วันพุธที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2559

วัดดังนครพนม เปิดศาลาการเปรียญ เป็นแหล่งศึกษาพระราชกรณียกิจในหลวง ร.9

วัดดังนครพนม เปิดศาลาการเปรียญ เป็นแหล่งศึกษาพระราชกรณียกิจในหลวง ร.9


วัดพระธาตุประสิทธิ์ จ.นครพนม เปิดศาลาโรงธรรม หรือ ศาลาการเปรียญ เป็นแหล่งศึกษาพระราชกรณียกิจพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ให้กับชนรุ่นหลังได้เรียนรู้ หลังพระองค์เคยเสด็จมาทอดกฐินต้น เมื่อวันที่ 13 พ.ย.2515

ซึ่งก่อสร้างขึ้นเมื่อปี 2493 หรือประมาณ 66 ปี เป็นศาลาการเปรียญ ก่อสร้างด้วยปูน ผสมไม้ ที่มีการก่อสร้างที่แปลก สวยงามคงไว้ถึงความเก่าแก่

 ภายในมีการวาดภาพพุทธประวัติด้วยสีฝุ่น มีความสวยงาม หาดูได้ยาก ที่สำคัญศาลาการเปรียญหลังนี้ ยังเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์

พระมหาสมัคร วรปุณโณ อายุ 44 ปี เจ้าอาวาสวัดพระธาตุประสิทธิ์ เจ้าคณะอำเภอนาหว้า กล่าวว่า สำหรับศาลาการเปรียญหลังเก่าของวัดพระธาตุประสิทธิ์ ถือเป็นศาลาประวัติศาสตร์ ที่ต้องได้รับการพัฒนาดูแล เนื่องจากเป็นสถานที่สำคัญ

 โดยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ รวมถึง สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เคยเสด็จมาทอดกฐินต้น เมื่อวันที่ 13 พ.ย.2515 ถือเป็นเกียรติประวัติของพสกนิกรชาวนครพนม



ปัจจุบันภายในศาลาการเปรียญ ได้มีการรวบรวมนำภาพพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาจัดแสดงไว้ให้ประชาชน นักท่องเที่ยว ได้ศึกษาเยี่ยมชม รำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ

ขณะเดียวกันภายในอุโบสถยังมีการวาดภาพสีฝุ่นเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของวัด รวมถึงพระราชกรณียกิจ ที่พระองค์เคยเสด็จมาบำเพ็ญกุศล ซึ่งถือเป็นความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ ที่มีต่อพสกนิกรชาวนครพนม ได้เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจมาถึงปัจจุบัน

ส่วนทางวัดพระธาตุประสิทธิ์ ได้ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน หมู่บ้าน โรงเรียน ได้ยกให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์

 ซึ่งจะมีการนำลูกหลานเยาวชน นักเรียน มาเป็นมัคคุเทศก์น้อย ในการนำประชาชน นักท่องเที่ยว ได้เยี่ยมชมศึกษาประวัติความเป็นมา และบรรยายแนะนำให้ความรู้

 ซึ่งจะเป็นการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์พระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ให้ประชาชน นักท่องเที่ยว ได้รับรู้ และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์.

Cr.thairath

เรื่องควรรู้! ฉลองพระองค์บรมราชภูษิตาภรณ์ ทรงอิสรยศฉลองพระองค์ครุยมหาจักรี


เว็บไซต์เด็กดีดอทคอม ได้รายงานเรื่อง”ฉลองพระองค์บรมราชภูษิตาภรณ์” ว่า หลายคนคงคุ้นตากับชุดครุยสีทองอร่ามของพระมหากษัตริย์ ไม่ว่าจะเป็นรัชกาลที่ 9 หรือย้อนกลับไปหลายๆ ปีที่เคยเห็นในภาพถ่ายกัน วันนี้เราจะมาเล่าถึงความเป็นมาและเรื่องราวของชุดครุยสีทองนี้กัน



ชุดครุยหรือฉลองพระองค์สีทองอร่ามที่ดูสง่าและสวยงามอย่างหาที่ติไม่ได้ชุดนี้มีชื่อเรียกว่า “ฉลองพระองค์บรมราชภูษิตาภรณ์” หรือฉลองพระองค์ครุยมหาจักรี

 โดยเป็นฉลองพระองค์พระราชวงศ์ที่มีพื้นกรองทองหรือกรองเงินปักทองลายก้านแย่งหรือพื้นสีสลับทองหรือขาวสลับทอง มีสีดำรดขอบ สำรดต้นพระกร ปลายพระกร และสำรดฉลองพระองค์ครุยนั้นพื้นกรองทอง ปักทองหรือใช้ทองเส้นหยาบ ขลิบลูกไม้ทอง



