วันอังคารที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

หวั่น!!! คดีฟอกเงินรับของโจร ??

การตั้งข้อหารับของโจร???

ฟอกเงิน! กับพระภิกษุในพระพุทธศาสนา . . 

 เป็นสิ่งที่กระทบต่อพระพุทธศาสนาโดยรวมอย่างไร ?  
เหมาะสมหรือไม่ ?

ต่อไปหากมีผู้ไม่ปรารถนาดีกับพุทธศาสนา 
แล้วไปถวายทานกันพระ หรือมีผู้กล่าวหารับของโจรอย่างนี้ จะไม่ถูกจับสึกกันทั่วประเทศหรือครับ

เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเฉพาะของหลวงพ่อธัมมชโย 
ไม่ใช่เรื่องของวัดพระธรรมกาย

แต่เป็นเรื่องของพระพุทธศาสนา!!!

มองมุมมองต่าง ๆ  2 มิติ  มิติการดำเนินคดีตามกฎหมาย
ถ้าชอบด้วยกฎหมาย เป็นธรรม น้อมรับครับ  ถ้าไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่เป็นธรรม
ก็ต้องมาชี้แจง มาพูดคุยกัน 

 แต่ประเด็นของพระพุทธศาสนาโดยรวม
ถ้าเป็นอย่างนี้ ต่อไปกล่าวหาพระได้ทั่วประเทศ  
ท่านรับถวาย ท่านรู้ไหมครับว่า ปัจจัยมาจากใคร?



วันหนึ่งมีคนมาบอกว่าคนนั้นเป็นโจร  และให้ข้อหานี้ 
แล้วดึงท่านเข้าสู่คดีความ ตรงนี้เหมาะสมหรือไม่???

มองไกลไปต่อ ถ้าอย่างนี้ ไปถึงจุดที่พยายามทำให้พระพุทธศาสนาเรียวลงหรือไม่?

ต่อไปพระคงไม่กล้ารับถวายปัจจัย  จะสร้างโบสถ์ วิหาร ศาลาการเปรียญ คงคิดหนัก 

ไม่รู้ว่าใครจะมาถวายปัจจัย  หรือมายัดข้อหาให้ท่านบ้าง
ตัดกำลัง ตัดเสบียง กับพระพุทธศาสนาหรือเปล่า??  



ตอนนี้เรื่องที่เกิดขึ้น กับวัดพระธรรมกาย ไม่ใช่เรื่องเฉพาะบุคคล หรือวัดพระธรรมกายเพียงวัดเดียว  

แต่สามารถเกิดขึ้นกับวัดได้ทั่วประเทศ . . 
สามารถเกิดขึ้นกับพระภิกษุทั่วประเทศ . . 
  

เพราะความไม่เป็นธรรมที่กำลังเกิดขึ้น
จากกรณีที่เกิดขึ้นกับพระธัมมชโยเป็นกรณีศึกษาตัวอย่าง

สงสัย!ดีเอสไอ.. จับพระเพราะอะไร ???

อรรถชัย อนันตเมฆ อดีตพระเอกละครทีวี...



   วันนี้ ดีเอสไอ จับพระเพราะอะไร... คนไทยอาจ งงๆ ไม่ชัดเจน รู้แต่จะจับให้ได้ !!!  

ผมลองทบทวน  ได้ความว่าที่จะจับ เพราะ ข้อหา "พระรับของโจร" 
หากคิดต่อไปอีกนิด อื่ม มันก็แปลก ๆ เกิดมาไม่เคยได้ยินว่าพระรับของโจร ...

พระมิใช่ โรงจำนำ ไม่ใช่ร้านรับซื้อของเก่า ธรรมกาย มิใช่ตลาดมืด พระมิได้เหมือนบุคคลปกติ ที่จะ รับซื้อ ..รับขาย 
มีแต่ต้องถวายเท่านั้น ..

เมื่อเป็นแบบนั้น ก็ มีเรื่องให้ต้องพิจารณา 
1. โยมถวาย พระไม่รับ ได้ไหม ..ไม่มีเหตุ ไม่รับก็ อาบัติ 

2. โดยเฉพาะเมื่อ โยมถวายเป็นปัจจัย ส่วนกลาง มิใช่สมบัติส่วนตัว พระมีหน้าที่เป็นคนกลางในการรับมอบเท่านั้น ...ไม่ทำหน้าที่ได้อย่างไร 

3. พระจะรู้ได้อย่างไร ว่าอันไหนเป็นของโจร หรือ ไม่เป็น  โจรจะบอกไหมว่า ผมเป็นโจรขอถวายเงินที่ปล้น ..??? 


4. เมื่อรู้ว่าเป็นของโจร ก็ คืนแล้ว ..แสดงเจตนาบริสุทธิ์ 


5. เงินก้อนเดียวกัน โยมคนเดียวกัน นำไปกระจายใช้ในหลายลักษณะ ทำไม เจาะจงมาเอาผิดเฉพาะพระ 


คดีกล่าวหาพระรับของโจร เป็นคดี ไร้สาระแท้ ๆ ขึ้นศาลไปหากตาชั่งไม่เอียง ก็มีโอกาสชนะ เสียเวลาทำงานของ ศาลเสียปล่าว ๆ 
ความจริง ดีเอสไอไม่ควร เอามาเป็นเรื่องเสียด้วยซ้ำ ..
แต่ ดีเอสไอ โดยนาย ไพบูรณ์ ก็ ทำ ....

มันเห็นได้ชัดว่าทำเพราะ มีเป็าหมาย ...จำเพาะเจาะจง ..

เพราะ แม้ต่อไปคดีจะยกฟ้อง ก็คงไม่สำคัญแล้ว   เพราะ พระธัมมชโย ต้องมลทิน  ติดคุก ติดตะราง  สึกจากความเป้นพระไปก่อนแล้ว ...

ทุกอย่าง จะ สำเร็จตามความต้องการของ นายไพบูรณ์ และ ทีม ..
ที่รับงานมา " สึกพระ " ทำลายธรรมกายไปเรียบร้อย 

ผมเคยบอกแล้วว่า ผมไม่ได้เป็นศิษย์ธรรมกาย 
แต่ขอยืนข้างธรรมกาย เพราะ... เชย์ กูวาร่า 

เอ๊า ....เขาเคยกล่าวเอาไว้ว่า.. 
" เมื่อคุณเห็นความอยุติธรรม แล้วโกรธจนตัวสั่น ...
เราคือพวกเดียวกัน ..."

วันจันทร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

สุดอึ้ง! เบื้องหลังไพเบี้ย

รู้จักไพเบี้ยน้อยไป...

แฉประวัติที่โคตรเลวของผู้ที่เป็น
ประธานสภาปฏิรูปพระพุทธศาสนา!!!



สุดอึ้ง! ไพเบี้ย ปธ.ปฏิรูปศาสนา ที่แท้ “อดีตที่ปรึกษาหญิงเป็ด” ผู้ว่าสตง.ฉาว เบิกงบหลวงทัวร์งานกฐิน

เครือข่าย กปปส.ประสบความสำเร็จเป็นอย่างยิ่งในการสร้างความแตกแยกให้ประชาชนคนในชาติ ภายหลังจากชุมนุมสร้างความวุ่นวาย จนเกิดการทำลายประชาธิปไตย ฉีกรัฐธรรมนูญโดย คสช.ไปเมื่อวันที่ 22พฤษภาคม 2557


ขณะนี้ดูเหมือนเครือข่าย กปปส.ซึ่งเพิ่งได้ใจ หลังสามารถคอนโทรลจังหวะการเมือง ของ “อาณาจักร” สั่งรัฐประหารล้มประชาธิปไตยไปได้ ก็เปิดฉากรุกแผ่อิทธิพล หลังขยายอำนาจเข้าครอบครอง “ศาสนจักร” อีก 1 ดินแดน


ล่าสุดเป็นคิวของ “ไพเบี้ย” ที่ใช้ตำแหน่ง “ประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์พระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.)” ที่แต่งตั้งโดยคณะรัฐประหาร คสช. 


เปิดฉากเข้าโจมตี “มหาเถรสมาคม (มส.)” องค์กรหลักของพระพุทธศาสนา เปิดทางให้ “พุทธะอิสระ” โล้นนอกรีต ปิดถนน-ยึดสถานที่ราชการ-รังควานประชาชน ออกมาระดมพลบุกกดดันมหาเถระสมาคมอย่างหนัก 


จนเกิดกลายเป็นวิกฤตวงการสงฆ์ และพระพุทธศาสนา ครั้งใหญ่ และส่อว่าจะรุกลามกลายเป็นความแตกแยกครั้งสำคัญของพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศ


จนเรียกได้ว่า สาวก กปปส.เหล่านี้เหยียบย่างไปในจุดไหน ความฉิบหายเกิดขึ้นทุกหย่อมหญ้า!


