะ เพื่อวินิจฉัย มติ มส. ในครั้งนี้.
- และได้มีคำวินิจฉัยไปแล้ว (ดังปรากฏตามสื่อจาก คุณรักษเกชา แฉ่ฉาย เลขาธิกา) ว่า ...
"มส. ดำเนินลงมติ ครั้งนี้ ผิดขึ้นตอน ไม่ชอบด้วยกฏหมาย"
- และได้วินิจฉัยตีความ มติ มส. ในครั้งนี้ แล้วเสนอไปยังนายกรัฐมนตรี ว่า .....
"ตามข้อกฏหมายนี้ นายกรัฐมนตรี จะต้องเป็นผู้เริ่มในกระบวนการนี้ คือ...
" เป็นผู้เสนอนามสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสโดยสมณศักดิ์ ไปยัง มส.
- จากนั้น มส. จึงจะสามารถทำการประชุม และลงมติได้ แล้วก็ให้เสนอย้อนมาให้นายกรัฐมนตรี อีกรอบหนึ่ง เพื่อนำขึ้นทูลเกล้า ฯ ต่อไป"
- ในวงเล็บนี้ คือ คำวินิจฉัย ของ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ในครั้งนี้.
......................................................................................
.........พักสายตา แล้วค่อย ๆ อ่านต่อนะครับ..............
.....พยายามอ่านนิดครับ เป็นยาป้องกันพวกแก็งค์ชั่วแหกตา......
.......................................................................................
ต่อ.....
- ในคำวินิจฉัยของ ผู้ตรวจการแผ่นดินในครั้งนี้ ถือว่า มีความพิศดาร และแปลกประหลาดมาก เป็นอย่างไง....
- ก็เพราะว่า ท่าน รองนายก ดร. วิษณุ เครืองาม ได้กล่าวอย่างชัดเจนแล้วว่า..
"ไม่น่าจะเป็นคำวินิจฉัย แต่น่าจะเป็นข้อสังเกตมากกว่า"
และ ดร. วิษณุ ยังกล่าวย้ำอีกว่า .....
"หากรัฐบาลมีข้อหรือปัญหาเกี่ยวกับกฏหมาย จะสอบถามไปยัง คณะกรรมการกฤษฎีกา เพราะมีขั้นตอนอยู่แล้ว"
- นั่นหมายความว่า....
- ผู้ตรวจการแผ่นดิน ไม่มีอำนาจที่จะรับคำร้องเรียนนี้ จากผู้มาร้องเรียน.
- ทั้งยังไม่มีอำนาจตีความ และวินิจฉัยเรื่องนี้ตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว.
- แต่เลขาธิการ คุณรักษเกชา ก็ยัง ย้ำเหมือนกับสังกัดคนละรัฐบาลว่า "ได้ตีความ และวินิจฉัยไปแล้ว".
- สุดท้าย ก็ยังไม่ทราบว่า เรื่องนี้ ถึงรัฐบาลหรือยัง และรัฐบาลจะทำอย่างไรต่อไป.
......................................................................................
หัวข้อที่ ๒
- จุดสำคัญมาอยู่ตรงนี้ครับ ผมจะพาทุกท่านไปดูชัด ๆ กับ พรบ. การบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ.๒๕๔๐ กันครับ.
- รับรองถ้าได้ อ่านโพสต์ เจ้าคุณเบอร์ลิน นี้แล้ว ทุกท่าน จะแจ้งสว่างกันเลย จะถึงบางอ้อ ยันบางจาก (จากตำแหน่ง) กันเลยครับ.
- และหากอ่านแล้วก็ให้นัดกัน ช่วยกันแบก พรบ. ของ ศาสนาอิสลามฉบับนี้.
- ไปโยนใส่หน้า ผู้ตรวจการแผ่นดิน ชี้ให้ท่าน (แหกตา) ดู และให้ดำเนินการช่วยทำการตีความ และวินิจฉัย เหมือนที่มาตีความ และวินิจฉัย พรบ. สงฆ์ ในครั้งนี้ด้วย.
- แล้วก็ ถามท่านผู้ตรวจการ ฯ ด้วยว่า เมื่ออ่านจนจบ โพสต์ของเจ้าคุณเบอร์ลิน นี้แล้ว
"มีเหตุผลอันใดหรือ ที่ทำให้ท่านหน้ามืดมาวินิจฉัย มติ มส. ครั้งนี้ เช่นนี้ และก็ขอให้ท่าน นำ พรบ. การบริหารองค์กร ศาสนาอิสลาม พ.ศ.๒๕๔๐ นี้ นำไปตีความ และวินิจฉัยด้วย" หลังอ่านโพสต์นี้จบแล้วด้วย.
- พวกกท่านทราบหรือไม่ว่า เรื่องศาสนานี้ เรื่องใหญ่มากนะครับ.
- หากแจ้งชัดขนาดนี้แล้ว ยังไม่รู้สึกรู้สาอะไร ก็อย่ามานั่งกินเงินภาษีชาวพุทธตรงนี้เลยครับ "มันบาป" ครับ.
- ผมไม่ได้พูดหาเรื่อง หรือพูดส่งเดช มาดูกันจะ ๆ กันเลย ครับ..
.....................................
......ความรู้สำคัญ ....
หัวข้อที่ ๓
- พรบ. การบริหารองค์กร ศาสนาอิสลาม พ.ศ.๒๕๔๐
ก่อนอื่น ขอแจ้งให้ทราบว่า.......