ฉลองพระองค์ครุยพระราชวงศ์นี้มีเพียงรูปแบบเดียวเท่านั้น ผิดกับครุยแบบอื่นๆ

 ส่วนครุยแบบอื่นๆ นอกเหนือจากฉลองพระองค์ครุยพระมหากษัตริย์แล้วยังมี ฉลองพระองค์ครุยพระราชวงศ์ ครุยพราหมณ์ ครุยขุนนาง ครุยเสนามาตย์ชั้นเอก ชั้นโท ชั้นตรี ครุยเจ้านาค และครุยวิทยฐานะ (เช่นครุยปริญญาหรือครุยบัณฑิตที่เราใส่กันนั่นเอง)



เสื้อครุยนั้นเป็นเครื่องประกอบพระราชอิสริยยศสำหรับพระมหากษัตริย์ หรือพระราชทานสำหรับพระราชวงศ์ ตลอดจนขุนนางและข้าราชการ ใช้สวมใส่เมื่อเข้าร่วมในงานพระราชพิธีที่สำคัญๆ

 เพื่อเป็นการแสดงบรรดาศักดิ์และตำแหน่งของผู้สวมใส่ และเป็นเครื่องแบบเต็มยศที่ใช้สืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ



ผ้าที่นิยมใช้ในการทำฉลองพระองค์ครุยสำหรับพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์มีหลายชนิด และที่สำคัญคือ “ผ้ากรองทอง” เป็นผ้าที่เกิดจากการนำเส้นลวดทองหรือไหมทองมาถักประกอบกันเป็นผืนผ้า

 และที่สำคัญนอกจากจะมีความสวยงามแล้ว ฉลองพระองค์ ครุยพระมหากษัตริย์นี้ยังมีน้ำหนักมากถึงประมาณ 7-8 กิโลกรัมเลยทีเดียว



ปัจจุบันการสวมเสื้อครุยในราชสำนักยังเห็นได้จากงานพระราชพิธีสำคัญต่างๆ ในการแต่งเครื่องแบบเต็มยศใหญ่ๆ ทั้งของพระมหากษัตริย์ พระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ นอกจากนี้ผู้พิพากษาที่เป็นเนติบัณฑิต

 เมื่อขึ้นบัลลังก์พิจารณาคดีก็ให้สวมเสื้อครุยเช่นกัน รวมถึงการสวมเสื้อครุยสำหรับบัณฑิตเพื่อเป็นการแสดงวิทยฐานะทางการศึกษาสำหรับบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาในสถาบันต่างๆ และการสวมเสื้อครุยสำหรับเจ้านาคที่จะบรรพชาอุปสมบทตามประเพณี เป็นต้น

  ในทางพระพุทธศาสนา คุณธรรมที่จะทำให้ได้รับการยกย่อง คือความอ่อนน้อมถ่อมตน มีความเคารพผู้ควรเคารพ บูชาผู้ควรบูชา ย่อมเป็นผลให้ได้เกิดในตระกูลสูง มีความสุข และเป็นต้นบุญต้นแบบ ในการสร้างบุญบารมีได้อย่างเต็มที่ ดังเช่นพระมหากษัตริย์ผู้ทรงธรรมของไทยทุกพระองค์ที่ผ่านมา

--------------------------------------

ขอบคุณ/ที่มา: https://www.dek-d.com/board/view/3696198/, https://www.khaosod.co.th/special-stories/news_65909

สามเณร “ปลูกต้นกล้า ยาตราพุทธภูมิ” เดินเท้า ร่วมลงนามถวายความอาลัย ร.9

คณะสามเณร “ปลูกต้นกล้า ยาตราพุทธภูมิ”เดินเท้าจากวัดสระเกศไปพระบรมมหาราชวัง ร่วมลงนามถวายความอาลัย ร.9


โดยคณะสามเณร “ปลูกต้นกล้า ยาตราพุทธภูมิ” จำนวน 94 รูป เดินเท้าจากวัดสระเกศไปยังพระบรมมหาราชวัง

 เพื่อร่วมลงนามถวายความอาลัย แด่ สมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวง รัชกาลที่ 9 


ธ สถิตถิ่นด้าว...แดนสวรรค์
พระราชดำรัสนั้น...อยู่เกล้า
ดำเนินชั่วชีวัน...ตามบาท พระองค์
บอกรักพ่อเร่งเร้า...นบน้อม ทำดี
เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 59