โดยจากการตรวจสอบพบว่า “หัวหมู่ทะทวงฟัน” เปิดฉากวางระเบิด “มหาเถรสมาคม” ในนามของ “ประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทาง และมาตรการปกป้องพิทักษ์พระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)” นั้น ก็คือ นายไพเบี้ย สปช.ซึ่งเป็นอดีต ส.ว.สรรหา หลายสมัย


โดยมีข้อมูลปรากฏว่า นายไพเบี้ย นั้น เกิด 15 มกราคมพ.ศ.2497

จบการศึกษาระดับปริญญาตรีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาบริหารรัฐกิจ ประวัติการทำงานเดิมนั้นเป็นนักธุรกิจ 

แต่ปรากฏข้อมูลว่า “หญิงเป็ด” จารุวรรณ เมณฑกา ในขณะที่ยังมีอำนาจเป็น “ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (ผู้ว่า สตง.)” ได้แต่งตั้งให้ “นายไพเบี้ย” เป็นที่ปรึกษาสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ของ คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา


และหลังจากนั้น “สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)” ของ “หญิงเป็ด” ก็ส่งชื่อ “ไพเบี้ย” ให้มารับตำแหน่ง “ส.ว.สรรหา” ยุค “รัฐประหาร คสช.” ปี 2551


ที่สำคัญ เมื่อครั้งที่ “จารุวรรณ เมณฑกา” มีปัญหาเรื่องคุณสมบัติการดำรงตำแหน่งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ก็ได้ “ไพเบี้ย” คนนี้ ในตำแหน่ง “ที่ปรึกษาวุฒิสภา” ทำหนังสือยืนยันคุณสมบัติให้ “หญิงเป็ด” นั่งเก้าอี้ “ผู้ว่า สตง.” ต่อไป แม้การกระทำดังกล่าวของ “ไพเบี้ย” จะครหาว่า เป็นการไม่เหมาะสม และไม่ใช่หน้าที่ ก็ตาม


ซึ่งเหล่านี้ยืนยันความแนบแน่นระหว่าง “ไพเบี้ย” กับ “อดีตผู้ว่า สตง.” ที่ชื่อ “จารุวรรณ เมณฑกา” ได้เป็นอย่างดี


แต่ที่สำคัญคือ “อดีตผู้ว่า สตง.” อย่าง “จารุวรรณ เมณฑกา” ซึ่งเอื้อเฟื้อกันไปมาและใกล้ชิดอย่างยิ่งกับ “ไพเบี้ย” กลับกลายเป็น บุคคลที่มีประวัติสุดฉาว


โดยเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2554 นายกล้านรงค์ จันทิก กรรมการ ป.ป.ช. แถลงผลการประชุม ป.ป.ช.ว่า ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา สมัยดำรงตำแหน่งผู้ว่าการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) 


ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ กรณีการตั้งงบประมาณ 4.7 แสนบาท จัดอบรมโครงการ สตง. ที่โรงแรมซิตี้ปาร์ค จ.น่าน แต่ไม่ได้จัดสัมมนาจริง 


โดยจากการไต่สวนพยานบุคคลรวม 48 ราย พบว่า สตง.ได้จัดพิธีถวายผ้ากฐิน และงานทอดกฐินที่วัดพญาภู และวัดพระธาตุช้างค้ำ จ.น่าน เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2546 ขณะเดียวกันได้จัดงานสัมมนาเรื่อง “สตง.ในความคิดเห็นของวุฒิสภา” ในวันเดียวกัน ที่โรงแรมซิตี้ปาร์ค 


โดยระบุว่า เป็นการจัดสัมมนาทั้งวัน แต่จากการสอบสวนไม่พบว่ามีการจัดงานสัมมนาดังกล่าว โดยคณะ สตง.ได้เดินทางไปร่วมพิธีถวายผ้ากฐินพระราชทานและถวายกฐินสามัคคีที่วัด 3 แห่ง จ.น่าน จนกระทั่งเวลา16.00 น. จึงเดินทางไปยังสโมสรหมู่บ้านสันติภาพ 2 ซึ่งมีการตั้งเวทีจัดเลี้ยงต้อนรับคุณหญิงจารุวรรณ ไม่มีการแจกเอกสาร หรือระดมความเห็นในงานสัมมนาแต่อย่างใด 


พฤติการณ์ดังกล่าวมีเจตนานำคณะผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ สตง.ไปถวายผ้าพระกฐิน โดยจัดโครงการสัมมนา เพื่อให้เบิกค่าใช้จ่ายจากทางราชการได้โดยมิชอบ


ป.ป.ช. จึงมีมติว่าคุณหญิงจารุวรรณ มีมูลความผิดทางอาญา ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมาย มาตรา 157


ล่าสุดเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2557 สำนักงานอัยการสูงสุด ได้มีคำสั่งให้ดำเนินคดีอาญาฟ้องคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 กับพวก ในความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ 83 จากกรณีการจัดสัมมนาครั้งดังกล่าว


ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อ “ประธานคณะกรรมการปฏิรูปศาสนา” จะใกล้ชิดสนิทสนม และเป็น “ที่ปรึกษา” ให้กับ พวกที่ถูกครหาเบิกงบหลวงไปทัวร์งาน “กฐิน” !


นี่แค่ความชั่วร้ายบางอย่างที่ผุดโผล่มาให้เห็นของบุคคลที่สังคมยกย่องและเชื่อฟัง นอกจากหากินบนหัวคนแล้ว ยังเหยียบย่ำสิ่งที่สูงที่สุดของชาวพุทธ นั่นคือการทำลายพระเกียรติของผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช และยังมีจิตใจอันชั่วช้าที่พยายามจะล้มคณะสงฆ์ไทยทั้งแผ่นดิน 


โดยไม่ได้คำนึงผีปู่ย่า ตายาย บรรพบุรุษไทยที่พยายามกอบกู้ฟื้นฟูพระพุทธศาสนามาให้อยู่ประเทศไทยได้ขนาดนี้ อีกไม่นานนามนี้อาจจะลงหนังสือพิมพ์หน้า 1 ก็ได้ พอก้าวพ้นบันไดเหยียบลงพื้นดิน แล้วพื้นดินแยกออกพร้อมสูบร่างคนโคตรเลวที่เรียกว่า พระเทวทัตยังต้องเรียกพี่ก็ได้...


แม้ความชั่วของคนทั้งชาติรวมกัน ยังน้อยกว่าความเลวของคนคนนี้เพียงคนเดียวคนเช่นนี้หรือ? คือคนที่เจ้าหน้าที่รัฐจะต้องมารับฟัง เพื่อล้มเลิกไม่ให้มีสมเด็จพระสังฆราช.....ใครเชื่อก็เลวยิ่งกว่านะ สิบอกให้


Cr.Bombom55

ความยุติธรรมอยู่ที่ไหน???คิดสิคิด!!!


สมุมติว่า....

ถ้าพระธัมมชโย : ใช้อวิชชา กรีดเลือดทำน้ำมนต์ 

ถ้าพระธัมมชโย : ให้สามเณรอาบน้ำขี้

ถ้าพระธัมมชโย : นำม็อบปิดถนน

ถ้าพระธัมมชโย: ขวางการเลือกตั้ง

ถ้าพระธัมมชโย : ปิดหน่วยเลือกตั้งล่วงหน้า

ถ้าพระธัมมชโย : โกงพรรษา

ถ้าพระธัมมชโย : มีกองกำลังติดอาวุธ (มือปืนป็อปคอร์นและพวก)

ถ้าพระธัมมชโย : กระทืบทหารยศพันตรี

ถ้าพระธัมมชโย : ยิงคนบริสุทธิ์ที่ขับรถผ่านม็อบ

ถ้าพระธัมมชโย : กระทืบหนุ่มขายประกัน เพราะขับรถเฉียดกรวย

ถ้าพระธัมมชโย : ไถเงินเอกชน

ถ้าพระธัมมชโย : ปิดสถานที่ราชการ

ถ้าพระธัมมชโย : นำม็อบไปทำลายทรัพย์สินสื่อ (voice tv) และให้ผู้บริหารมากราบตีนขอโทษ 

ถ้าพระธัมมชโย : โรยตะปูเรือใบไว้เต็มสะพานข้ามแยก ถ.แจ้งวัฒนะ

ถ้าพระธัมมชโย : บุกวัดปากน้ำ แทรกแซงการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ

ถ้าพระธัมมชโย : ถวาย "ดอกไม้จันทร์" ให้พระเถรานุเถระ ชั้นผู้ใหญ่!!! ที่เป็นที่เคารพ เลื่อมใสของชาวพุทธ

ถ้าพระธัมมชโย : ขัดขวางทุกวิถีทางในการให้สมเด็จเกี่ยวขึ้นเป็นสังฆราช

ถ้าพระธัมมชโย : เปลี่ยนกรุงเทพฯ ให้เป็นสนามรบ เดินธุดงค์จังไร ไล่ตีคนเห็นต่าง!!

ถ้าพระธัมมชโย : ให้การสนับสนุนทหาร เพื่อทำลายระบอบประชาธิปไตย โดยบอกว่า..
"ฉันเขี่ยลูกให้ทหารเล่นบ่อยๆ"
"ฉันเนี่ยเป็นคนส่งสัญญาณ (ให้ทหาร)"


ถ้าพระธัมมชโย : บอกว่าตัวเองเป็น "จะเป็นพระพุทธเจ้าองค์ต่อไปในอนาคต"

คุณคิดว่า..... จะมีกี่สิบองค์กรในประเทศไทยออกมาไล่บี้ ไล่ถล่ม ไล่ต้อน หรืออาจจะถึงขั้นปลุกระดมให้คนไปไล่กระทืบพระในวัดพระธรรมกาย !!!