- หลังจากประกาศใช้กฏหมายดังกล่าวไม่นาน นายประเสริฐ มะหะหมัด จุฬาราชมนตรีในขณะนั้น ได้ถึงแก่อนิจกรรม.
- และผู้ที่ได้รับเลือกให้เป็นจุฬาราชมนตรี คนต่อมาคือ นายสวาสดิ์ สุมาลยศักดิ์ ขณะมีอายุได้ ๘๒ ปี เศษ.
- ซึ่งถือว่าเป็น จุฬาราชมนตรี คนแรก ที่ได้รับการเลือกตั้งตามกฏหมายฉบับนี้ (พ.ศ.๒๕๔๐) โดยดำรงตำแหน่งจนถึงแก่อนิจกรรม เมื่อวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๕๓.
- และวันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๕๓ ที่ประชุมคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดทั่วประเทศ ได้มีมติให้
- นายอาศิส พิทักษ์คุมพล เป็นผู้สมควรดำรงตำแหน่ง จุฬาราชมนตรีต่อจากนายสวาสดิ์ สุมาลยศักดิ์
- และได้รับโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งให้เป็น จุฬาราชมนตรี คนที่ ๑๘ เมื่อวันที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๕๓.
ข้อสังเกตตรงนี้ คือ .....
- ที่ประชุมคณะกรรมการอิสลาม ฯ ได้มีมติให้แก่ นายอาศิส เป็นเบื้องต้นก่อนขั้นแรก.
- จากนั้น จึงดำเนินการกระบวนการเพื่อโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งต่อไป.
""จำข้อสังเกต และขั้นตอนตรงนี้ดี ๆ ไว้ นะครับ""""""
..........................
- จากนั้นต่อมา ขอให้ทุกท่านมาดูรายละเอียด พรบ. การบริหารองค์กร ศาสนาอิสลาม พ.ศ ๒๕๔๐ (รัฐบาล พล.อ. ชวลิต).
- ใน หมวด ๑ บททั่วไป ของ พรบ. นี้ ใน ๓ บรรทัดแรก เขียนไว้ว่า.....
(อ่าน และจำไว้ดี ๆ นะครับ แล้วผมจะนำไปเปรียบเทียบกับ พรบ. สงฆ์ ที่ผู้ตรวจการแผ่นดินตีความ และวินิจฉัย)....
บรรทัดที่ ๑......
- พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง จุฬาราชมนตรีคนหนึ่ง เพื่อเป็นผู้นำกิจการศาสนาอิสลามในประเทศไทย.
บรรทัดที่ ๒ .......
- ให้ (เน้น ๑ - ผู้เขียน)
- นายกรัฐมนตรี (เน้น ๒ - ผู้เขียน) นำชื่อผู้ที่จะดำรงตำแหน่ง จุฬาราชมนตรี.
- ซึ่งได้รับความเห็นชอบ จากกรรมการอิสลามประจำจังหวัดทั่วประเทศ (เน้น ๓ - ผู้เขียน).
ขึ้นทูลเกล้า ฯ เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งเป็น จุฬาราชมนตรี ฯ.
(ดังเอกสารที่แนบมาด้วยแล้วนี้).
........................................
- และตามกฏหมายฉบับนี้ ปัจจุบัน นายอศิส พิทักษ์คุมพล ก็ได้รับการโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งให้เป็น จุฬาราชมนตรี ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๓ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว.
............................................................
......ความรู้สำคัญ.......
ข้อที่ ๔
- จุดสำคัญที่สุด ในการเปรียบเทียบ
๔.๑ ขอให้ท่านผู้ตรวจการแผ่นดิน และชาวพุทธทั่วโลก (พวกแถไม่ต้องมาอ่านก็ได้)
- จงไปนำคำที่ผม คือ ผู้เขียน ได้ วงเล็บไว้ว่า.....
- เน้น ๑ คือ ให้.
- เน้น ๒ คือ นายกรัฐมนตรี.
- เน้น ๓ คือ ด้วยความเห็นชอบของ.. (ต่อท้ายด้วยองค์กรที่เกี่ยวกับ พรบ. ทั้ง ๒ ฉบับ).
- ไปเปรียบเทียบกันระหว่าง พรบ. ทั้ง ๒ ฉบับนี้ มันเหมือนกัน และแตกต่างกันไงครับ.
๔.๒ ถึงบางอ้อ หายงงหรือยังครับ นั่นก็คือ .....
"ทุกถ้อยคำ ทุกคำศัพท์ ทุกประโยค (เน้น ๑ -๓) ไม่ปรากฏว่ามีความแตกต่างกันใด ๆ ทั้งสิ้น ใน พรบ. สงฆ์ และ พรบ. อิสลามครับ".
๔.๓ จึงเป็นอันสรูป และยุติ ได้ว่า ....
- การเสนอนาม ผู้ที่จะนำขึ้นทูลเกล้า ฯ โปรดแต่งตั้งเป็นประมุของค์กรนั้น