 โดยคณะพระวิทยากรกลุ่มใต้ร่มพุทธธรรม สำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และความมั่นคงแห่งสถาบันชาติ พระศาสนา พระมหากษัตริย์

 ซึ่งดูแลตลอดโครงการนับตั้งแต่เริ่มโครงการเกิดขึ้นได้นำพาสามเณรไปปฏิบัติธรรมจาก ณ ประเทศอินเดีย ก่อนได้รับข่าวการสวรรคต ของสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช


 ต่างก็รู้สึกอาลัยหาประมาณมิได้ ที่ได้รับข่าวสารดังกล่าว “ปวงสามเณร จึงได้ถือวัตรปฏิบัติบูชา ถวายเป็นพระราชกุศล น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้”


คณะสามเณรได้ร่วมโครงการบรรพชาสามเณร 94 รูปเพื่อเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา 89 พรรษา

 โดยผู้เข้าร่วมโครงการนั้น เป็นนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 จากทั่วประเทศที่มีอายุระหว่าง 13-15 ปี


โครงการนี้ถือเป็นครั้งแรกของประเทศไทยในการบรรพชาสามเณร 94 รูป ณ แดนพุทธภูมิบริเวณใต้ต้นโพธิที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ ณ มหาเจดีย์พุทธคยา รัฐพิหาร สาธารณรัฐอินเดีย

 โดยหลังจากบรรพชาเรียบร้อยจะมีพระธรรมทูตไทย เป็นผู้นำสามเณรปฏิบัติธรรม ให้ความรู้เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา จากสถานที่จริงบนแดนพุทธภูมิ


ขออนุโมทนาคุณศรัณย์ วิรุตมวงศ์ ประธานกรรมการ บริษัทบีบีทีวี นิวมีเดีย จำกัด และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ที่ได้อุปถัมภ์ให้เกิดโครงการจนสำเร็จลุล่วงด้วยดีทุกประการฯ

โดย: สำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ วัดสระเกศ

ขอบคุณ ข้อมูล/ภาพ: กลุ่มใต้ร่มพุทธธรรม

วันอาทิตย์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ห้ามพลาด! นิทรรศการภาพถ่ายสยามในวันวานที่ไม่เคยเผยแพร่ที่ไหนมาก่อน

ห้ามพลาด! นิทรรศการภาพถ่ายสยามในวันวานที่ไม่เคยเผยแพร่ที่ไหนมาก่อน!!


อีกหนึ่งเหตุผลดีๆ ที่เราจะย้อนกลับไปเดินเล่นที่ BACC 

งานนี้เอาใจทั้งคนรักศิลปะการถ่ายภาพ และประวัติศาสตร์ เพราะนิทรรศการ "ฉายาลักษณ์สยาม" 

ระลึกอดีต มองปัจจุบัน ภาพถ่ายโบราณ พ.ศ. 2403-2453  หรือ Unseen Siam - Early Photography 1860-1910 ที่กำลังจะจัดขึ้นในวันที่ 9 ก.ย. - 7 พ.ย. 2559 ที่หอศิลปและวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC)


รวบรวมความงามของสยามในวันวานกว่า 150 มาแล้ว!! 

นิทรรศการนี้ได้รวบรวมภาพถ่ายของวิถีชีวิต สามัญชน โบราณราชประเพณี จนไปถึงพระบรมฉายาลักษณ์ของพระมหากษัตริย์และพระชายา

 ซึ่งเป็นผลงานของช่างภาพชาวต่างชาติและคนไทยทั้ง 15 ท่าน ที่ได้เข้ามาอาศัยในสยาม และผ่านการคัดเลือกจากม.ร.ว. นริศรา จักรพงษ์ แห่งวังจักรพงษ์



นอกจากคุณภาพของภาพถ่ายที่เป็นเลิศแล้ว ภาพเหล่านี้ยังเป็นผลงานที่หาชมได้ยาก และไม่เคยมีการเผยแพร่ในเมืองไทยมาก่อน

 ถ้าใครที่ถูกใจนิทรรศการ Siam Through the Lens of John Thompson ในปีที่แล้วที่หอศิลป์เจ้าฟ้า งานนี้ก็ไม่ควรพลาดนะ




 ซึ่งจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 9 ก.ย. - 7 พ.ย. 2559 ที่บริเวณชั้น 9 ที่ BACC นี่แหละอีกหนึ่งข้ออ้างดีๆ ที่จะกลับไปเดินเล่นย่านสยามแสควร์กันอีกครั้ง

หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC), 939 ถนนพระราม 1 โทร. 02-214-6630-8  เวลาทำการ อังคาร-อาทิตย์ 10:00-21:00น. BTS สนามกีฬา 

Cr.http://soimilk.com/

“เราไม่ทิ้งกันนะ สู้ไปด้วยกัน” พระราชดำรัสใน “สมเด็จพระบรมฯ” เมื่อยามประชาชนเสียขวัญและกำลังใจ

“เราไม่ทิ้งกันนะ สู้ไปด้วยกัน” พระราชดำรัสใน “สมเด็จพระบรมฯ” เมื่อยามประชาชนเสียขวัญและกำลังใจ 



สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพระราชกรณียกิจในพื้นที่ต่างๆ ในประเทศไทย

 เพื่อทรงเจริญตามรอยพระยุคลบาทพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

 โดยคลิปที่นำมานี้เป็นบางบทบางตอนจากพระราชกรณียกิจครั้งทรงเสด็จฯออกเยี่ยมราษฎรเมื่อยามเดือดร้อน และเมื่อประเทศเกิดภัยพิบัติ



เช่น เหตุการณ์อุทกภัย หรือน้ำท่วมใหญ่ เมื่อปี พ.ศ. 2554 สมเด็จพระบรมฯ ทรงเสด็จฯ เยี่ยมราษฎรและมีพระราชดำรัสกับพสกนิกรที่ได้รับความเดือดร้อนจากน้ำท่วมขังอำเภอลำลูกกา ปทุมธานี

 เนื่องด้วยพระองค์ทรงเข้าพระทัยดี เพราะ พระตำหนักก็มีน้ำท่วมสูงมานานแล้วเช่นกัน และได้พระราชทานสิ่งของพร้อมทั้งขวัญกำลังใจแก่พสกนิกร ให้มีความอดทน และเราจะผ่านเรื่องร้ายๆนี้ไปด้วยกัน

และเหตุการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ พระองค์ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ทรงเสด็จฯไปยังพื้นที่เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ทหารหาญและราษฎร

ในตอนท้ายเป็นครั้งที่พระองค์ตามเสด็จฯสมเด็จพระราชินีฯ ไปยังประเทศสหรัฐอเมริกาและได้พระราชทานพระราโชวาทแก่พสกนิกรที่เข้าเฝ้าฯ

 แม้ว่าพระองค์จะกล่าวว่า พระองค์เป็นคนพูดไม่ค่อยเก่ง แต่พระราชดำรัสก็ได้สร้างความปลื้มปิติแก่พสกนิกรที่เข้าเฝ้าฯเป็นอย่างมาก



อีกมุมหนึ่งของ เจ้าฟ้าชาย ที่หลายคนอาจไม่เคยรู้ !!!



https://youtu.be/1RYiY-MC_JM

Cr.kratisod.com

วันเสาร์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ดังกึกก้องไปทั่วโลก!! "พสกนิกรไทย" รวมพลังร้องเพลง ถวายแด่ "ในหลวง ร.9 "

ดังกึกก้องไปทั่วโลก!! "พสกนิกรไทย" รวมพลังร้องเพลง "สรรเสริญพระบารมี"

 กลั่นออกมาจากใจ ถวายแด่ "ในหลวง ร.9 " แถมไพเราะที่สุดตั้งแต่เคยฟังมา!! (ชมคลิป)


พสกนิกรชาวไทย ร่วมร้องเพลง "สรรเสริญพระบารมี" เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ให้ดังกึกก้องไปทั่วโลก

 ในวันเสาร์นี้ 22 ตุลาคม 2559 เวลา 13.00 น. ณ บริเวณถนนหน้าพระลาน กำแพงพระบรมมหาราชวังและท้องสนามหลวง


 โดยการบรรเลงดนตรีจาก Siam Phiharmonic Orchestra ที่มี อ. สมเถา สุจริตกุล เป็นวาทยกร พร้อมด้วยคอรัส มากกว่า 100 ชีวิต

 ซึ่งในการนี้ "ท่านมุ้ย  หรือ ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล" และทีมงาน ได้จัดทำขึ้นเพื่อบันทึกภาพประวัติศาสตร์ที่แสดงถึงความรักอันยิ่งใหญ่ 



ความผูกพันและความอาลัยของพสกนิกรชาวไทยและต่างประเทศ ผู้จงรักภักดีทุกหมู่เหล่า

 จัดทำเป็นภาพยนตร์และวีดีทัศน์สำหรับฉายในโรงภาพยนตร์และสถานีโทรทัศน์ทั่วประเทศ



ล่าสุด! ทางสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสได้เผยแพร่บรรยากาศการร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีของเหล่าพสกนิกรชาวไทย ร่วมกับวงออเคสตร้ามาให้ได้ชมกัน