แต่ทั้งหมด คือสิ่งที่พุทธะอิสระทำ!!!
คำถาม "คือ" 
ทำไม!! พุทธะอิสระถึงไม่โดนคดี ?
ทำไม!!  พุทธะอิสระถึงยังออกมาเคลื่อนไหวได้ ?
ทำไม!!  พุทธะอิสระคดีถึงไม่คืบหน้า?
ทำไม!!  พุทธะอิสระไม่ปราชิก?
ทำไม!! พุทธะอิสระเคลื่อนไหวอยู่เหนือคำสั่งหัวหน้า คสช. ม.44

ทำไม? องค์กรอิสระ พรรคประชาธิปัตย์ กปปส. กองทัพไทย รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ หรือแม้แต่คณะรัฐประหารเองกลับให้การสนับสนุน ให้ท้าย และ ใช้พุทธะอิสระ 
ทำตัวอยู่เหนือกฏหมายของบ้านเมือง 
อยู่เหนือกฏหมายสูงสุดของประเทศ
อยู่เหนือคำสั่ง ม.44 ของ คสช.

หรือ แท้ที่จรืงแล้ว พุทธอิสระ คือ องค์รัฐฏาธิปัตย์ตัวจริง ???

คิดสิคะคิดๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

การที่จะบอกว่า ทำไมถึงต้องสนับสนุนธรรมกาย ไม่มีเหตุผลอื่นใดเลยคะ 



เราเพียงแค่เห็น ความไม่ยุติธรรม สองมาตรฐาน และเห็นนัยยะสำคัญบางอย่าง ในการทำลายล้างองค์กรหนึ่งองค์กรใด ที่ประชาชนจำนวนมากให้การสนับสนุน
(ย้ำว่า ประชาชนจำนวนมากให้การสนับสนุน)

โดยใช้วิธิการ ขั้นตอน 
และใช้องคาพายพ สรรพกำลังทั้งหมดที่มีของฝ่ายเผด็จการ
เช่นเดียวกันกับที่ได้ทำกับ
พรรคเพื่อไทย
ทักษิณ
รัฐบาลพลเรือน
และประชาชนฝ่ายประชาธิปไตย

https://youtu.be/yc-ykj8rBwo
เพลง  ขอเปาบุ้นจิ้นช่วยที
เพลงที่ร้องด้วยหัวใจรักพระทธศาสนา แม้เสียงร้องแหบเครือ แต่เสียงของหัวใจดังชัดเจนว่าพร้อมปกป้องพระศาสนาด้วยชีวิต และขอยืนข้างความยุติธรรม

วันอาทิตย์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

เมื่อโจโฉ สอน โจผี ....


โจโฉ  : เจ้าจะปกครองบ้านเมืองแบบไหน ?

โจผี : เราควรจะส่งเสริมขุนนางที่ซื่อสัตย์ ส่งเสริมคนดีให้มีอำนาจ

โจโฉ : ผิดแล้ว ...เราไม่ควรส่งเสริมขุนนางที่ซือสัตย์..

โจผี : อ้าว ...ทำไมละ่ ?

โจโฉ : ขุนนางตงฉิน จะทำลายเรา ความชื่อสัตย์ จะทำให้ประชาชนรักเขา วันหนึ่งเขาจะเป็นอันตรายกับเรา    

โจผี : อ้าวงั้นข้า ..ควรทำอย่างไร?

โจโฉ : เราต้องส่งเสริมขุนนาง " กังฉิน "  ไม่ใช่ " ตงฉิน "   
ให้อำนาจ "กังฉิน" ดูแลบ้านเมือง   

โจผี : เลี้ยงเขาให้ดี ..ให้เงินทองใช้?

โจโฉ : ผิดแล้ว..จงอย่างเลี้ยงให้มัน " อิ่ม "  เสืออิ่มจะไม่กัด ..ให้เงินเดือนมันน้อยๆ  กังฉินกินไม่พอมันก็จะเอาอำนาจที่เราให้มัน ไปหาประโยชน์กับประชาชน  
เมื่อกังฉินใช้อำนาจเราหากิน  มันก็จะปกป้องเรา..เราจะปลอดภัย  

เท่านั้นยังไม่พอ กังฉินจะมีความผิด เป็นชนักติดหลัง
กังฉินคนไหนทรยศ เราก็ใช้ข้อหาที่มันฉ้อราษฎร์บังหลวงเล่นงานมัน

โจผี : แต่ทำอย่างนั้น ไปนานๆ ประชาชนที่เดือดร้อนมากขึ้นๆ จะไม่ลุกมาโค่นล้มเราหรือ??

  
โจโฉ : อย่ากลัวไปเลย..การเลี้ยงกังฉิน มีวิธีการ 

 1 จงอย่าเลี้ยงให้อิ่ม  และ 

 2 จงอย่าเลี้ยงให้มันสามัคคี.. 


โจผี : อย่าเลี้ยงให้สามัคคี ทำอย่างไร?

โจโฉ : จงให้อำนาจแก่คนที่ไม่สมควรจะได้..

โจผี : ทำแบบนั้น จะได้อะไร?

โจโฉ : ได้กังฉิน ไว้ปราบกังฉิน ..เมื่อกังฉินที่ปกครองเมืองใด  ทำประชาชนเดือดร้อนมากๆ  มีท่าทีจะก่อความวุ่นวายลุกลามมาถึงเรา  เราก็ให้อำนาจสั่งการให้ แก่กังฉินอีกเมือง มาโค่นมัน ... 

เมื่อโค่นสำเร็จ...ประชาชนก็จะ แซ่ซร้อง สรรเสริญเรา..รักเรา  ด้วยแรงนิยม  ที่ให้คนมาขับไล่กังฉินเก่านี้เอง  

กับกังฉินใหม่นั้น จะช่วยเราปกครองอย่างสงบ เข้าที่เข้าทางต่อไปได้อีกหลายปี...


และ เมื่อถึงเวลา..เราก็ทำแบบเดิมอีกไปเรื่อยๆ  วิธีนี้เราก็จะอยู่ได้ตลอดไป 

...เข้าใจหรือยัง?

วันเสาร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

ด่วน!!ใครกัน!ที่มุ่งทำลายพุทธศาสนา???

ถึงชาวพุทธทุกท่าน 

กรณีวัดพระธรรมกาย จะเห็นได้ว่า การกระทำของกลุ่มบุคคลที่อาศัยหน่วยงานของรัฐ DSI พยายามมุ่งที่จะทำลายพุทธศาสนาหรือไม่



 1.การบริจาคและการรับบริจาคถือว่าเป็นหัวใจ เป็นหลักคำสอนข้อแรกและสำคัญของศาสนาพุทธ การที่กลุ่มบุคคลที่อาศัยหน่วยงานของรัฐ DSI ให้ข้อกล่าวหาแก่พระภิกษุสงฆ์ในพุทธศาสนา ว่าการรับบริจาคอาจเข้าข่ายว่ารับของโจร เท่ากับเป็นการตัดกำลัง ตัดรอน ทำลายความเชื่อในศาสนาพุทธ


2.กลุ่มบุคคลอาศัยหน่วยงานของรัฐ DSI เจาะจงที่จะทำลายสถาบันของชาติ คือศาสนาพุทธ ทั้งๆที่มีองค์กรการกุศลอื่นๆอีกมากมาย เช่นสภากาชาดไทย ได้รับบริจาคจากคุณศภชัยด้วยเช่นกัน  แต่กลุ่มบุคคลดังกล่าวกลับเลือกปฏิบัติ  เจาะจงหน่วยงานองค์กรพุทธศาสนา 


3.เมื่อตั้งข้อหาแล้ว พยายามเร่งรัด ไม่ดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย คือไม่มาสอบสวนหาข้อมูลจากผู้ที่ถูกกล่าวหา  เป็นการตั้งข้อกล่าวหาเพื่อมุ่งทำลายชื่อเสียง และทำลายพุทธศาสนาหรือไม่ 


 4.ผู้ถูกกล่าวหา ป่วย โดยมีใบรับรองแพทย์เป็นเครื่องยืนยัน ในกรณีนี้ถือว่าเป็นการก้าวก่ายสิทธิมนุษยชนของผู้อาศัยหน่วยงานของรัฐ DSI เป็นอย่างยิ่ง ในฐานะที่เป็นหน่วยงานของรัฐที่จะต้องให้ความเป็นธรรมแก่ประชาชน เมื่อมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น ไม่ยอมส่งหน่วยงานแพทย์ที่เป็นกลาง มาตรวจผู้ถูกกล่าวหา ได้ทำการเพิกเฉยเพื่อหวังผลที่จะประปรำความผิดให้กับผู้ถูกกล่าวหา อย่างไม่เป็นธรรม 




