สรุปเรื่องคดี "วัดพระธรรมกาย" เป็นมาอย่างไร ?

"คดีวัดพระธรรมกาย" เป็นมาอย่างไร ???

วันที่ 21 มิถุนายน 2556 
DSI ได้ตั้งข้อหาคุณศุภชัย ร่วมกันยักยอกทรัพย์ มูลค่าความเสียหาย จำนวน 13,334.15 ล้านบาท และได้รับเป็นคดีพิเศษที่ 146/2556 



คดีพิเศษที่ 146/2556
ข้อหา กรณีสั่งจ่ายเช็ค เอาเงินออกจากสหกรณ์และยักยอกทรัพย์

จำเลย คือ คุณศุภชัย ศรีศุภอักษร

พยาน คือ พระเทพญาณมหามุนี 

ในคดีนี้ หลวงพ่อเป็น "พยาน"



13 พฤศจิกายน 2558 
DSI ส่งสำนวนการสอบสวนในคดี 146/2556 ทั้งหมดไปให้อัยการ โดยมีพยานหลักฐานในคดีประกอบด้วยเช็คจำนวน 878 ฉบับ 

  ในจำนวนนี้เป็นเช็คที่เกี่ยวข้องกับพระเทพญาณมหามุนี จำนวน 11 
ฉบับ ยอดเงิน 387,160,000 บาท

 โดย DSI เสนอฟ้องหลวงพ่อเป็นผู้ต้องหาร่วมกับคุณศุภชัย !!!

DSI ต้องการให้หลวงพ่อเป็นผู้ต้องหา !

 แต่แล้วอัยการสั่งให้ฟ้องเฉพาะคุณศุภชัยเท่านั้น ไม่ได้สั่งฟ้องหลวงพ่อด้วย !

สำหรับหลวงพ่อ อัยการมีคำสั่งว่า หาก DSI สามารถหาพยานหลักฐานมาเอาผิดเพิ่มเติมได้ ให้ส่งพยานหลักฐานนั้นมาที่อัยการเพื่อให้อัยการพิจารณาต่อไป

สรุปว่า คดี 146/2556 หลวงพ่อเป็นพยาน และหากมีหลักฐานเพิ่มเติมให้ DSI นำส่งอัยการ นั่นคือ หลวงพ่อไม่เกี่ยว !!!!

วันที่ 29 ตุลาคม 2558 
DSI มาสอบสวนพยานหลวงพ่อที่วัดพระธรรมกายเพิ่มเติม เพื่อหาหลักฐาน พบว่า หลวงพ่อไม่ทราบที่มาของเช็คและไม่ทราบที่มาของเงิน

DSI ได้รวบรวมหลักฐานจากทางวัดเป็นที่เรียบร้อย แท้จริงแล้ว ขั้นตอนนี้ DSI ต้องนำสำนวนและหลักฐานที่ได้จากวัดพระธรรมกายนำส่งอัยการ แต่ DSI หาได้ทำเช่นนั้นไม่ !!!

DSI ตั้งคดีพิเศษที่ 27/2559
ข้อหา ร่วมกันฟอกเงินและรับของโจร
จำเลย พระเทพญาณมหามุนี, คุณศุภชัย ศรีศุภอักษร, คุณศศิธร โชคประสิทธิ์ และโจทก์ คือ นายธรรมนูญ อัตโชติ 

สหกรณ์ไม่ติดใจคดีทั้งทางแพ่งและอาญา !  

เหตุใด DSI จึงติดใจแทนสหกรณ์.  

  เรื่องนี้เป็นเรื่องของคุณศุภชัยและสหกรณ์ หลวงพ่อไม่เกี่ยว และศิษย์วัดก็ได้เยียวยาเงินให้สหกรณ์ไปทั้งหมดแล้ว ศิษย์วัดเป็นที่เดียวที่เยียวยาสหกรณ์ สหกรณ์สามารถคืนเงินก้อนแรกได้ก็เพราะเงินจากศิษย์วัด

  DSI ออกแถลงข่าว เตรียมตั้งข้อกล่าวหาและออกหมายเรียกหลวงพ่อในฐานะผู้ต้องหา

  18 ก.พ. 2559 ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากหลวงพ่อ ได้ส่งหนังสือไปสอบถามอัยการว่า DSI มีสิทธิ์ที่จะแยกเป็นอีกคดีหนึ่งหรือไม่ ?