 ท่ามกลางบรรยากาศที่มีแดดร้อนแรง แต่ทุกคนก็ไม่ย่อท้อแต่อย่างใด นับได้ว่าการร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีในครั้งนี้ไพเราะที่สุดตั้งแต่เคยได้ฟังมาและจะร่วมกันร้องเพลงวนซ้ำกันไปหลายๆรอบ จนถึงประมาณเวลา 17.00 น.

ที่มา http://www.tsood.com/contents/at/153136/

วันสำคัญทางพุทธศาสนาก็ไม่ละเว้น! "อธิบดีป่าไม้ศาสนาอะไร..??? "

วันสำคัญทางพุทธศาสนาก็ไม่ละเว้น! "อธิบดีป่าไม้ศาสนาอะไร..??? " 

(จนท.ขู่ด้วยอาวุธ ขนไม้ออกจากวัด เป็นไม้บริจาค ด้วยแรงอธิฐานและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ รถขนไม้ออกจากวัด 2 รถกระบะ และ 1 รถหกล้อ เกิดอุบัติเหตุรถตกเหว เสียชีวิตหนึ่ง บาดเจ็บสาหัสหนึ่ง น่าส่งสาร..??? )




วันนี้ ณ วัดผาเจริญธรรม ต.บ่อแก้ว อ.นาคู จ.กาฬสินธุ์   

ชาวบ้านมาทำบุญวันออกพรรษาจำนวนมาก มีทหาร ตำรวจ  ปกครองจนท.ป่าไม้ ยกกำลังร้อยกว่าคน

 เข้าตรวจค้นวัด ยึดไม้ ที่ทางวัดได้รับการบริจาค จากชาวบ้าน เพื่อทำฐานพระพุทธเจ้า 5 พระองค์ และกุฎิรับรองพระเถระ 




ไม้ที่นำมาบริจาคชาวบ้านตัดมาจากหัวไร่ปลายนาของตัวเอง วันที่ทุกคนมีจิตเป็นกุศลกลับต้องวุ่นวายแตกตื่นกันใหญ่

 จนท.ไม่มีหมายค้นหรือเอกสารใดๆ อ้างว่าขนไปตรวจสอบก่อน ไม่ทำบัญชีก่อนขนย้าย !!!



ชาวบ้านและผู้มาปฏิบัติธรรมขอร้องอ้อนวอนว่าให้ทำพิธีทางศาสนาให้เสร็จก่อนแล้วค่อยมาขนย้ายได้มั้ย แต่ก็ไม่เป็นผล จนท.ขู่ด้วยอาวุธปืน 




สุดท้ายทางวัดยอมจำนนให้ จนท.ขนไม้ออกจากวัด 2 รถกระบะ และ 1 รถหกล้อ



ด้วยแรงอธิฐานและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ รถที่ขนไม้กำลังจะออกเขตวัดก็เกิดอุบัติเหตุรถตกเหว เสียชีวิตหนึ่ง บาดเจ็บสาหัสหนึ่ง น่าส่งสารและเห็นใจทุกฝ่ายค่ะ 





วอนผู้เกี่ยวข้องโปรดช่วยทางวัดด้วยนะค่ะ ที่นี้ปัจจัยน้อยไม่มีเงินจ้างช่างก่อสร้างด้วยแรงศรัทธาพระสงฆ์ท่านก่อสร้างวัดเอง 

                <<<<<<<<<<<<>>>>>>>>>>>>>

นี่คือการทำลายพระพุทธศาสนาที่เลวร้ายมาก โดยใช้ข้าราชการของรัฐที่มีอำนาจทำลายพระพุทธศาสนาและคนไทยด้วยกัน

 วงเล็บข้าราชการของรัฐบางส่วน ที่เห็นแก่อำนาจยศฐาฯ และอำนาจเงินที่ง้างทุกสิ่งทุกอย่างได้โดยไม่กลัวบาปกรรมความชั่วมันปิดบังความดีจนมิด

ที่สำคัญตีคดีว่าวัดนี้เป็นโรงเลื่อยที่ตัดไม้ส่งไปให้ผู้รับเหมาทำบ้าน พูดง่ายๆ อุปโลคขึ้นมาทั้งหมด คุณวีรวัฒน์ยังไม่ยอมผิดบอกผมตรวจไม้แล้วว่าไม้ผิด