 5.การให้ผู้ถูกกล่าวหา รับทราบข้อกล่าวหา ในทางกฎหมายสามารถ ทำที่ไหนก็ได้ ซึ่งในการนี้ ทางผู้กล่าวหา ยินดี ที่จะให้กลุ่มบุคคลที่อาศัยหน่วยงานของรัฐ DSI ไปแจ้งข้อกล่าวหาที่วัดได้เหตุ เพราะผู้ถูกกล่าวหาป่วย  การกระทำดังกล่าวของผู้อาศัยหน่วยงานของรัฐ DSI กระทำอย่างนี้เพื่อมุ่งให้ผู้ที่ไม่รู้กฎหมาย เอนเอียงไปตามเหตุผลว่า ผู้ถูกกล่าวหาดื้อรั้นหรือไม่  ซึ่งความเป็นจริง และตามกฎหมาย DSI สามารถทำได้ แต่ไม่ทำเพื่อมุ่งหวังโยนความผิดให้กับผู้ถูกกล่าวหาหรือไม่ 


6.การสร้างวาทะกรรมว่า: ไม่ผิดแล้วจะกลัวอะไร ให้เข้าไปสู่กระบวนการยุติธรรม  เป็นวาทะกรรมที่สร้างความเห็นแก่ตัวอย่างชัดแจ้งอย่างยิ่ง เพราะแค่การกล่าวหาโดยไม่ไตร่ตรอง และเลือกปฏิบัติ เท่ากับว่าเป็นการสร้างความเสื่อมเสีย ให้แก่ผู้ถูกกล่าวหาอย่างไร้ซึ่งความเป็นธรรม ซึ่งเป็นวาทะกรรม เพื่อสร้างการยอมรับของประชาชนที่ไม่รู้เหตุการณ์ตั้งแต่ต้น กลุ่มบุคคลที่อาศัยหน่วยงานของรัฐ DSI มุ่งหวังที่จะทำลายโดยชอบธรรมหรือไม่  


7. การกระทำของกลุ่มบุคคลที่อาศัยหน่วยงานของรัฐ DSI  มีความพยายามที่จะสร้างบรรทัดฐาน ในการทำลายพุทธศาสนาอย่างเป็นระบบ โดยการกล่าวหาพระภิกษุสงฆ์ องค์กรพุทธศาสนา ว่าการรับบริจาคอาจเข้าข่ายรับของโจร ซึ่งเป็นช่องทางในการทำลายวัด ทำลายพระต่างๆก็จะง่ายขึ้น อย่าให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นแก่พระภิกษุสงฆ์ และพุทธศาสนาเลย ขอให้ทุกท่าน มีความรักสามัคคีกัน เข้าวัดปฎิบัติธรรมกันมากๆ  ภัยครั้งนี้ ไม่ใช่เป็นของคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นภัยของพุทธศาสนา

หนุ่ม บุรีรัมย์

เจ้าข้าเอ้ย>> ใครก็ได้ช่วยบอกดีเอสไอให้รีบมาดูคลิปนี้ด่วน!!! 
ประเด็นคดีพระธัมมชโย โดยอาจารย์สิโรฒน์ คล้ามไพบูลย์ 

สื่อมวลชนและเจ้าหน้ารัฐ 
ชี้นำสังคมให้ทำลายวัดพระธรรมกาย 

พยายามชี้นำให้มีการจับกุม 
การกำจัดให้หมดสิ้น 

และการใช้อำนาจรัฐจัดการกับกลุ่มที่คุณไม่ชอบนั้น
เป็นเรื่องที่ทำเกินกว่าเหตุ 

ฟังดูว่าคนที่ไม่มีความลำเอียงคิดอย่างไร 

รายการห้องข่าว เล่าเรื่องสุดสัปดาห์
https://youtu.be/pcTJ1s4CU2U


วันพุธที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

นี่หรือ คือ กระบวนการยุติธรรม ?

กรณีคุณศุภชัย อยู่ระหว่างติดคุก
ดีเอสไอ เดินทางไปแจ้งข้อกล่าวหาในคุกได้ (24/5/59)



กรณีหลวงพ่อธัมมชโย ติดปัญหาอาพาธ 
ดีเอสไอ ควรจะเดินทางไปแจ้งข้อกล่าวหาในวัดได้
แต่ ดีเอสไอ ก็ข้ามขั้นตอน จนได้

นี่ใช่ไหมข้ออ้างว่า เลยขั้นตอนนั้นมาแล้ว
สิทธมนุษยชน สิทธิผู้ป่วย 
ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

สิ่งเหล่านี้ ครูอาจารย์ เคยสอนเจ้าหน้าที่ บ้างหรือไม่
ทำไมดีเอสไอ ไม่เรียก คุณศุภชัย 
ไปรับทราบข้อกล่าวหา  ที่สำนักงานของดีเอสไอ บ้างล่ะ 

แต่กับท่านธัมมชโย เรียกให้ออกจากวัด
ทำไมดีเอสไอ นั่งรถไปหาคุณศุภชัย ผู้ต้องหา ถึงที่คุกได้
 แต่ไปพบ ผู้ถูกกล่าวหาเฉยๆที่วัดไม่ได้


ให้เกียรติ ผู้ต้องขัง มากกว่า 
การให้เกียรติพระสงฆ์ อายุ 72  ชรา + อาพาธ 
แถมพระก็เพิ่งเพียงผู้ถูกกล่าวหา เท่านั้น ใช่ไหม

Thai Monks
25.5.59


นี่หรือ ? คือ กระบวนการยุติธรรม ?

1.หมายจับ เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา
2.ที่ไม่ไปเพราะอาพาธหนัก
3.ไม่ใช่สาระแห่งคดี
4.ไม่ต้องบุกจับ เพราะไม่หนีไปไหน
5.ยินดีให้มาพบที่วัด

ประเทศไทยเรามีงบประมาณที่ได้จากภาษีของประชาชน
เหลือเฟือถึงขนาดนั้นหรือ ? 

ถึงกับเอากองกำลังเจ้าหน้าที่เป็นพันนาย พร้อมอาวุธยุทโธปกรณ์ครบครันมาบุกจับ พระมหาเถระผู้ใหญ่ เพียง 1 รูป 
อายุ 72 ปี 47 พรรษา ที่มีอาการอาพาธ เสี่ยงต่อชีวิต 
ในวัดซึ่งเป็นแผ่นดินของพระพุทธศาสนา ... 


นี่หรือ คือ กระบวนการยุติธรรม ?

 ต้นเหตุของคดี เรื่องการฟอกเงิน ของวัดพระธรรมกาย

เพราะถ้าข้ามขั้นตอนนี้จริง จนท.ก็น่าจะผิดมาตรา 157
ถ้ามาถูกทางจริง ก็จะเป็นบรรทัดฐานใหม่ ในเรื่องของการฟอกเงิน

ในแง่การตั้งข้อหาฟอกเงินและรับของโจร
การตั้งข้อหาฟอกเงิน จะทำได้ก็ต่อเมื่อ

ทำผิดครบ 3 ขั้นตอน คือ 

1) เงินนั้นได้มาอย่างผิดกฎหมาย 
2) นำมาทำธุรกรรมให้ถูกต้องตามกฎหมาย กลายเป็นเงินสะอาด 
3) เงินนั้นกลับคืนสู่มือเจ้าของ กลายเป็นเงินถูกกฎหมาย  

แต่ในกรณีของเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย 
กลับไม่เข้าข่ายแม้แต่น้อย เพราะว่า 

1) ท่านไม่ได้ครอบครองเงินที่ผิดกฎหมาย 
2) ท่านไม่เคยนำเงินส่วนตัวไปฝากกับสหกรณ์
3) ท่านกับสหกรณ์ก็ไม่เคยทำธุรกรรมร่วมกัน 
4) สหกรณ์ก็ยืนยันไม่พบหลักฐานว่าท่านทำธุรกรรมกับสหกรณ์
5) เงินที่คุณศุภชัยบริจาคมาก็เป็นเช็คทั้งหมด สามารถตรวจสอบเส้นทางการเงินได้ชัดเจน 
6) การรับเงินบริจาคของท่าน ก็รับมาอย่างเปิดเผย และนำไปใช้สร้าง

ศาสนสถานตามวัตถุประสงค์ของผู้บริจาคซึ่งเป็นการสร้างสาธารณประโยชน์ ไม่ใช่ประโยชน์ส่วนตัว

ซึ่งเรื่องนี้ก็ทำให้ประชาชนเกิดความสับสนไม่น้อย 
เพราะไม่ว่าพิจารณาอย่างไร ก็ไม่เข้าข่ายการฟอกเงินทั้ง 3 ขั้นตอน

แต่ทำไมดีเอสไอถึงตั้งข้อหาว่าฟอกเงินและรับของโจร


กับเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย


 เป็นการตั้งข้อหาที่รุนแรงกว่าเหตุหรือไม่

ด่วน! รีบอ่านคดีวัดพระธรรมกาย เป็นมาอย่างไร ??

คดีวัดพระธรรมกาย เป็นมาอย่างไร ??