- กระบวนการจะต้องเริ่มที่ องค์กรนั้น ๆ มีมติเอกฉันท์ ออกมาป็นเบื้องต้นเสียก่อน.
- จากนั้น จึงมานายกรัฐมนตรี และเป็นผู้นำขึ้นทูลเกล้า ฯ ต่อไป.
- ย่อมหาใช่เริ่มที่นายกรัฐมนตรี ดังที่ ผู้ตรวจการแผ่นดินตีความ และวินิจฉัยออกมาไม่.
- ดังเช่น ตัวอย่าง โปรดเกล้า ฯ แต่งตั้ง นายอศิส เป็น จุฬาราชมนตรี เป็นต้น".
..........................................................
- ถึงตรงนี้ พวกเราชาวพุทธทุกท่านที่อ่านโพสต์นี้แล้ว.....
- ผมอยากจะให้ช่วยกัน กอปปี้ พรบ. องค์กรศาสนาทั้ง ๒ ฉบับนี้.
- ไปโยนใส่หน้าถาม ผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อให้ดูชัด ๆ และแจ้งหน่อยได้มัยครับว่า
"มันมีตรงไหน ที่แตกต่างกันบ้าง" .
๔.๓ ถ้าจะมาตีความ และวินิจฉัย มติ มส. อย่างที่ออกมาในครั้งนี้ ในตรรกะเดียวกันนี้ เหมือนกันทุกอย่างนี้.
- ขอถามว่า แล้วที่โปรดเกล้า ฯ นายอศิส เป็นจุฬาราชมนตรีไปแล้ว ตั้งแต่ ปี พ.ศ. ๒๕๕๓ นี้ นั้น.
- ท่านผู้ตรวจการแผ่นดิน จะทำอย่างไร จะแก้อย่างไร ผิดขั้นตอน หรือไม่ชอบด้วยกฏหมายด้วยหรือไม่ครับ.
- ข้อนี้ ต้องยกให้ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ตอบ และแก้ไขเองนะครับ.
- หากตอบไม่ได้ แก้ไม่ได้ จะไปทำอะไร กับอนาคตตัวเอง ก็ไปคิดเองครับ .
- แต่อยากจะบอกว่า อันเงินภาษีรายเดือนที่กินทุก ๆ เดือน ที่เป็นของชาวพุทธส่วนใหญ่ นี้.
- พวกท่านกินอิ่มนอนหลับสบายดีกันอยู่ใช่มัยครับ (หมดคำพูด).
..............
สรูป
- ในนามของตัวแทนองค์กรเครือข่าย ชาวพุทธทั้งใน และต่างประเทศทั่วโลก มีความรู้สึกร่วมกันว่า .....
- การตีความ และวินิจฉัย มติ มส. การสถาปนาสังฆราช ของ คณะสงฆ์ไทย ของผู้ตรวจการแผ่นดินในครั้งนี้.
- ชาวพุทธทุกคน มีความรู้สึกได้ว่า ได้ถูก ผู้ตรวจการแผ่นดิน กระทำการ กลั่นแกล้ง รังแก ริดรอน ละเมิดสิทธิ์ขั้นพื้นฐาน ของความเป็นมนุษย์ตามหลักสากล ในการเลือกนับถือศาสนาตน.
- และรู้สึกผิดหวัง และอดสู จากการดำเนินการ ของ ผู้ตรวจการแผ่นดินในครั้งนี้เป็นอย่างยิ่ง
- ที่แสดงการก้าวล่วง ไม่มีสัมมาคารวะต่อพระพุทธศาสนา และต่อองค์ประมุขสงฆ์ผู้ปฎิบัติหน้าสมเด็จพระสังฆราช ตามธรรมเนียม ประเพณีอันดีงาม ของไทย.
.....................
ดังนั้น สุดท้ายนี้ ในนามองค์กร เครือข่าย ชาวพุทธทั้งใน และต่างประเทศ
จึงร่วมกันขอเรียกร้องให้ ผู้ตรวจการแผ่นดิน และหน่วยงานรัฐบาลที่เกี่ยวข้อง ในเบื้องต้น ดังนี้
๑. ขอให้คณะผู้ตรวจการแผ่นดิน จงได้พิจารณาตนเอง และ จงแสดงความ รับผิดชอบ ที่เป็นรูปธรรม ต่อการดำเนินการที่ผิดพลาดมหันต์ในครั้งนี้ โดยทันที.
๒. ในเบื้องต้น ขอเรียกร้องให้ คณะผู้ตรวจการแผ่นดิน จงได้แสดงออกที่เหมาะสม อันควรแก่ฐานะของตน. .....
- เพื่อแสดงถึงความจงรักภักดี ่ต่อองค์พระมหากษัตริย์ ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ผู้ทรงเป็นพุทธมามกะ และเป็นองค์ศาสนูปถัมภก ตามรัฐธรรมนูญ ต่อกรณีนี้ โดยทันที.
๓. องค์กรเครือข่ายชาวพุทธทั้งใน และต่างประเทศ จะได้ร่วมกันติดตาม และ ดำเนินการต่อ คณะผู้ตรวจการแผ่นดิน หรือต่อหน่วยงานรัฐบาล ที่ส่อว่าจะเป็นภัยต่อพระพุทธศาสนา อย่างเหมาะสม ตามกฏกติกาสากลต่อไป.
โชคดีมีชัยทุกท่าน
เจ้าคุณเบอร์ลิน
06.03.2016
แนบเอกสารสำเนา
- พรบ. สงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ และ พ.ศ.๒๕๐๕ (๒๕๓๕)
- พรบ. การบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ.๒๕๔๐.
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=1096931997036678&id=1072393339490544