  **ในวันเดียวกัน อัยการตอบมาว่า "ไม่สามารถฟ้องเป็นอีกคดีหนึ่งได้"

  ทนายวัด จึงทำหนังสือชี้แจงคำตอบของอัยการไปแจ้งที่ DSI กรณีฟ้องผิดขั้นตอน !! DSI ไม่มีสิทธิ์ตั้งคดีใหม่ ตั้งแต่ต้น !! ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดขั้นตอนตามกฎหมาย

 แต่ DSI  ไม่สนใจใดๆ ! 
 ออกหมายเรียกหลวงพ่อ ในฐานะผู้ต้องหาเพื่อไปรับทราบข้อกล่าวหา และ DSI ก็ได้ขอหมายจับหลวงพ่อในที่สุด !!

 แล้วทำไม หลวงพ่อ ไม่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ???

 ตอบ หลวงพ่อได้เข้ากระบวนการยุติธรรมไปแล้ว ตั้งแต่คดี 146/2556

 ซึ่งหลวงพ่อเป็นพยาน DSI ได้มาสืบพยานที่วัดและส่งสำนวนไปให้อัยการแล้ว ทุกอย่างจบแล้ว 

 แต่ DSI ไม่จบ กลับทำผิดขั้นตอนทางกฎหมาย ขัดคำสั่งอัยการ แยกเป็นคดีที่ 27/2559 ซึ่งคดีนี้ไม่มีความยุติธรรมและชอบธรรมทางกฎหมายเลย

แท้จริงแล้วคดี 27/2559 
ผิดขั้นตอนกฎหมายตั้งแต่ต้น อีกทั้ง  DSI ยังเล่นไม่ซื่ออีกหลายอย่าง

1. คดีนี้เป็นเรื่องของสหกรณ์กับคุณศุภชัย หลวงพ่อไม่เกี่ยว หลวงพ่อรับบริจาคอย่างเปิดเผย ไม่มีทางที่จะรับของโจรและฟอกเงินได้

2. ศิษย์วัดเป็นที่เดียวที่เยี่ยวยาเงินให้สหกรณ์ สหกรณ์สามารถจ่ายเงินคืนสมาชิกครั้งแรกได้ ก็เพราะเงินจากศิษย์วัด แล้วการที่ DSI มาจ้องเล่นงานหลวงพ่อ ถามว่าได้ประโยชน์อะไรกับสมาชิกสหกรณ์บ้าง

3. เงินที่มาถึงหลวงพ่อเป็นเงินเพียง 300 กว่าล้านเท่านั้น แต่เงินจากผู้รับเช็ครายอื่นๆ อีก 11,000 ล้าน ทำไม DSI ไม่ไปตาม

4. ทำไมก่อนหน้าที่จะออกหมายจับ DSI มีสิทธิ์มาแจ้งข้อกล่าวหาที่วัด มีสิทธิ์มาพิสูจน์ความจริงที่วัดว่าหลวงพ่อป่วยจริงหรือไม่ เหตุใด DSI จึงละเลยหน้าที่นี้ 

5. ทำไม DSI เร่งคดีหลวงพ่อเป็นพิเศษ ทั้งๆที่คดีกบฎของพุทธอิสระที่ขัดขวางการเลือกตั้ง Shut Down กรุงเทพไม่ไปจัดการ

6. ทำไม DSI ให้นายมโน ซึ่งเป็นศัตรูกับวัดพระธรรมกายเป็นที่ปรึกษา ส่อเจตนาลำเอง ไม่ยุติธรรม

 DSI อ้างเสมอว่าทำเพื่อสมาชิกสหกรณ์ แท้จริงแล้วสมาชิกสหกรณ์ไม่ได้ประโยชน์อันใดจากการกระทำของ DSI เลย ซ้ำร้ายยังสิ้นเปลืองงบประมาณประเทศโดยใช่เหตุ


 วัดพระธรรมกายกำลังถูกรังแกด้วยความไม่เป็นธรรม ทำไม DSI  มุ่งจับกุมหลวงพ่อทั้งๆ ที่เรื่องอื่นๆ ในประเทศใหญ่โตกว่ามากไม่ยอมไปทำ ? หรือมีมือที่อยู่เบื้องหลังที่ต้องการให้เกิดเหตุการณ์เหล่านี้ ?


 จึงขอความเป็นธรรมจากสังคม ให้แก่หลวงพ่อธัมมชโย และแก่วัดพระธรรมกายด้วยเถิด !!

สรุปเรื่องคดี "วัดพระธรรมกาย" เป็นมาอย่างไร ? สรุปเรื่องคดี "วัดพระธรรมกาย" เป็นมาอย่างไร ? Reviewed by Numjai Pimsuy on 02:41 Rating: 5

ไม่มีความคิดเห็น:

ขับเคลื่อนโดย Blogger.