โปรดแชร์ออกไปให้มากที่สุด



21 มิถุนายน 2556 DSI ตั้งข้อหาคุณศุภชัย ร่วมกันยักยอกทรัพย์ มูลค่าความเสียหาย จำนวน 13,334.15 ล้านบาท รับเป็นคดีพิเศษที่ 146/2556 

คดีพิเศษที่ 146/2556
 ข้อหา กรณีสั่งจ่ายเช็ค เอาเงินออกจากสหกรณ์และยักยอกทรัพย์
 จำเลย คุณศุภชัย ศรีศุภอักษร
 พยาน พระเทพญาณมหามุนี 
คดีนี้ หลวงพ่อเป็นพยาน

13 พฤศจิกายน 2558 DSI ส่งสำนวนการสอบสวนในคดี 146/2556 ทั้งหมดไปให้อัยการ โดยมีพยานหลักฐานในคดีประกอบด้วยเช็คจำนวน 878 ฉบับ ในจำนวนนี้เป็นเช็คที่เกี่ยวข้องกับพระเทพญาณมหามุนี จำนวน 11 ฉบับ ยอดเงิน 387,160,000 บาท

โดย DSI เสนอฟ้องหลวงพ่อเป็นผู้ต้องหาร่วมกับคุณศุภชัย !!!
DSI ต้องการให้หลวงพ่อเป็นผู้ต้องหา

แต่แล้วอัยการสั่งให้ฟ้องเฉพาะคุณศุภชัยเท่านั้น 

สำหรับหลวงพ่อ อัยการมีคำสั่งว่า หาก DSI สามารถหาพยานหลักฐานมาเอาผิดเพิ่มเติมได้ ให้ส่งพยานหลักฐานนั้นมาที่อัยการเพื่อให้อัยการพิจารณาต่อไป

นั่นคือ คดี 146/2556 หลวงพ่อเป็นพยาน และหากมีหลักฐานเพิ่มเติมให้ DSI นำส่งอัยการ สรุปว่า หลวงพ่อไม่เกี่ยว !!!!

วันที่ 16 มีนาคม 2558 DSI มาสอบสวนพยานหลวงพ่อที่วัดพระธรรมกายเพิ่มเติม เพื่อหาหลักฐาน 

 หลวงพ่อไม่ทราบที่มาของเช็คแต่อย่างใด  



ซึ่งเป็นความจริง ก็เป็นเช่นนั้น หลวงพ่อไม่ทราบที่มาของเงิน

แต่ !!!

มีแมลงสาบบางตัว ออกมาเสนอหน้าว่า หลวงพ่อจะไม่ทราบได้อย่างไร หลวงพ่อทราบที่มาของเงินทั้งหมด !!!

โถๆๆ พระต้องถามโยมไหมว่า ไปเอาเงินจากไหนมาทำบุญ
สงสัยโยมได้ยกเงินกลับบ้านกันหมด

แมลงสาบเหล่านั้น ยังอ้างว่า เงินตั้งหลายร้อยล้าน จะไม่ถามเลยเหรอว่าเอาเงินมาจากไหน ???

คุณศุภชัย บริจาคเงินครั้งหนึ่งๆ เป็นหลักหลายสิบล้านก็จริง แต่ไม่ใช่มีเพียงคุณศุภชัยที่ทำบุญหลักสิบล้าน !!

คุณศุภชัย ไม่ได้ถวายปัจจัยหลวงพ่อแต่เพียงลำพังส่วนตัว แต่ถวายร่วมกับเจ้าภาพท่านอื่นๆ อีกหลายท่าน

ยังมีลูกศิษย์วัดอีกจำนวนมากมายที่ทำบุญมากกว่าคุณศุภชัย !!

คุณศุภชัยเป็นเพียงเจ้าภาพรายหนึ่งของวัดเท่านั้น !! 



หลวงพ่อไม่ทราบที่มาของเงินจากคุณศุภชัย ว่านำเงินมาจากไหน?

DSI ได้รวบรวมหลักฐานจากทางวัดเป็นที่เรียบร้อย

แท้จริงแล้ว ขั้นตอนนี้ DSI ต้องนำสำนวนและหลักฐานที่ได้จากวัดพระธรรมกายนำส่งอัยการ 
แต่ DSI หาได้ทำเช่นนั้นไม่ !!!

DSI ตั้งคดีพิเศษที่ 27/2557
ข้อหา ร่วมกันฟอกเงินและรับของโจร
จำเลย พระเทพญาณมหามุนี, คุณศุภชัย ศรีศุภอักษร, คุณศศิธร โชคประสิทธิ์
และหาโจทก์ คือ นายธรรมนูญ อัตโชติ 

ธรรมนูญ อัตโชติ จะเดือดร้อนทำไม ในเมื่อสหกรณ์ไม่ติดใจคดีทั้งทางแพ่งและอาญา  เหตุใดมาฟ้องหลวงพ่อ ทำไมไม่ไปฟ้องสหกรณ์ เพราะทางวัดก็เยียวยาเงินให้สหกรณ์ไปแล้ว

DSI ออกแถลงข่าว เตรียมตั้งข้อกล่าวหาและออกหมายเรียกหลวงพ่อในฐานะผู้ต้องหา

18 ก.พ. 2559 ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากหลวงพ่อ ได้ส่งหนังสือไปสอบถามอัยการว่า DSI มีสิทธิ์ที่จะแยกเป็นอีกคดีหนึ่งหรือไม่ ?

ในวันเดียวกัน อัยการตอบมาว่า ไม่สามารถฟ้องเป็นอีกคดีหนึ่งได้

 ทนายวัด จึงทำหนังสือชี้แจงคำตอบของอัยการไปแจ้งที่ DSI กรณีฟ้องผิดขั้นตอน !!

DSI ไม่มีสิทธิ์ตั้งคดีใหม่ ตั้งแต่ต้น !! ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดขั้นตอนตามกฎหมาย

 29 มีนาคม 2559  DSI ออกหมายเรียกหลวงพ่อ ครั้งที่ 1 ในฐานะผู้ต้องหาเพื่อไปรับทราบข้อกล่าวหา โดยไม่สนใจคำคัดค้านที่วัดส่งหนังสือไปให้

ทนายฯ ขอเลื่อนเพื่อจัดงานบุญวันที่ 22 เมษายน 2559 
DSI อนุมัติให้เลื่อนเป็นวันที่ 25 เม.ย. 2559

25 เมษายน 2559 ครบกำหนดตามหมายเรียก
ทนายฯ ร้องขอเลื่อนเนื่องจากหลวงพ่อป่วยรุนแรง 

 DSI ไม่สนใจคำร้องเรียน รีบร้อนไปขอศาลอาญาเพื่ออนุมัติหมายจับ  

แต่ศาลอาญาไม่อนุมัติเนื่องจากเห็นว่า หลวงพ่อป่วยจริงและไม่คิดหลบหนี 

DSI จึงออกหมายเรียกครั้งที่ 2 เป็นวันที่ 16 พฤษภาคม 2559

16 พฤษภาคม 2559 ทนายฯ ขอเลื่อนอีกครั้ง เนื่องจากอาการอาพาธรุนแรง และส่งหลักฐานใบรับรองแพทย์จากโรงพยาบาลทั้งของรัฐและเอกชนที่เชื่อถือได้ให้ DSI

DSI ไม่สนใจ ไม่เชื่อ และไม่ส่งหมอมาตรวจหลวงพ่อที่วัด แต่วิ่งไปศาลขออนุมัติหมายจับ !!

ชอบธรรมแล้วหรือ?
 เหตุใด DSI ไม่มาพิสูจน์ทราบ ทั้งๆ ที่เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวน จงใจละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ !! 

DSI ไม่นำหลักฐานจากทางวัดประกอบคำร้องให้ศาล มีเจตนาต้องการจะให้ศาลออกหมายจับหลวงพ่อให้ได้

DSI ทำถูกแล้วหรือ ?? DSI จงใจที่จะละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ !!! นำหลักฐานส่งศาลโดยขาดความยุติธรรม !!

ไม่เพียงเท่านั้น DSI กลับออกสื่อ เบี่ยงประเด็นเรื่องใบรับรองแพทย์ ว่า หมอไม่ได้ขออนุญาตโรงพยาบาล !!!!

แมลงสาบทั้งหลายวิ่งออกมาเต้นกันใหญ่ หลวงพ่อป่วยไม่จริง หลวงพ่อจะหนีไปต่างประเทศ !!!!

DSI บ่ายเบี่ยง !! ไม่ต้องการรับทราบว่าหลวงพ่อป่วยและไม่สามารถเดินทางออกนอกวัดได้  

17 พฤษภาคม 2559 ศาลอาญาอนุมัติหมายจับหลวงพ่อ !! แต่ DSI ให้หลวงพ่อมอบตัวก่อนวันที่ 26 พฤษภาคม หากไม่มามอบตัวจะบุกเข้าจับกุม !

แล้วเหตุใดก่อนออกหมายจับ DSI  จึงไม่ส่งหมอมาตรวจหลวงพ่อ
มันเลยขั้นตอนนั้นมาแล้ว

ตอบง่ายหนิ !! นี่เค้าเรียกว่า เจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ  ผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 มาตรา 83 มาตรา 86 

มาถึงวันนี้ !!  DSI ไม่สนใจหลักฐานที่ทางวัดนำแสดง มุ่งแต่จะจับหลวงพ่อเพียงอย่างเดียว เตรียมนำกองกำลัง 1000 นาย ทั้งรถหุ้มเกราะบุกค้นวัด 

แล้วหลวงพ่อมีความผิดอะไร ?? ฟอกเงิน ?? รับของโจร ??