วันเสาร์ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2559

ตั้งสังฆราช ไม่มีธรรมเนียมเริ่มจากนายกฯ

วันนี้ (4 มี.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขั้นตอนการสถาปนาสมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ได้มีการบันทึกจดหมายเหตุพระราชพิธีสถาปนาสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช เมื่อปี 2532 อย่างละเอียด 

โดยเฉพาะขั้นตอนและเอกสารราชการการ ธรรมเนียมปฏิบัติ การเสนอสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชโดยกระบวนการเริ่มต้นพิจารณานามสมเด็จพระราชาคณะ ได้ยึดตามมาตรา 7 พ.ร.บ.คณะสงฆ์2505 ระบุว่า การสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช เป็นพระราชอำนาจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งตามจารีตประเพณี จะทรงสถาปนาสมเด็จพระราชาคณะรูปใดรูปหนึ่งขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช 

จากกรมการศาสนา สำนักงานเลขาธิการมหาเถรสมาคม นำรายชื่อสมเด็จพระราชาคณะให้ มส.ได้พิจารณาก่อนและมีสังฆทัศนะจากนั้นเสนอนามพร้อมสังฆทัศนะ ไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการจากนั้นเสนอไปยังนายกรัฐมนตรีเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเสนอไปยังราชเลขาธิการ ต่อมาสำนักราชเลขาธิการ ได้แจ้งหนังสือกลับมายังเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าสถาปนาสมเด็จพระราชาคณะที่มีอาวุโสสูงทางสมณศักดิ์เป็นผู้เหมาะสมเป็นสมเด็จพระสังฆราชสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ส่งเรื่องกลับมายัง 