 ก็เลยบอกว่าเค้ามีหลักฐานแต่พวกคุณไม่ยอมฟังชาวบ้านและพระ เค้าเงียบและบอกว่าพวกเค้าลากผมเข้าไปผมไม่รู้เรืีองและเจ้าหน้าที่ที่นั่งเก้าอี้และพระนั่งพื้นเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ตอนนี้พยายามจะหาเรื่องให้พระผิดให้ได้แย่มากๆ ไม้ที่มีก็เป็นไม้แดงไม้ประดู่ปร ที่มาจากหัวไร่ปลายนาและชาวบ้านมีใบอนุญาตขอตัดเพื่อไปถวายวัดและ 6 - 7 ปีแล้ว และมีไม้ยางนาที่คนเลี้ยงวัวเห็นในบ่อน้ำเพราะน้ำแห้ง มาบอกพระท่านก็ไปเอาขึ้นมาๆ ทำสร้างฐานพระ

จะนำเรื่องส่งท่านศรีวราห์ รองผบ.ตร.รับทราบเรื่องนี้ด้วยค่ะ และส่งเรื่องให้ศปป.4 กอ.รมน. (สวนรื่นฤดี) รับทราบด้วยค่ะ ทหารก็ทำเกินกว่าเหตุกันจริงๆ

และไม่ฟังอะไรทั้งสิ้น "กูใหญ่อย่างเดียว กูคือผู้มีอำนาจเพราะกูมีอาวุธ" มันไม่ใช่ค่ะฝากด้วยค่ะ อยากสอนพวกข้าราชการใหญ่ๆทั้งหลายที่ไม่กลัวบาปกลัวกรรมทั้งหลายค่ะ

 ( เกิดเหตุการณ์แบบนี้ มันยุติธรรมกับชาวพุทธมั้ยค่ะ )
   
สุภัตรา ยิ่งเจริญ

Cr. พระครู 1453

วันพฤหัสบดีที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ภาพหายากในหลวง ร.9 เสด็จฯ ประทับบนบัลลังก์ศาล ตัดสินคดีความ!!

เพจดังเปิดภาพหาชมยาก “ในหลวง รัชกาลที่ 9” เสด็จฯ ประทับบนบัลลังก์ศาล ตัดสินคดีความ!!


วันนี้ (20 ต.ค. 59) โลกออนไลน์ได้มีการเผยแพร่ภาพหาชมยาก ขณะพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเสด็จฯ ขึ้นประทับบนบัลลังก์ของศาลอาญาตัดสินคดีความ

โดยคดีที่พระองค์ท่าน ได้ประทับบนบัลลังก์ร่วมตัดสินคดีความ ประกอบด้วย คดีลักโม่หินสำหรับโม่แป้งทำขนม เหตุเกิดที่ท้องที่คลองต้นไทร

 ซึ่งคดีนี้ศาลตัดสินให้จำคุกจำเลย 6 เดือน แต่รับสารภาพให้ลดเหลือ 3 เดือน ประกอบกับเป็นความผิดครั้งแรกไม่เคยทำความผิดมาก่อน จึงให้รอการลงอาญาไว้มีกำหนด 2 ปี และให้คืนทรัพย์ของกลางแก่เจ้าก่อนปล่อยตัวจำเลยไป

ซึ่งพอสิ้นคำตัดสิน จำเลยดีใจเป็นล้นพ้น ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ประทับบนบัลลังก์พิจารณาคดีของตน ซ้ำยังได้รับพระกรุณารอการลงอาญาไว้ ถึงกับยกมือท่วมหัวสัญญาว่า ต่อไปนี้จะประพฤติตนเป็นคนดีไม่ลักขโมยของใครอีกตลอดชีวิต


ขณะที่อีกคดีเป็นคดีทางแพ่ง เป็นการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากเหตุรถชนกัน จนเป็นเหตุทำให้มีผู้บาดเจ็บและทรัพย์สินเสียหายบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

 โดยคดีนี้ได้มีคำตัดสินให้จำเลยใช้เงินเฉพาะค่ารักษาพยาบาลแก่โจทก์คนละหนึ่งพันบาท รวมเป็นสองพันบาท (ในขณะนั้น) โดยมอบให้แก่โรงพยาบาลทหารเรือต่อไป

และอีกคดี คือคดีที่ชายชาวอเมริกันที่มาอยู่ในเมืองไทย ยื่นฟ้องขอหย่าภรรยาที่อยู่ในสหรัฐอเมริกา กล่าวหาว่าภรรยาทอดทิ้งตน ไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ของภรรยาที่ดี

 ซึ่งคดีนี้ศาลแพ่งพิพากษาให้หย่าขาดจากการเป็นสามีภรรยากันตามกฎหมายไทย

ภาพจาก : เพจ ทนายคู่ใจ

“9 คำสอน” ของพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน!!

ขอน้อมนำ "9 คำสอน" พระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ มาเผยแพร่เพื่อเป็นประโยชน์และสิริมงคลแก่ชีวิต!

 ซึ่งพระบรมราโชวาทที่คัดเลือกมานี้สามารถนำไปปรับและแก้ไขปัญหาการทำงานได้ด้วย


1.คนดี
“ในบ้านเมืองนั้น มีทั้งคนดี และคนไม่ดี ไม่มีใครที่จะทำให้ทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด การทำให้บ้านเมืองมีความปกติสุขเรียบร้อย

 จึงมิใช่การทำให้ทุกคนเป็นคนดี หากแต่อยู่ที่การส่งเสริมคนดี ให้คนดีปกครองบ้านเมือง และควบคุมคนไม่ดี ไม่ให้มีอำนาจ ไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้”

(พระบรมราโชวาทในพิธีเปิดงานชุมนุมลูกเสือแห่งชาติ ค่ายลูกเสือวชิราวุธ จังหวัดชลบุรี 11 ธันวาคม 2512)

2.อนาคตทำนายได้
“ทุกสิ่งทุกอย่าง ที่เกิดที่เป็นอยู่แก่เราในวันนี้ ย่อมมีต้นเรื่องมาก่อน ต้นเรื่องนั้นคือ เหตุ สิ่งที่ได้รับคือ ผล และผลที่ท่านมีความรู้อยู่ขณะนี้ จะเป็นเหตุให้เกิดผลอย่างอื่นต่อไปอีก

 คือ ทำให้สามารถใช้ความรู้ที่มีอยู่ทำงานที่ต้องการได้ แล้วการทำงานของท่าน ก็จะเป็นเหตุให้เกิดผลอื่นๆ ต่อเนื่องกันไปอีก ไม่หยุดยั้ง

 ดังนั้นที่พูดกันว่า ให้พิจารณาเหตุผลให้ดีนั้น กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ให้พิจารณาการกระทำหรือกรรมของตนให้ดีนั่นเอง 

 คนเราโดยมากมักนึกว่าอนาคตจะเป็นอย่างไรเราทราบไม่ได้แต่ที่จริงเราย่อมจะทราบได้บ้างเหมือนกัน เพราะอนาคต ก็คือ ผลของการกระทำในปัจจุบัน”

(พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 8 กรกฎาคม 2519)

3.ความดี
“การทำดีนั้นทำยากและเห็นผลช้า แต่ก็จำเป็นต้องทำ เพราะหาไม่ความชั่วซึ่งทำได้ง่าย จะเข้ามาแทนที่และจะพอกพูนขึ้นอย่างรวดเร็วโดยไม่ทันรู้สึกตัว

 แต่ละคนจึงต้องตั้งใจและเพียรพยายามให้สุดกำลัง ในการสร้างเสริมและสะสมความดี”

(พระบรมราโชวาทพระราชทาน แก่ผู้สำเร็จการศึกษา ที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจ สวนอัมพร 14 สิงหาคม 2525)



4.การทำงาน
“เมื่อมีโอกาสและมีงานทำ ควรเต็มใจทำโดยไม่จำเป็นต้องตั้งข้อแม้ หรือเงื่อนไขอันใด ไว้ให้เป็นเครื่องกีดขวาง

 คนที่ทำงานได้จริงๆนั้น ไม่ว่าจะจับงานสิ่งใด ย่อมทำได้เสมอ ถ้ายิ่งมีความเอาใจใส่ มีความขยัน และ ความซื่อสัตย์สุจริต ก็ยิ่งจะช่วยให้ประสบผลสำเร็จในงานที่ทำสูงขึ้น”

(พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร วิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา 8 กรกฎาคม 2530)

5.คุณธรรมของคน
“ประการแรก คือ ความซื่อสัตย์ ประการที่สอง คือ การรู้จักข่มใจฝึกใจตนเอง ให้ประพฤติปฏิบัติอยู่ในความสัตย์ความดีนั้น

 ประการที่สาม คือ การอดทน อดกลั้น และอดออมที่จะไม่ประพฤติล่วงความสัตย์สุจริต

 ประการที่สี่ คือ การรู้จักละวางความชั่ว ความทุจริต และรู้จักสละประโยชน์ส่วนน้อยของตน เพื่อประโยชน์ส่วนรวม

คุณธรรมสี่ประการนี้ ถ้าแต่ละคนพยายามปลูกฝังและบำรุงให้เจริญงอกงาม จะช่วยให้ประเทศชาติบังเกิดความสุขความร่มเย็นและมีโอกาสที่จะปรับปรุงพัฒนาให้มั่นคงก้าวหน้าต่อไป”

(พระบรมราโชวาท ในพิธีบรวงสรวง สมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้า 5 เมษายน 2535)



6.ความเพียร
“ความเพียรที่ถูกต้องเป็นธรรม และพึงประสงค์นั้นคือความเพียรที่จะกำจัดความเสื่อมให้หมดไป และระวังป้องกันมิให้เกิดขึ้นใหม่ อย่างหนึ่ง

 กับความเพียรที่จะสร้างสรรค์ความดีงาม ให้บังเกิดขึ้นและระวังรักษามิให้เสื่อมสิ้นไป อย่างหนึ่ง

 ความเพียรทั้งสองประการนี้ เป็นอุปการะอย่างสำคัญ ต่อการปฏิบัติตน ปฏิบัติงาน

 ถ้าทุกคนในชาติจะได้ตั้งตนตั้งใจอยู่ในความเพียรดังกล่าว ประโยชน์และความสุขก็จะบังเกิดขึ้นพร้อม ทั้งแก่ส่วนตัวและส่วนรวม”

(พระราชดำรัสพระราชทานในพิธีกาญจนาภิเษก ทรงครองราชย์ ครบ 50 ปี พ.ศ.2539)

7.แก้ปัญหาด้วยปัญญา
“ปัญหาทุกอย่างไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ มีทางแก้ไขได้ ถ้ารู้จักคิดให้ดี ปฏิบัติให้ถูก การคิดได้ดีนั้น มิใช่การคิดได้ด้วยลูกคิด หรือด้วยสมองกล

เพราะโลกเราในปัจจุบันจะวิวัฒนาการไปมากเพียงใดก็ตาม ก็ยังไมมีเครื่องมืออันวิเศษชนิดใด สามารถขบคิดแก้ไขปัญหาต่างๆได้อย่างสมบูรณ์

การขบคิดวินิจฉัยปัญหา จึงต้องใช้สติปัญญา คือคิดด้วยสติรู้ตัวอยู่เสมอ เพื่อหยุดยั้งและป้องกันความประมาทผิดพลาด และอคติต่างๆมิให้เกิดขึ้น

ช่วยให้การใช้ปัญญาพิจารณาปัญหาต่างๆ เป็นไปอย่างเที่ยงตรง ทำให้เห็นเหตุเห็นผลที่เกี่ยวเนื่องกันเป็นกระบวนการได้กระจ่างชัด ทุกขั้นตอน”

(พระบรมราโชวาท ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 1 สิงหาคม 2539)



8. คนเราจะต้องรับและจะต้องให้ 
“คนเราจะเอาแต่ได้ไม่ได้ คนเราจะต้องรับและจะต้องให้ หมายความว่าต่อไป และเดี๋ยวนี้ด้วยเมื่อรับสิ่งของใดมา ก็จะต้องพยายามให้ ในการให้นั้น

 ให้ได้โดยพยายามที่จะสร้างความสามัคคีให้หมู่คณะและในชาติ ทำให้หมู่คณะและชาติประชาชนทั้งหลายมีความไว้ใจซึ่งกันและกันได้ ช่วยที่ไหนได้ก็ช่วย ด้วยจิตใจที่เผื่อแผ่โดยแท้”

(พระบรมราโชวาท พระราชทานแก่นักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่น วันที่ 20 เมษายน 2521)

9.พูดจริง ทำจริง 
“ผู้หนักแน่นในสัจจะพูดอย่างไร ทำอย่างนั้น จึงได้รับความสำเร็จ พร้อมทั้งความศรัทธาเชื่อถือและความยกย่องสรรเสริญ จากคนทุกฝ่าย

 การพูดแล้วทำ คือ พูดจริง ทำจริง จึงเป็นปัจจัยสำคัญในการส่งเสริมเกียรติคุณของบุคคลให้เด่นชัด และสร้างเสริมความดี ความเจริญ ให้เกิดขึ้นทั้งแก่บุคคลและส่วนรวม”

(พระบรมราโชวาท ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันที่ 10 กรกฎาคม 2540)

Cr.MThai News