ฟอกเงิน คือ ผู้ฟอกได้รับเงินผิดกฎหมายแล้วนำไปทำให้เงินนั้นถูกกฎหมายและได้เงินกลับคืนมา 

หากคุณศุภชัยได้เงินมาผิดจริง แล้วนำเงินมาบริจาค คุณศุภชัยต้องได้เงินนั้นกลับคืนมา !!

แต่เงินที่เกิดจากเช็คทั้ง 10 ฉบับที่ได้ถวายหลวงพ่อไป ถูกนำไปก่อสร้างศาสนสถานทั้งหมด ไม่ได้มีการถอนเป็นเงินสด หรือว่าให้คืนคุณศุภชัยเลย !!!

แล้วอย่างนี้หลวงพ่อจะเป็นผู้ร่วมฟอกเงินได้อย่างไร ??

แล้วรับของโจรหละ ? ไม่ทราบว่านำโจรมาจากคดีไหน ? ใครเป็นโจร ถ้ารับของโจรผู้รับต้องทราบที่มาของเงิน ว่านำมาด้วยวิธีการที่ผิดกฎหมาย และมีเจตนารับเงินนั้น

แต่หลวงพ่อไม่ทราบ !! ตามที่ได้อธิบายไปแล้ว

หลวงพ่อรับอย่างเปิดเผย รับเป็นเช็ค สามารถตรวจสอบที่มาที่ไปได้ทั้งหมด

สมมติว่า ถ้าคุณเป็นหลวงพ่อ คุณทราบที่มาของเงินว่าผิดกฎหมาย ใครหน้าไหนจะโง่ รับเงินนั้นเป็นเช็ค ??? เพราะเช็คถูกตรวจสอบได้ ถ้าจะรับของโจรเหตุใดไม่รับเป็นเงินสด ???

หลวงพ่อรับเป็นเช็ค รับอย่างเป็นเผยต่อหน้าสาธารณะ แสดงเส้นทางการเงินได้ชัดเจน นั่นคือหลวงพ่อบริสุทธิ์ใจในการรับและท่านก็ไม่ทราบที่มาของเงินด้วย !!!

การรับบริจาคจะเรียกว่ารับของโจรอย่างนั้นหรือ ??



หลวงพ่อบริสุทธิ์ ทั้งเรื่องฟอกเงิน และรับของโจร แต่เหตุใด DSI จึงไม่สนใจความจริง มุ่งแต่จะจับหลวงพ่อเพียงอย่างเดียว !!!

ทั้งที่จริงแล้ว คดี 27/2559 นี้ ผิดขั้นตอนตั้งแต่ต้น !! ดังนั้นจึงไม่ควรมีคดีนี้เกิดขึ้นแก่หลวงพ่อเลย !!! นี่หรือกระบวนการยุติธรรมที่ DSI กำลังหยิบยื่นให้หลวงพ่อ

ซึ่งในเวลาเดียวกันนั้น (ปี52) คุณศุภชัยก็ได้บริจาคเพื่อสร้างสาธารณะประโยชน์มากมาย เช่น โรงพยาบาล สถานศึกษา วัดอื่นๆ ที่ไม่ใช่วัดพระธรรมกาย ฯลฯ

เหตุใด เฉพาะวัดพระธรรมกาย ถึงโดนข้อหารับของโจรเพียงที่เดียว ?? ทั้งๆ ที่ทางวัดสามารถแจกแจงเส้นทางเช็คได้อย่างโปรงใส 

เช็คของสหกรณ์คลองจั่นทั้งหมดที่ออกไป มีถึง 13,300 ล้านบาท เหตุใด DSI จึงสนใจเฉพาะเช็คของวัดเพียง 300 กว่าล้านเท่านั้น !!! ทำไม ! นี่หรือความชอบธรรม ?

DSI ทำผิดขั้นตอนเรื่องการตั้งคดี 27/2559 !!
DSI ต้องการประจานหลวงพ่อว่าเป็นผู้ต้องหา โดยการออกสื่อต่างๆ เรื่องหมายเรียกหลวงพ่อ ซ้ำร้ายยังมีหมายเรียกหลุดไปถึงมือสื่อมวลชนก่อนที่ทางวัดจะได้รับหมายเรียกนั้นเสียอีก !!

DSI ละเลยการปฏิบัติหน้าที่ไม่ยอมส่งหมอเข้ามาตรวจอาการหลวงพ่อที่วัด ทั้งๆ ที่เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวน !!
DSI ออกสื่อบ่ายเบี่ยงประเด็นต่างๆ นานา เพื่อหาความชอบธรรมจากสังคมในการเข้าจับกุมหลวงพ่อ !!

นี่หรือ DSI ที่ผดุงความเป็นธรรม ? ทำไมถึงอยากจับกุมพระผู้เฒ่าอายุ 72 ปี ถึงเพียงนี้ ?

มาถึงวันนี้ ! จะเกิดอะไรขึ้นต่อ หาก DSI นำกำลังพร้อมอาวุธครบมือบุกวัดพระธรรมกาย ซึ่งมีแต่สาธุชนที่ไร้อาวุธ ไร้ทางต่อสู้  มุ่งแต่ทำความดี แผ่เมตตาเพียงอย่างเดียว ??

วัดพระธรรมกายกำลังถูกรังแกด้วยความไม่เป็นธรรม ทำไม DSI  มุ่งจับกุมหลวงพ่อทั้งๆ ที่เรื่องอื่นๆ ในประเทศใหญ่โตกว่ามากไม่ยอมไปทำ ?

หรือมีมือที่อยู่เบื้องหลังที่ต้องการให้เกิดเหตุการณ์เหล่านี้ ?

 จึงขอความเป็นธรรมจากสังคมให้แก่หลวงพ่อธัมมชโย และแก่วัดพระธรรมกายด้วยเถิด !!


อ่านเพิ่มเติม และดูรูปภาพประกอบเข้าใจง่าย ที่ 
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=1561248290837141&id=1417408405221131

วันจันทร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

อย่าหลงเชื่อ! เรื่องสิทธิมนุษยชน

Human Rights Watch 
ออกใบแถลงข่าวเรื่องรัฐบาลไทย ละเมิดสิทธิมนุษย์ชน
May 11, 2016

ระบุชัด อย่าไปหลงเชื่อคำสัญญาจากรัฐบาลไทย เรื่องสิทธิมนุษยชน


เจนีวา กลุ่มเฝ้าระวังการละเมิดสิทธิมนุษยชนกล่าววันนี้ว่า สิ่งที่รัฐบาลไทยได้เคยให้คำมั่นสัญญากับ-คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติว่าจะเคารพสิทธิมนุษยชน และรักษาวิถีทางแห่งประชาธิปไตยนั้นดูเหมือนจะเลื่อนลอยไร้ความหมาย ประเทศไทยได้อุทธรณ์เป็นครั้งที่ 2 ต่อคณะมนตรี ฯ ด้วยวิธีการที่เรียกว่า Universal Periodic Review หรือ UPR ที่เจนีวา เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2559 

โดยกระบวนการ UPR นี้ เป็นการจัดลำดับสถานการณ์ด้านการละเมิดสิทธิมนุษยชนในแต่ละประเทศขององค์การสหประชาชาติ

เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2559 รัฐบาลไทยได้ส่งรายงานต่อคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งองค์การ-สหประชาชาติโดยระบุว่ามี “สิ่งสำคัญที่สุดเพื่อที่จะส่งเสริมและรักษาสิทธิมนุษยชนสำหรับประชาชนทุกกลุ่ม”

อย่างไรก็ตาม คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (คสช.) ห้ามในเรื่องสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานด้วยการ- นิรโทษกรรม การควบคุมโดยทหารอย่างเคร่งครัด และเมินเฉยต่อพันธะด้านสิทธิมนุษยชนสากล

 นายจอห์น ฟิเชอร์ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะมนตรี ฯ ที่เจนีวา กล่าวว่า ในขณะที่หลายประเทศแสดงความเป็นห่วงต่อสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย คณะผู้แทนจากประเทศไทยกลับไม่แสดงท่าทีใดๆ เพื่อคลายความกังวลของประเทศต่างๆ ในเรื่องนี้

 คสช. ซึ่งนำโดย พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ใช้การดำเนินนโยบายในการลิดรอนสิทธิ์ตั้งแต่ก่อรัฐประหาร เมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 มาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวให้อำนาจสูงสุกแก่ คสช. ทั้งในด้านการบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ ตลอดจนการปลอดจากการตรวจสอบใดๆ ซึ่งเกิดจากการทำหน้าที่ของ คสช.