รมว.ศึกษาธิการ มายังกรมการศาสนาเพื่อจัดพระราชพิธีสถาปนา สมเด็จพระสังฆราช ซึ่งไม่มีการบันทึกขั้นตอนว่า กระบวนการเริ่มจากนายกรัฐมนตรีแต่อย่างใด นายจำนงค์ สวมประคำ อดีตเลขาธิการวุฒิสภา กล่าวว่า พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2535 ในมาตรา 7 หมวดสมเด็จพระสังฆราชนั้นเขียนไว้ชัดเจนอยู่แล้วว่า การสถาปนา สมเด็จพระสังฆราช เป็นพระราชอำนาจพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 
ส่วนขั้นตอนการนำความกราบบังคมทูล เมื่อตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชว่างลง พศ.ต้องนำความเรียน มส. ก็ขึ้นต้นด้วยส่วนราชการของรัฐบาลภายใต้การกำกับของนายกรัฐมนตรี มส.ไม่ได้หยิบขึ้นมาประชุมเอง จากนั้น พศ.ก็เสนอมติ มส.ไปยังสำนักนายกรัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรี เพื่อนำความกราบบังคมทูล ก็ชัดเจนอยู่แล้ว 

แต่อยู่ดีๆจะให้นายกรัฐมนตรีมาพิจารณาเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะ ท่านนายกรัฐมนตรี จะเริ่มต้นจากอะไร หรือ พศ.ต้องนำความเรียนนายกรัฐมนตรี ก็ต้องไปศึกษาระเบียบราชการสำนักนายกรัฐมนตรีว่าเคยมีปฏิบัติหรือไม่ นายจำนงค์ กล่าวต่อไปว่า ธรรมเนียมปฏิบัติที่ให้นายกรัฐมนตรี เสนอนามมายัง มส.ยังไม่เคยมี มีแต่ส่วนราชการของรัฐบาลเป็นผู้ดำเนินการตามขั้นตอนหากเป็นสมัยก่อนปี 2549 ก็เป็นกรมการศาสนา(ศน.) แต่หลังแบ่งส่วนราชการใหม่ก็ต้องเป็น พศ. เป็นกระบวนการปฏิบัติราชการในการเสนอนามสมเด็จพระสังฆราช 

หากว่าผู้ตรวจการแผ่นดินวินิจฉัยว่า การพิจารณาการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชจะต้องเริ่มที่นายกรัฐมนตรี ก็เป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี จะตัดสินในซึ่ง มส.ไม่เดือดร้อนอยู่แล้ว เพราะการประชุม มส.ก็ต้องเริ่มจากสำนักเลขาธิการ มส. ซึ่งก็คือพศ.อยู่ดี หากส่งเรื่องกลับมาให้ มส.ประชุมใหม่ก็มีมติเช่นเดิมไปนายกรัฐมนตรีก็ไม่สามารถไปเปลี่ยนมติมส.ได้ และก็ไม่เคยมีรัฐบาลไหนทำมาก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้เสนอนามสมเด็จพระสังฆราชมาให้มส.พิจารณา อดีตเลขาธิการวุฒิสภา กล่าวอีกว่า การจะตั้งสมเด็จพระสังฆราช ที่จะให้ชาวพุทธศรัทธา 100% คงไม่มี คงหาไม่ได้ แม้แต่เลือกนายกรัฐมนตรีเอง ก็ใช่ว่าจะมีคนศรัทธาท่านทั้งหมด 

หลักประชาธิปไตยจึงต้องยึดเสียงข้างมาก อีกส่วนอยากให้รัฐบาลเข้าใจการปกครองสงฆ์ พระสงฆ์ปกครองกันเอง โดยเฉพาะ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ไม่เคยเห็นเคยเห็นหน่วยงานไหนมาแทรกแซง นำมติ มส.ไปวินิจฉัยเช่นนี้ อย่างไรก็ตามก็อยากให้ทุกฝ่ายเข้าใจรัฐบาลด้วยว่า มีหน้าที่ดูแลความมั่นคงและกลั่นกรองเรื่องที่จะนำความบังคมทูล ซึ่งเรื่องไหนที่สังคมไม่สบายใจ รัฐบาลต้องทำให้กระจ่างไม่ใช่นำไปเก็บไว้จนเกิดพุทธศาสนิกชนจะได้เข้าใจไม่มีปัญหาต่อรัฐบาล“

อ่านต่อที่ : http://www.dailynews.co.th/education/383708