 แทนที่จะดำเนินการเพื่อมุ่งไปสู่การเป็นประชาธิปไตยตามที่เคยให้สัญญาไว้ใน roadmap หรือแผนกลยุทธ์ คสช. กลับกำหนดโครงสร้างทางการเมืองเพื่อให้ตนนั้นสามารถอยู่ต่อไปได้ ร่างรัฐธรรมนูญซึ่งถูกเขียนโดยบุคคลที่ คสช. เป็นผู้แต่งตั้ง เขียนให้ คสช. มีอำนาจทางทหารแม้จะมีรัฐบาลใหม่แล้วก็ตาม

 รัฐบาลใช้กฎหมายควบคุมสื่อมวลชน สอดแนมประชาชนผ่านทางโลกโซเชียล และควบคุมการแสดงความคิดเห็นอย่างเสรี คสช. ยังห้ามวิจารณ์การดำเนินนโยบาย หรือการกระทำของ คสช. ต่อสาธารณะ ตัวอย่างเช่น ในเดือนเมษายน คสช.จับกุมนายวัฒนา เมือสุข อดีตรัฐมนตรี เป็นเวลา 4 วัน ในข้อหาแสดง-ความคิดเห็นขัดแย้งต่อร่างรัฐธรรมนูญผ่านทางเฟสบุ๊ค ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวจะมีการทำประชามติ ในวันที่ 7 สิงหาคม 2559

 ตั้งแต่ยึดอำนาจ รัฐบาลดำเนินคดีกับผู้ที่มีส่วนร่วมในการต่อต้านการดำเนินกิจกรรมของรัฐบาล หรือให้การสนับสนุนรัฐบาลชุดก่อน ซึ่งเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง มีผู้ถูกจับในข้อหาปลุกระดมมวลชน หรือวิจารณ์การกระทำของรัฐบาล และละเมิดกฎหมายเรื่องการชุมนุมของ คสช. อย่างน้อย 46 คน เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2559 มีผู้ถูกจับและถูกตั้งข้อกล่าวหาว่าระดมมวลชน และอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ โดยการโพสแสดงความเห็นเชิงถากถางนายกรัฐมนตรีผ่านภาพล้อเลียนในเฟสบุ๊ค

 รัฐบาลใช้กฎหมายที่เข้มงวดเพื่อดำเนินคดีต่อผู้กระทำความผิดในข้อหา “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ”

รัฐบาลพบอย่างน้อยที่สุด 59 คดี หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตั้งแต่เข้ายึดอำนาจเมื่อพฤษภาคม 2557 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการแสดงความเห็นในสังคมออนไลน์ เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2558 รัฐบาลได้ตั้งข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพชายคนหนึ่ง สำหรับการเผยแพร่รูปและความเห็นผ่านทางเฟสบุ๊คเชิงหัวเราะสุนัขทรงเลี้ยง ศาลทหารลงโทษอย่างรุนแรง ในเดือนสิงหาคม 2558 นายพงษ์ศักดิ์ ศรีบุญเพ็ง ถูกพิพากษาจำคุก 60 ปี ในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ด้วยการโพสในเฟสบุ๊ค (ต่อลดหย่อนให้เหลือ 30 ปี เนื่องจากรับสารภาพ) ซึ่งเป็นการ-จำคุกที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย

 ตั้งแต่เข้ายึดอำนาจ รัฐบาลเชิญนักเรียกนักรณรงค์ อย่างน้อย 1,340 คน ซึ่งเป็นผู้ให้การสนับสนุนพรรคการเมือง และผู้ที่ปกป้องสิทธิมนุษยชน เพื่อสอบสวนและปรับทัศนคติ ในเรื่องทัศนคติทางการเมือง 

  ซึ่งการไม่มาตามหมายเรียกของ คสช. ถือเป็นความผิดต้องขึ้นศาลทหาร ด้วยอำนาจ คสช. ทหารสามารถคุมขังประชาชนอย่างลับๆ โดยไม่จำเป็นต้องตั้งข้อหา หรือการสอบสวนนั้นผู้ต้องสงสัยไม่มีสิทธิในการเรียกทนาย หรือป้องกันตนเองจากการละเมิด รัฐบาลปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่ารัฐบาลทรมานผู้ต้องหาหรือว่าดูแลไม่ดี แต่ก็ไม่สามารถหาหลักฐานมาสนับสนุนคำกล่าวของตนหรือโต้แย้งข้อกล่าวหาได้

 รัฐบาลใช้ศาลทหารมากยิ่งขึ้นซึ่งจำกัดเสรีภาพและไม่เป็นที่ยอมรับตามมาตรฐานสากลในเรื่องของการพิจารณาคดี ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ นับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2557 มีคดีที่ถูกพิจารณาในศาลทหารซึ่งเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ อย่างน้อย 1,629 คดี 

 รัฐบาล คสช. ยังคงละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรงและต่อเนื่องผ่านการนิรโทษกรรม ไม่เคยมีผู้กำหนดนโยบาย ผู้บังคับบัญชา หรือทหารได้รับการลงโทษสำหรับการฆ่าโดยมิชอบด้วยกฎหมายหรือการกระทำความผิดใดๆในการใช้กำลังในช่วงปี 2553 

 ในการเผชิญหน้ากันทางเมืองส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 90 คน และบาดเจ็บมากกว่า 200 คน และยังไม่มีบุคลากรจากกองทัพคนใดถูกดำเนินคดีในกรณีการละเมิดสิทธิ์ในเหตุการณ์การก่อความไม่สงบเพื่อแบ่งแยกดินแดน ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ ปัตตานี นราธิวาส 
และยะลา ซึ่งมีการละเมิดสิทธิ์เป็นจำนวนมาก รัฐบาลมิได้ให้ความสนใจที่จะสอบสวนการฆ่าที่มิชอบด้วยกฎหมาย กว่า 2000 คดี ซึ่งเกี่ยวข้องกับ “สงครามยาเสพติด” สมัยอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร

 ทั้งภาครัฐบาลและเอกชนของไทยใช้กฎหมายหมิ่นประมาทเพื่อตอบโต้ผู้ที่แจ้งเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน รัฐบาลยังยัดเหยียดข้อหาให้แก่ทนายด้านสิทธิมนุษยชนเพื่อเป็นการตอบโต้ ตัวอย่างเช่น เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2559 ตำรวจจับกุม ทนาย ศิริกาญจน์ เจริญศิริ ในข้อหาเป็นผู้นำการเรียกร้องประชาธิปไตย 

 ในเดือนมิถุนายน 2558 และยังไม่มีความคืบหน้าในการนำตัวผู้กระทำความผิดในคดีฆาตกรรมนายชัย บันทองเล็ก นักต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิที่ดินเมื่อกุมภาพันธ์ 2558 และนักต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิ์ซึ่งเป็นสมาชิก-สภาชาวนาภาคใต้แห่งประเทศไทย ซึ่งถูกยิงเสียชีวิตในปี 2553 และ 2555

 ในเดือนพฤศจิกายน 2558 มีการลดระดับความน่าเชื่อถือของคณะกรรมการด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย เนื่องจากการไม่มีประสิทธิภาพในการทำงาน การไม่มีเอกเทศในการทำงาน และขั้นตอนในการเลือกสรรผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งกรรมาธิการมีความบกพร่อง

 ประเทศไทยได้ลงนามในอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองมิให้บุคคลที่ถูกขังให้สาบสูญ แต่ยังมิได้ให้สัตยาบัน ประมวลกฎหมายนี้มิได้ยอมรับว่าการทำให้บุคคลสูญหายถือเป็นการก่ออาชญากรรม รัฐบาลไทยต้องคลี่คลายคดี จำนวน 64 คดี เกี่ยวข้องกับบุคคลสาบสูญ ซึ่งกลุ่มเฝ้าระวังเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนได้รายงานไว้ ซึ่งรวมถึงการสาบสูญของทนายมุสลิม สมชาย นิลไพจิต เมื่อเดือนมีนาคม 2547 และคดี พ่อชาลี รักจงเจริญ นักต่อสู้ชาวกะเหรี่ยง ซึ่งรู้จักกันดีในชื่อ “บิลลี่” ในเดือนเมษายน 2557

 แม้ว่าประเทศไทยจะเป็นภาคีในสนธิสัญญาต่อต้านการทำทารุณ แต่ความล้มเหลวของรัฐบาลในการออกกฎหมายเพื่อนิยามการทำทารุณเป็นอุปสรรคต่อการบังคับใช้สนธิสัญญา ในขณะนี้ยังไม่มีกฎหมายที่ระบุเรื่องการชดเชยหากผู้ต้องหาได้รับการทำทารุณ

 ประเทศไทยมิได้เป็นภาคีในสนธิสัญญาผู้ลี้ภัย พ.ศ. 2494 และ พ.ศ. 2510 รัฐบาลไทยดำเนินการเรื่องผู้ลี้ภัย โดยถือว่าเป็นผู้เข้าเมืองโดยผิดกฎหมายซึ่งจะต้องดำเนินการจับกุมและถูกส่งตัวกลับโดยปราศจากกระบวนการพิจารณาที่เป็นธรรม รัฐบาลไทยจะบังคับให้ผู้ลี้ภัยเดินทางกลับประเทศของตนซึ่งบุคคลเหล่านี้จะต้องเผชิญการถูกสังหาร การกระทำแบบนี้เป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ และการประท้วงจากข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ และรัฐบาลประเทศต่างๆ ซึ่งรวมถึงการส่งนักเรียกร้องชาวจีนกลับประเทศและชาวอุยกูร์ อีก 109 กลับไปยังประเทศจีนเมื่อกรกฎาคม 2558

 รัฐบาลไทยห้ามเรือซึ่งบรรทุกผู้อพยพชาวโรฮิงยาจากประเทศพม่าขึ้นฝั่ง โดยจัดส่งเสบียงและความช่วยเหลืออื่นๆ เท่าที่จำเป็น และผลักกันให้เรือเหล่านั้นออกทะเลไป เมื่อเดือนพฤษภาคม 2558 จากการจู่โจมตามแนวชายแดนไทย-มาเลเซีย พบชาวโรฮิงยาถูกขังและถูกทรมาน บ้างก็ถูกฆ่า โดยพ่อค้ามนุษย์ซึ่งร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รัฐในการกระทำความผิด 

 ประเทศไทยจัดประชุมระหว่างประเทศเพื่อชี้ให้เห็นว่ามีชาวโรฮิงยาถูกทิ้งอยู่กลางทะเล อย่างไรก็ตามประเทศไทยกลับปฏิเสธที่จะร่วมมือกับข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติในการกำหนดสถานภาพของผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงยา ซึ่งต่างจากอินโดนิเชียและมาเลเซีย ประเทศไทยกลับสร้างที่กักกันถาวรสำหรับชาวโรฮิงยา

 รัฐบาลไทยแม้จะเพิ่มความเข้มข้นในมาตรการต่างๆ เพื่อป้องกันการค้ามนุษย์ อย่างไรก็ตาม คนงานชาว กัมพูชา พม่า และลาว กลับยังอยู่ในภาวะที่เสี่ยงต่อการถูกละเมิดสิทธิ์โดยพ่อค้ามนุษย์ระหว่างทางการมาประเทศไทย และนายจ้างชาวไทยก็จะยึดเอกสารสำคัญของคนงานเหล่านี้และบังคับให้ทำงานใช้หนี้จำนวนมาก บัตรรุ่นใหม่สำหรับคนงานเหล่านี้ยังคงจำกัดสิทธิ์ และยังอาจทำให้พวกเขาสุ่มเสี่ยงจากการกรรโชกจากตำรวจ การค้ามนุษย์เพื่อมาค้าประเวณี ใช้แรงงานอย่างกดขี่ หรือทำงานในเรือประมงเป็นแรมเดือนแรมปี ยังคงเป็นข้อกังวลในสายตานานาประเทศ

 นายฟิเชอร์ กล่าวต่อ ว่า อย่าไปหลงเชื่อคำสัญญาจากรัฐบาลไทยเรื่องสิทธิมนุษยชน ประเทศสมาชิกองค์การสหประชาชาติควรกดดันให้ประเทศไทยยอมรับและปฏิบัติตามคำแนะนำ เพื่อยุติวังวนนี้ ด้วยการยุติการกดขี่ เคารพในเสรีภาพพื้นฐาน และนำพาประเทศไทยไปสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตย

แปลจากแหล่งข้อมูล :

https://www.hrw.org/news/2016/05/11/thailand-un-review-highlights-juntas-hypocrisy

Human Rights Watch ออกใบแถลง ข่าว เรื่อง รัฐบาลไทย ละเมิดสิทธิมนุษย์ชน     
May 11, 2016 

Thailand: UN Review Highlights Junta’s Hypocrisy 

End Downward Rights Spiral, Restore Civilian Rule

วันเสาร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

ทำไมต้องล้มธรรมกาย!!?

ทำไมต้องยืมมือพุทธอิสระล้มธรรมกาย. 

ทำไมต้องยืมมือกฏหมายล้มธรรมกาย.  




เหตุผลเชิงลึกบอกว่าหากจะล้มพุทธศาสนาได้อย่างสิ้นเชิงได้ต้องล้มธรรมกายก่อน. 

เพราะธรรมกายเข้มแข็ง/

 เป็นปึกแผ่นแน่นหนา/ 

มีกระบวนการบริหารจัดการที่เป็นระบบ/

เป็นองค์ที่เข้มแข็งของชาวพุทธในไทย 


หรือองค์กรอื่นๆอาจยังไม่เข้มแข็งเท่า/

พุทธสมาคมหลายๆพื้นที่ยังอ่อนแอและขาดยุทธศาสตร์ในการดำเนินงานจริงหรือไม่/

พระสงฆ์บางส่วนในประเทศให้ความสำคัญกับบทบาทลงเลข (ให้หวย,เล่นหวย)

เสกพระ (หล่อพระ,ปั้นพระ,ทำเหรียญพระปลุกเสกขาย)

ปะแป้ง (รอรับนิมนต์ไปงานบุญงานเจิมป้ายเจิมต่างๆ)

แต่งชะตา (เป็นหมอดู,สักยันต์)

หากจะล้มพุทธศาสนาต้องล้มธรรมกายเป็นองค์กรที่เข้มแข็งทั้งกระบวนการจัดทัพ/

ขุนพลของทัพ/เสบียงของทัพ/และพลังต่อสู้ต่อรอง/

มีฐานที่มั่นของทัพที่มั่นคงเข้มแข็ง/

ต้องล้มธรรมกายฝ่ายที่ต้องการล้มพุทธศาสนาจึงจะได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาด. 

จริงหรือไม่?

 แต่ในความเป็นจริง องค์กรพุทธทั่วทุกภาคส่วนพุทธศาสนิกชนทั่วทั้งแผ่นดิน ต่างก็มีความสำคัญ เกื้อหนุนกัน และความจำเป็นเท่าเทียมกันมาโดยตลอด.

 ตั้งแต่ครั้งพุทธกาลมาแล้วที่ชาวพุทธต่างมีความพร้อมเพียงลุกขึ้นมาและช่วยกันปกป้องภัยทั่วทุกสารทิศที่อาจเกิดขึ้นกับพระพุทธศาสนา

 เพียงเท่านี้พระพุทธศาสนาก็จักกลับมารุ่งเรืองเฟื่องฟูขึ้นมาได้เหมือนเมื่อครั้งในยุคสมัยพุทธกาล

ขอทุกท่านโปรดพิจารณาดูเถิด

วันศุกร์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

กฎหมาย! หรือจะเป็นตราบาปไปชั่วกาล???

นั ก ก ฎ ห ม า ย ท่ า น นี้ พู ด ไ ด้ ดี ม า ก

"กฎหมายใช้ให้เป็นธรรม ไม่ต้องป่าวประกาศ ก็ชอบธรรมได้"



"จะออกหมายจับใคร ใช่จะออกได้ทุกกรณี"
เพียงปรับบทว่าอัตราโทษเกิน 3 ปี มีพฤติการณ์หลบหนีเท่านั้นไม่พอ 
 กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาให้อำนาจรัฐและเจ้าพนักงานก็จริงแต่ ต้องให้มีเหตุผลและคุ้มครองสิทธิของประชาชนด้วย

ในเมื่อมีผู้รับมอบอำนาจ (ทนายความ) 
ไปส่งหนังสือขอเลื่อนการรับทราบข้อหา
เนื่องจากผู้ต้องหาป่วยจริง 
มีใบรับรองแพทย์ยืนยัน ผู้ต้องหามีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง 
เหตุใดจึงใช้ดุลยพินิจไปขอออกหมายจับ?

การพิสูจน์ว่าผิดจริงหรือไม่ 
เป็นคนละเรื่องกับการขอออกหมายจับ 
ทั้งจะต้องให้โอกาสผู้ต้องหาพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนอย่างเต็มที่  จะรวบรัดตัดบท ตัดประเด็นแล้วเสียความเป็นธรรม อย่าได้ทำ แม้ตามระบบกฎหมายของบ้านเราจะเอาผิดยาก
เพราะอ้างได้ว่าเป็นดุลยพินิจของพนักงานสอบสวนก็ตาม 
เพราะมันจะเป็นตราบาปไปชั่วกาล >>>

นายวิญญัติ ชาติมนตรี 
เลขาธิการกลุ่มนักกฎหมายอาสาเพื่อสิทธิมนุษยชน (กนส.)

cr หลวงพี่ทอง

กรณีศึกษา
กรณีสหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่น VS หลวงพ่อธัมมชโย และวัดพระธรรมกาย ยุติแล้ว!!!

แต่...


หลักฐานความไม่ชอบมาพากลของ DSI อย่างชัดเจน
https://www.youtube.com/watch?v=eD7hKBWBW28

1.ก่อนขอหมายจับไม่มีการส่งแพทย์มาตรวจ?
2.แล้วทำไม DSI ไม่มาที่วัด?
3.แล้วทำไม DSI ถึงไม่ตอบ?

สรุป คือ DSI ทำไมขอออกหมายจับทั้งๆที่ยังไม่ได้ส่งทีมแพทย์
มาตรวจ ใช้อะไรเป็นบรรทัดฐาน?

คำถาม
หรือ DSI มีวัตถุประสงค์ให้หลวงพ่อธัมมชโยต้องไปที่ DSI เพื่อจับสึก-ขังคุกก่อน แล้วค่อยสอบสวน หรือไม่ อย่างไร ?

เราเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ของหลวงพ่อธัมมชโย
ศิษย์ทั่วโลกเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ ของหลวงพ่อธัมมชโย 

"ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม"