วันพุธที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

เหนื่อยใจกับความยุติธรรมจริงๆ

ข่าวฮอตเวลานี้ ก็คือข่าว หลวงพ่อทัตตชีโว แห่งวัดพระธรรมกายถูกบีบเพื่อให้ส่งตัว หลวงพ่อธัมมชโย ให้ตำรวจ หรือ ดีเอสไอ


มาดูกฏหมายกัน ตาม ป.กฏหมายอาญา ม.๑๘๙ บัญญัติไว้ว่า

" ผู้ใดช่วยผู้อื่นซึ่งเป็นผู้กระทำความผิด หรือเป็นผู้ต้องหาว่ากระทำความผิด ...เพื่อไม่ให้ต้องรับโทษ โดยให้พำนักแก่ผู้นั้น โดยซ่อนเร้นหรือโดยช่วยผู้นั้นด้วยประการใต เพื่อไม่ให้ถูกจับกุม......."

กฏหมายนี้ เขียนขึ้นมาเพื่อดำเนิคคดีกับ ผู้ที่ช่วยผู้ต้องหาหนีคดี โดยให้ที่พำนัก หรือซ่อนไว้ เพื่อไม่ให้ถูกจับ

แต่ ดีเอสไอ เอาหลักฐานอะไรมากล่าวหาหลวงพ่อทัตตชีโวว่า เป็นผู้ช่วยเหลือหลวงพ่อธัมมชโย โดยเป็นผู้ให้พำนัก หรือซ่อนเร้นไว้ในวัดฯ
  
การที่หลวงพ่อธัมมชโย ยังคงอยู่ในวัด เพราะท่านอยู่มาอย่างต่อเนื่องจากหนุ่มจนชรา หลวงพ่อทัตตฯ ไม่ได้ให้หลวงพ่อธัมมชโยพักอาศัย แต่หลวงพ่อธัมมชโย พักอาศัยอยู่ก่อนแล้ว

การพักอาศัยภายในวัด ไม่ใช่เป็นการซ้อนเร้น วัดเป็นสถานที่ปฎิบัติธรรม ไม่ใช่ซ่องโจร


นอกจากนั้น หลวงพ่อธัมมชโย ท่านอยู่ในวัดตามสิทธิ์ของท่านที่มีมาก่อนและจนถึงปัจจุบัน

ตำรวจบีบหลวงพ่อทัตตฯ เพื่อให้ส่งตัวหลวงพ่อธัมมชโยให้ตำรวจ หรือไม่ก็ไล่หลวงพ่อธัมมชโย ออกจากวัดไป

นี้เท่ากับบีบให้ศิษย์คิดล้างครู หรือเจ้าหน้าที่รัฐ ชอบเอาศิษย์คิดล้างครูไปอยู่ใกล้ ปัจจุบันยังจะหาศิษย์คิดล้างครูไปเป็นเบ๊อีกหรือ

หลวงพ่อทัตตชีโว ใครๆก็รู้ว่าท่านเคารพศรัทธา หลวงพ่อธัมมชโยมาก ท่านไม่กลัวการถูกบีบเพียงแค่นี้หรอก และท่านก็พร้อมจะปกป้องอาจารย์ของท่าน วัดของท่าน ศาสนาของท่าน โดยมีศิษย์ยืนเคียงข้างอีกหลายล้านคน

ตาม พ.ร.บ.สงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ ม.๓๘ เจ้าอาวาสมีอำนาจ ดังนี้
๑. ห้ามบรรพชิตและคฤหัสถ์ซึ่งมิได้รับอนุญาตของเจ้าอาวาสเข้าไปอยู่อาศัยในวัด
๒.......

ดังนั้นเมื่อดู พ.ร.บ.สงฆ์ดังกล่าว เมื่อหลวงพ่อธัมมชโย อยู่ในวัดที่ท่านสร้างเองมากับมือ และเคยเป็นเจ้าอาวาสมาก่อน และก็ไม่เคยถูกเจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน ขับไล่ออกจากวัดแต่อย่างใด

เมื่อ พ.ร.บ.สงฆ์ ให้อำนาจหน้าที่เจ้าอาวาสได้อย่างนี้ แสดงว่า 

การอาศัยอยู่ในวัดของหลวงพ่อธัมมชโย ไม่ผิดแต่อย่างใด

วันดีคืนดี เอาอีกแล้ว เอากฏหมายทางโลก มาเล่นงานพระอีกแล้ว

อย่างนี้จะให้ทนายคิดบวกกับทางเจ้าหน้าที่บ้านเมืองหรือ

เบาๆมือได้แล้ว เวลาเปลี่ยน อำนาจก็เปลี่ยน จากผิดอาจกลายเป็นถูก จากถูกอาจกลายเป็นผิด จากวันนี้เป็นเสือ วันหน้าอาจกลายเป็นแพะก็ได้เหมือนกับครับ

ทนายนิทัศน์ ประเสริฐเนติกุล ทนายผู้พิทักษ์ศาสนา
พุธ ๓๐ พย ๕๙ ๑๖.๑๗ น.

แชร์ด่วน...!!! ให้คนทั่วโลกได้รู้ว่าความจริงเป็นอย่างไร???

แชร์ด่วน...!!!

ให้คนทั่วโลกได้รู้ว่าความจริงเป็นอย่างไร?
😆ฉบับสมบูรณ์ : กรณีสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น กับวัดพระธรรมกาย!!


ความจริงที่คุณยังไม่รู้ เกี่ยวกับวัดพระธรรมกาย..

✔1. วัดพระธรรมกายมีส่วนเกี่ยวข้อง ในกรณีถูกกล่าวหาว่า..ยักยอกเงินสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ของ นายศุภชัย ศรีศุภอักษร หรือไม่ ?

   🔊ตอบ ↪วัดพระธรรมกายไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับกรณียักยอกเงินดังกล่าว เมื่อมีเหตุเกิดขึ้น ทางวัดได้สอบถามนายศุภชัยว่า..

เงินที่นำมาทำบุญได้มาจากไหน ? ก็ได้รับคำตอบว่า..กู้ยืมมาจากสหกรณ์ฯคลองจั่น และได้ชำระคืนแล้ว โดยมีหลักฐานคือ การตรวจสอบบัญชีประจำปี และรายงานต่อที่ประชุมใหญ่สหกรณ์ฯ แล้ว



✔2. ยอดเงินบริจาคมากถึงหลายร้อยล้านบาท ทำไม..ทางวัดถึงไม่สงสัยที่มาของเงินบ้าง?

   🔊ตอบ ↪นายศุภชัย ไม่ใช่ผู้ที่มาบริจาคทำบุญมากที่สุดของวัด ยังมีผู้ที่บริจาคทำบุญมากกว่านายศุภชัยอีกหลายท่าน เพราะศาสนสถานที่ก่อสร้างเพื่อรองรับคนเรือนล้านต้องใช้งบประมาณมาก
  
ดังนั้นเมื่อนายศุภชัยมาทำบุญจำนวนมาก และบอกว่า ได้ทำธุรกิจหลายอย่าง ได้ผลกำไรดีมาก จึงเอามาทำบุญ ทางวัดจึงไม่ได้สงสัยอะไร!

✔3. วัดพระธรรมกายนำเงินครั้งนี้ไปทำอะไร ?

   🔊ตอบ ↪นำไปใช้ก่อสร้างศาสนสถานตามเจตนาของผู้บริจาค เนื่องจากมีประชาชนมาปฏิบัติธรรมที่วัดจำนวนมาก.

คราวละนับล้านคนในงานบุญใหญ่ จึงจำเป็นต้องมีการสร้างศาสนสถานขนาดใหญ่รองรับ ซึ่งการสร้างศาสนสถานรองรับคนจำนวนมากนี้ ก็ต้องใช้งบประมาณจำนวนมากเช่นกัน



✔4. เพราะเหตุใด ทางวัดพระธรรมกายจึงคืนเงินบริจาคของนายศุภชัย จำนวน 684 ล้านบาท ให้แก่สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ?

   🔊ตอบ ↪ทางวัดได้รับบริจาคโดยเปิดเผยและสุจริต และนำเงินบริจาคไปสร้างศาสนสถานตามเจตนาของผู้บริจาคหมดแล้ว
  
ซึ่งตามกฎหมายแล้วทางวัดไม่สามารถนำเงินของผู้บริจาครายอื่นที่มาบริจาคทำบุญในวัตถุประสงค์อื่นมาคืนให้แก่สหกรณ์ฯได้

   แต่เมื่อเกิดเป็นคดีความขึ้น ทางคณะศิษย์ของวัดพระธรรมกายเห็นว่า หากมีการต่อสู้คดีกันต่อไปก็จะกินเวลานาน และเกิดความเสียหายทั้งต่อชื่อเสียงของวัด และต่อสมาชิกสหกรณ์ผู้ฝากเงินที่เดือดร้อน
  
จึงได้ตั้งกองทุนรวบรวมเงินเพื่อช่วยเหลือเยียวยาบรรเทาความเดือดร้อนแก่สมาชิกผู้ฝากเงินสหกรณ์ โดยมีเงื่อนไขว่า..

   หากอนาคตมีการพิสูจน์ได้ว่า เงินที่ทางนายศุภชัยนำมาบริจาคแก่วัดนั้น มาจากการกู้ยืมและได้คืนไปหมดแล้ว ตามที่นายศุภชัยได้แถลงข่าวแก่สื่อมวลชน ทางสหกรณ์ก็จะคืนเงินจำนวนดังกล่าวแก่คณะลูกศิษย์วัด


✔5. ขณะนี้ปัญหาระหว่างสหกรณ์ฯ กับวัดพระธรรมกายเป็นอย่างไรบ้าง ?

🔊ตอบ ↪ ทางสหกรณ์ฯได้มีหนังสือขอบคุณมายังคณะลูกศิษย์วัดพระธรรมกาย ที่มีน้ำใจจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือเยียวยาแก่ทางสหกรณ์ฯ และสมาชิกสหกรณ์ฯ ที่เดือดร้อนครบจำนวน 

ทั้งที่ตามกฎหมายแล้ว เมื่อทางวัดรับเงินบริจาคโดยสุจริตเปิดเผย และนำเงินไปก่อสร้างศาสนสถานซึ่งเป็นประโยชน์สาธารณะตามเจตนาของผู้บริจาคเสร็จสิ้นไปแล้ว

   ถือเป็นเรื่องไม่ผิดกฎหมาย ดังตัวอย่าง ที่นายศุภชัยก็ได้นำเงินไปบริจาคให้แก่วัดและโรงเรียนอื่น ๆ อีกหลายแห่ง ซึ่งก็ไม่ต้องคืนเงินแต่ประการใด

 แต่ทางคณะลูกศิษย์วัดยึดหลักมนุษยธรรม จึงจัดตั้งกองทุนเพื่อช่วยเหลือเยียวยาแก่สมาชิกสหกรณ์ฯ ที่เดือดร้อน  ดังนั้นเรื่องราวระหว่างสหกรณ์ฯ กับทางวัดจึงจบลงแล้วด้วยดีทุกประการ

 และเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2558 ทางวัดก็ได้ไปให้ข้อมูลกับทาง DSI ในฐานะพยานยืนยันว่า ทางวัดไม่มีส่วนเกี่ยวข้องรู้เห็นใด ๆ กับนายศุภชัย ในคดียักยอกเงินของสหกรณ์ฯ คลองจั่นแต่อย่างใด



✔6. นักวิชาการบางท่านได้ความคิดเห็นว่า การบริจาคเงินให้แก่วัด ควรมีวิธีการที่โปร่งใสและเปิดเผยมากกว่านี้ โดยควรระบุแหล่งที่มาของเงินนั้นๆ ในการบริจาคด้วย ทางวัดพระธรรมกาย เห็นด้วยกับความคิดเห็นดังกล่าวหรือไม่ อย่างไร ?

   🔊ตอบ ↪ วัดหรือมูลนิธิหรือองค์กรสังคมสงเคราะห์ต่าง ๆ ที่ดำเนินการอยู่ได้ด้วยเงินบริจาค

การจะไปถามผู้บริจาคว่า เอาเงินมาจากไหน ? ในเชิงปฏิบัติจริงทำได้ยาก เพราะจะเป็นการเสียมารยาทอย่างยิ่ง เหมือนเป็นการดูถูกผู้บริจาค แต่ทางวัดเห็นด้วยกับหลักการความโปร่งใสในการบริจาคทาน

ดังนั้นจึงขอให้ทุกฝ่ายช่วยกันคิดหาวิธีการที่ปฏิบัติได้จริงมานำเสนอ ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย ทุกวัด ทุกมูลนิธิ และทุกองค์กรการกุศลสืบไป



✔7. ในความเชื่อที่ว่า "ยิ่งบริจาคมาก ยิ่งได้บุญมาก ชีวิตในชาติหน้าจะดียิ่ง ๆ ขึ้นไป” ท่านมีความเห็นอย่างไร?

   🔊ตอบ ↪พระพุทธเจ้าตรัสว่า ในการบริจาคทานนั้น หากผู้บริจาคมีจิตเลื่อมใสมาก

   แม้บริจาคน้อยก็ได้บุญมาก และทรัพย์ที่นำมาบริจาคนั้น ต้องเป็นทรัพย์ที่ได้มาด้วยความสุจริตด้วย จึงจะได้บุญมาก

“คนเราควรให้ทานเต็มกำลังศรัทธาของตนเอง โดยไม่ให้เดือดร้อนตนเอง และไม่ให้เดือดร้อนผู้อื่น”
  
****
เหตุผลที่เรารักวัดพระธรรมกาย
#ธรรมกาย #วัดพระธรรมกาย #มูลนิธิ #หลวงพ่อธัมมชโย #ธัมมชโย #พระเทพญาณมหามุนี #dhammakaya #ข่าว #DSI #พระพุทธศาสนา
#ช่วยเหลือ #ภาคใต้ #พระ #ครู #นักเรียน #เรารักวัดพระธรรมกาย

วันอังคารที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

การเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ที่อาจไม่ยุติธรรมเสียแล้ว!!

ปัญหาคือเมื่อเข้าไปแล้วจะได้รับความยุติธรรมหรือไม่??
  
เพราะเพียงการปฏิบัติในตอนเริ่มต้นเข้ากระบวนการ ประชาชนก็รู้สึกว่าไม่ยุติธรรมเสียแล้ว!
  

ที่ผ่านมาประชาชนรู้สึกว่า มีการใช้อำนาจการเมืองชี้นำ การใช้กฎหมายให้บิดเบี้ยวหลายขั้นตอน เช่น การมาแจ้งข้อหาที่วัดไม่ได้ แต่ไปแจ้งในคุกได้ เป็นต้น

ซึ่งส่อไปในทางไม่ได้รับความเป็นธรรมมาตั้งแต่ต้น เลยกลายเป็นความไม่ไว้วางใจกันขึ้นมา

โดยสังเกตได้จากจากวิธีการแจ้งข้อหา การออกหมายเรียก การออกหมายจับในขั้นตอนการสอบสวนไม่ถูกต้อง ไม่น่าไว้ใจ ไม่คุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน



ทุกขั้นตอนดำเนินไปตามการชี้นำของนักการเมืองบางกลุ่ม เช่น การให้สัมภาษณ์ว่าสั่งฟ้องโดยไม่ต้องมีผู้ต้องหา เป็นต้น

หลังจากนั้นก็ตามมาอีกหลายอย่าง เช่น ขยันดำเนินคดีอยู่วัดเดียว 
แต่เพิกเฉยกับการตามเงินอีก 92 % ที่ยังไม่ได้คืน!

ยิ่งถ้ามองในภาพรวมประเทศตอนนี้ก็คือ ประชาชนรู้สึกว่า อำนาจบริหาร อำนาจตุลาการ อำนาจนิติบัญญัติ ซึ่งมีไว้เพื่อรักษาความยุติธรรมของประเทศถูกแทรกแซงจนเละเทะ ไม่เป็นอิสระในการทำงานต่อกัน



มันจึงยากจะทำให้ประชาชนเชื่อว่า ในช่วงเวลาที่ประเทศยังไม่เป็นประชาธิปไตย ทุกๆ อย่างจะดำเนินไปตรงไปตรงมา

ตามหลักการและหลักเกณฑ์ของกฎหมายอย่างอิสระโดยไม่มีอำนาจการเมืองควบคุมอยู่เบื้องหลัง

ดังนั้น ปัญหาจึงน่าจะอยู่ที่ประชาชนรู้สึกว่ากระบวนการยุติธรรมไม่ปลอดภัย นักการเมืองและคนนอกสามารถแทรกแซง 

กระบวนการยุติธรรมตั้งแต่ต้นซอย กลางซอย และปลายซอย ได้ทุกขั้นตอนนั่นเอง

Ptreetep Chinungkuro 

ศรีวราห์ขีดเส้นให้เวลา "พระธัมมชโย" มอบตัวถึงพรุ่งนี้ อังคาร 29 พฤศจิกายน 2016


ลุงเสียเวรา ยืนยันหาก พระเทพญาณมหามุณี หรือพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ไม่เข้ามอบตัวภายในวันที่ 30 พฤศจิกายนนี้ ก็จะดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป 

โดยจะพิสูจน์ว่ายังพักรักษาตัวอยู่ภายในวัดหรือไม่ พร้อมขอหมายค้นและจับกุมตัว ไม่ว่าจะอยู่ในอาการอาพาธหรือไม่ก็ตาม 

จากรายการ: Bright News

จะเคลื่อนกำลังบุกจับช่วงนี้เป็นสิ่งสมควรหรือไม่ ?? 

เรื่องจับพระเป็นแค่ข้ออ้าง อ้างเหตุวัดพระธรรมกาย เพื่อสร้างความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง เบี่ยงเบนกระแสเรื่องสำคัญ!!

ทำไม?? ต้องเร่งทุกอย่างก่อนวันที่ 1 ธันวาคม 2559 ทั้งที่เป็นช่วงเวลาสำคัญของพสกนิกรไทยทั้งแผ่นดิน เอาอะไรมาคิด?? 



ข้าราชการ เป็นผู้ที่(น่าจะ)มีความจงรักภักดีมากกว่าประชาชนโดยทั่วไป เพราะทำงานรับใช้พระราชาหรือทำงานในนามของพระองค์ท่าน 

ขณะนี้คนไทยทั้งประเทศอยู่ในช่วงถวายความอาลัย และวันที่ 2 ธันวาคม นี้ครบรอบ บำเพ็ญพระราชกุศล ปัญญาสมวาร (ครบรอบ ๕๐วัน) ไม่ควรจะมีเหตุการณ์อะไรที่อาจจะเป็นเหตุให้เกิดความไม่สงบขึ้นภายใน 


อยากจะขอร้องให้ข้าราชการที่มีหน้าที่ดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย โปรดอย่าพึ่งดำเนินการอะไรที่สุ่มเสี่ยงอาจก่อให้เกิดความวุ่นวาย

เพื่อถวายความจงรักภักดี เช่นเดียวกันกับที่ประชาชนจำนวนมากกำลังทำกันอยู่ เพื่อถวายบุญเป็น พระราชกุศล

Cr.วาสนา วรรณมณี 

วันจันทร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

จากใจทนาย >>>ทนายห่วงบ้านเมือง ห่วงศาสนา!!

เจอข่าวในทีวี นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ให้ข่าวเกี่ยวกับหมายจับหลวงพ่อธัมมชโย ฟังแล้วสะดุ้ง
  
อะไรกันนักหนา สำหรับพระชราแถมอาพาธ ชอบอ้างว่ากฏหมายต้องเท่าเทียมกัน 



แต่ที่เห็นๆ โจรใต้ ผู้มีอำนาจ กลับใช้การเมืองนำการทหาร เห็นอภัยโทษให้พวกผู้ก่อการร้อยบ่อยๆ ส่วนคอมมิวนิสต์หมดไปจากประเทศไทย ไม่ใช่เพราะการให้อภัยกันหรือ?

รู้ๆกันอยู่ว่า ถ้าใช้กฏหมายกับหลวงพ่อ โดยนำกำลังทหาร ตำรวจ บุกเข้าไปในวัด เลือดท่วมวัดแน่



หลวงพ่อนะไม่ขัดขืนหรอก เพราะหลวงพ่อเดินไม่ค่อยได้ ป่วยเห็นๆ แต่ศิษย์เขาคงทนเห็นหลวงพ่อถูกหิ้วออกไปจากวัดไม่ได้

คนที่อยู่ในวัดนอกจากพระ ก็มีญาติโยมคนเคร่งศาสนา แถมอายุก็มากเป็นผู้หญิงเสียส่วนใหญ่ด้วย


กระสุนนัดแรก หรือเลือดตกยางออกเมื่อไหร่ อะไรอะไรก็เกิดขึ้นได้ ยากที่จะคาดเดาจริงๆครับ

กราบผู้มีอำนาจทั้งหลาย อย่าใช้กำลังนะครับ เพราะผู้ที่สั่งให้ใช้กำลัง ท่านคือแพะคนต่อไป ต้องรับกรรมหลังหมดอำนาจหน้าที่

ตำแหน่งลาภยศที่เขาหยิบยืนให้ คิดอย่างไรก็ไม่คุ้มกับบาปกรรมที่จะติดตามมา แถมปัญหาพ่วงท้ายอีกมากมาย ไม่เชื่อทนายก็เชื่อบาปบุญคุณโทษบ้าง



ทหารตำรวจท่านก็เป็นชาวพุทธ ท่านฆ่าโจรผู้ร้ายนั้นคือหน้าที่ แต่นี้เห็นๆพระชราแถมศิษย์ก็เป็นหญิง คนแก่ เสียส่วนใหญ่ คิดก่อนทำให้ดีนะครับ

ทนายห่วงบ้านเมือง ห่วงศาสนา แต่ไม่ห่วงตัวเอง ดังนั้นทนายจึง เขียนจากใจ ไม่อยากให้เกิดอะไรขึ้นกับศาสนาครับ

ว่างๆ ทนายจะไปให้กำลังใจลูกศิษย์วัดพระธรรมกายบ้าง เขาว่าหน้าตาอิมบุญกันทั้งนั้น เผื่อได้บุญกลับบ้านบ้าง

ทนายนิทัศน์ ประเสริฐเนติกุล 
ทนายผู้พิทักษ์ศาสนา
จันทร์ ๒๘ พย.๕๙ ๑๓.๔๖ น.

วันศุกร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ระฆังยกที่1 "สงครามจิตใจ" ศิษย์วัดแตกตื่น >>> ตำรวจกระจายโอบล้อมรอบวัดพระธรรมกาย

ฝ่ายรัฐเริ่มสงครามจิตให้ตำรวจกระจายโอบล้อมรอบวัดพระธรรมกาย!
  
ฝ่ายวัดแตกตื่นระดมศิษย์เข้าสวดมนต์แบบทุ่มสุดตัว!!
  

แต่...กำลังฝ่ายรัฐจำนวนมากยังสงบนิ่งนอนสบายใจเฉิบในที่ตั้ง ปล่อยมาเพียงลิ้วล้อเพื่อลองเชิงเท่านั้น


ถ้าฝ่ายวัดหลวมเมื่อไหร่ค่อยเข้าตีตามแผน!

แต่ข้อสงสัยของทนาย..ในเวลานี้เป็นเวลาที่ไม่เหมาะสมอย่างมากที่จะให้เลือดนองท่วมวัด แต่ทำไมฝ่ายรัฐกลับมาใช้จังหวะนี้ หรือมีอะไรแอบแฝง



บางข่าวว่าต้องการตัดรากถอนโคนก่อนถึงงานยิ่งใหญ่ เลยจำเป็นต้องชิงลงมือ ตายร้อยตายพันช่างมัน เขารับได้

บางข่าวว่ารัฐจำเป็นต้องมีข่าวมาเล่นเพื่อเบนเบี่ยงฐานะของรัฐที่กำลังย่ำแย่เศรษฐกิจน่าจะไปไม่รอด...แถมรัฐยังไม่พร้อมให้เลือกตั้งปีหน้า จึงจำเป็นต้องสร้างเหตุเพื่อเป็นข้ออ้างก่อนวางมือ


จะอะไรก็แล้วแต่..หลวงพ่อเป็นหมากตัวหนึ่งเท่านั้น!

แต่เป็นหมากต้องกำจัดก่อน เพราะขวางหูขวางตามานาน
สงสารแต่ศิษย์เท่านั้นต้องยอมสละชีวิตถึงรักษาหลวงพ่อได้
หนึ่งชีวิตกับหมื่นชีวิต นี้คือพลังศรัทธา...

แต่อย่างไรก็ตามถ้าศิษย์จะยื้อเวลาออกไป..ต้องใช้กฎหมายเข้าช่วย..เออเหนื่อยใจแทน...


ท้ายนี้ทนายขอให้ทั้งรัฐและศิษย์..ใจเย็นๆกันดีกว่า..

รัฐก็ควรจะยึดหยุ่นรับประกันว่าหลวงพ่อได้ประกันกลับวัด100%...ไม่ใช่คลุมเคลืออ้างแต่กฏหมาย ไม่พูดถึงหลักรัฐศาสตร์บ้าง

การปกครองประเทศจะเป็นที่ยอมรับเมื่อปากท้องประชาชนไม่หิว..กฏหมายถูกใช้อย่างเป็นธรรม

แต่ในเวลานี้หาซักอย่างยังยากเลย..

ทนายนิทัศน์ ประเสริฐเนติกุล 
ศุกร์25พย59...15.00น.

วันจันทร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ปัญหาอยู่ที่ว่าผู้ถูกกล่าวหาจะรู้สิทธิ์ในการได้รับคุ้มครองได้อย่างไร ??

กฎหมายมีเป็นร้อยช่อง ฟ้องช่องโน้นไม่ได้ ก็ย้ายมาช่องนี้ แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า ผู้ถูกกล่าวหาจะรู้สิทธิ์ ในการได้รับคุ้มครองได้อย่างไร ??



ฝ่ายเจ้าหน้าที่บ้านเมืองจะเปิดโอกาสให้ได้ใช้สิทธิ์คุ้มครองประชาชนหรือไม่ ??

 นึกแล้วก็สะท้อนใจ ประชาชนตัวเล็กๆ ที่ไม่รู้กระบวนการพิจารณาคดีทางกฎหมาย

 ไม่มีทางต่อสู้กับคนตัวโตที่รู้กฎหมายและมีอำนาจรัฐในมือได้เลย .. 

กว่าจะได้รับความยุติธรรม ประชาชนตาดำๆ คงหลั่งน้ำตาเป็นสายเลือด ถ้าไม่อัพเกรดปัญญาและไม่สร้างเครือข่ายคนดีคงอยู่ในโลกนี้ยากขึ้นทุกวัน





Cr.Ptreetep Chinungkuro


กรณีของหลวงพ่อธัมมชโย ก็มี"สิทธิ์" และขอใช้"สิทธิ์" บ้างการที่พนักงานเร่งรัดตั้งข้อหาไม่ชอบด้วยกฎหมายต้องมาร้องขอความเป็นธรรมคือ..

1.กรณีการตั้งข้อหาในคดีพิเศษ 63/2557 ซึ่งดีเอสไอตั้งข้อหา นายศุภชัย อดีตประธานสหกรณ์กับพวกฐานฉ้อโกงประชาชน แสดงให้เห็นว่าเป็นเงินของกลางในคดีอาญา ที่ต้องคืนประชาชนผู้เสียหาย

2. คดีพิเศษที่ 146/2556 ดีเอสไอตั้งข้อหานายธวัชชัยกับพวกว่าลักทรัพย์นายจ้าง เจ้าของทรัพย์คือสหกรณ์ นายจ้างศุภชัย


3.เจ้าของทรัพย์คดี 146/2556 คือสหกรณ์ ส่วน เจ้าของทรัพย์คดี 63/2557 คือประชาชน ทั้งที่เป็นทรัพย์จำนวนเดียวกันดังนั้นทนายเห็นว่าการดำเนินคดีทั้งสองมีความขัดแย้งกัน

4.คดีฟอกเงินล่าสุดในคดีพิเศษ 27/2559 ตั้งข้อหาจากคดีมูลฐานคือฉ้อโกงประชาชน แต่คดียังไม่เป็นที่ยุติว่าทำผิดตามที่กล่าวหา

ขอถามว่า การสั่งฟ้องหลวงพ่อ ผู้ไม่ได้ทำความเสียหายให้แก่สหกรณ์แม้แต่บาทเดียว ซ้ำยังเป็นบุคคลเดียวผู้ช่วยเหลือสหกรณ์ ไม่ให้ต้องประสบปัญหาล้มละลายอยู่ในขณะนี้ 


มันเป็นความชอบธรรมโดยกฎหมายหรือไม่ ? มันเป็นความยุติธรรมต่อประชาชนหรือไม่ ? มันเป็นการเพิ่มจำนวนผู้เสียหายให้มากขึ้นใช่หรือไม่?

สุดท้าย ก็จะกลายเป็นการหลอกใช้กระบวนการยุติธรรมมาทำร้ายประชาชนบริสุทธิ์!

และผู้ให้การช่วยเหลือชาวสหกรณ์มาตลอดสามปีนี้ ขอยืนยันความบริสุทธิ์หลวงพ่อ อย่าทำลายพระดีๆ อย่าทำลายศรัทธาของชาวพุทธ!!

มาเป็นทีม ปีศาจยังกลัว

หลังจากที่อัยการเลื่อนสั่งคดีหลวงพ่อธัมมชโยออกไปวันที่ ๓๐ พย.นี้
เหล่าปีศาจคราบมนุษย์ ไม่รู้หลุดออกมาจากหลุมไหน? ออกมาขย่มอัยการกันใหญ่ เพื่อบีบให้ฟ้องหลวงพ่อฯให้ได้ !!


ยุติธรรม ความถูกต้อง ไม่ต้องถามหา คิดเพียงแต่จะเอาพระชราเข้าคุกเข้าตะรางให้ได้

เวลานี้เหล่ามารเปิดตัว แต่เหล่าศิษย์หลวงพ่อฯกำลังทำอะไรกันอยู่ ไม่มีหลวงพ่อองค์ไหนที่จะพูดให้ศิษย์ลุกขึ้นสู้ ศิษย์ต้องคิดเป็น
โดยเฉพาะหลวงพ่อธัมมชโยด้วยแล้ว พูดเป็นเรื่องธรรมะอย่างเดียว
ถ้าทนายเป็นศิษย์ที่มีเพาเวอร์ ทนายจะออกตัวมากกว่านี้ ลูกศิษย์เป็นล้านๆ หาผู้นำสักคนหาไม่มีเลย ไม่งงก็ต้องงง

มีคนหลังไมล์มาถามทนายจะช่วยหลวงพ่ออย่างไรดี เออตอบไปเดี๋ยวทนายก็จะถูกโจมตีจากศิษย์หลวงพ่อได้ เพราะการทำการใหญ่มันต้องมีเงิน ทุกวันนี้ทนายเขียนได้ไม่มีต้นทุน แต่จะให้ทนายทำมากกว่านี้ คงไม่ไหวเพราะมีต้นทุนค่าใช้จ่าย

ลูกศิษย์หลวงพ่อหลายคนจะให้ทนายเข้าไปหาพระผู้ใหญ่ในวัด ทนายปฎิเสธ กลัวหน้าแตก และทนายต้องการเป็นทนายช่วยหลวงพ่อเพื่อความยุติธรรม ทนายไม่ได้หวังเป็นลูกศิษย์วัดแต่อย่างไร

ทุกวันนี้อยากเขียนอะไร ก็เขียนได้ ไม่มีอิทธิพลอะไรมาบีบคั้นให้ต้องเขียนอย่างนั้นอย่างนี้ ทุกอย่างทีทนายเขียน เขียนจากมโนสำนึก ของความถูกต้อง ความยุติธรรม และสิ่งที่ทนายมองเห็น คิดเอง

ข่าวว่าศิษย์ของวัดรู้จักทนายเกือบทั้งหมด โอ้โห้ นั้นเป็นล้านๆคนเลยนะครับ แต่ทนายรู้จักเห็นหน้าเพียง คนสองคน อีกสามสี่คน เคยโทรคุยกันเท่านั้น

วันนี้ทนายเลยขอเขียนเรื่องส่วนตัวลงไปบ้าง เพื่อให้ทุกคนหายสงสัยว่าทนายมาช่วยหลวงพ่อฯทำไม ทนายขอตอบทนายไม่ได้ช่วยหลวงพ่อฯ ทนายช่วยพุทธศาสนา แต่หลวงพ่อฯ เป็นศิษย์ของตถาคต ที่ทนายเห็นเองว่า เป็นพระอริยสงฆ์ ก็เท่านั้นเอง

ทนายกว่าจะหาเงินซื้อบ้านสักหลัก รถสักคัน ใช้เวลาหลายปี แต่หลวงพ่อแก่กว่าทนายประมาณ ๑๐ ปีเศษ ถ้าไม่เป็นอริยสงฆ์ แล้วจะสร้างศาสนจักร์ให้ใหญ่โตได้ขนาดนี้หรือ

ทนายนิทัศน์ ประเสริฐเนติกุล อาทิตย์ ๒๐ พย.๕๙ ๑๕.๓๖ น.

เมื่อกระบวนการยุติธรรมถูกท้าทาย >>>พนักงานอัยการทำงานเป็นอิสระในการสั่งคดี!!!

๓๐ พย.ไม่ใช่การนัดชี้ชะตาหลวงพ่อฯ แต่เป็นการนัดชี้ ถึงความเป็นธรรมที่หลวงพ่อฯควรจะได้รับ หรือ ไม่ได้รับ !!!



ที่ทนายพูดแบบนี้ เพราะตั้้งแต่เป็นทนายมา  จนจะเลิกอาชีพทนาย... ทนายไม่เคยเห็นมีใครกล้า  ไปกดดันพนักงานอัยการเลย แต่คราวนี้เห็นชัดเจนว่า  พนักงานอัยการถูกกดดัน 

ผู้ที่ไปกดดัน หลายคนไม่มีส่วนได้เสียในคดี แต่การไปกดดัน ทำให้เห็นชัดเจนว่า กระบวนการยุติธรรมถูกท้าทาย. 

ถ้ากระบวนการยุติธรรมแพ้อำนาจภายนอก แล้วที่พึงของประชาชนจะอยู่ตรงไหน ? ทนายงงจัง ใครตอบได้ไหม ?

นายกฯ ผู้มีอำนาจสูงสุดในการบริหารประเทศ ก็ยังไม่กล้าแสดงออกมาเพื่อกดดันพนักงานอัยการ นั้น เป็นสิ่งถูกต้องแล้ว

 พนักงานอัยการทำงานเป็นอิสระในการสั่งคดี ไม่ใช่ทำงานแบบต้องฟังคำสั่งคนนอก ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นใครหรือใหญ่แค่ไหน!

อย่าลืมว่าการรับของโจร ผู้รับต้องรู้ว่าเป็นของที่ผิดกฏหมาย อย่างคดีเพชรซาอุ รับของโจรชัดเจน เพราะนายเกียงไกร นั้น เป็นแค่คนบ้านนอก แต่มีทรัพย์มูลค่ามหาศาล แถมไปแอบซื้อขาย กันในราคาถูก ดังนั้นไม่ต้องเถียง รับของโจรแน่นอน !!



หลักปฎิบัติของสงฆ์ในพุทธศาสนา การรับทรัพย์จากการบริจาค ถือว่า เป็นของธรรมดา มีรับกันทุกวัน ทุกเดือน ทุกปี  

ไม่มีพระสงฆ์องค์ไหนจะเคยคิดมาก่อนว่า สักวันหนึ่ง ทรัพย์ที่รับบริจาคมา จะทำให้ตนเองต้องเดือดร้อน กลายเป็นผู้ร้าย



ถ้าพนักงานอัยการสั่งฟ้องหลวงพ่อฯ ถือว่าหักข้อปฎิบัติของสงฆ์ แล้วจะให้สงฆ์ทำตัวอย่างไร เมื่อมีคนนำทรัพย์สินเงินทองมาบริจาค

เมื่อการรับบริจาคมาตั้งแต่สมัยโบราณจนปัจจุบันนี้ ไม่เคยมีคดีแบบนี้ แล้ววันหนึ่ง เกิดคดีกับหลวงพ่อฯ จะให้ลูกศิษย์อยู่เฉยๆ ไม่เรียกร้องต่อสู้เพื่อขอความเป็นธรรมให้กับหลวงพ่อนั้นซิแปลก!!



กฏหมายอาญาจะต้องดูเจตนา แต่เมื่อขาดเจตนาก็ถือว่าไม่ผิด
เงินที่บริจาคมา ข่าวว่า นำไปสร้างศาสนสถาน นั้นย่อมเห็นชัดเจนว่า เป็นการรับบริจาค ตามเจตนาของผู้บริจาค.

 ไม่ใช่รับแล้วเก็บไว้เป็นประโยชน์ส่วนตัวหรือเอาไปแบ่งกันระหว่างผู้บริจาคกับหลวงพ่อ ถ้าเป็นแบบนั้น ทนายก็จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับคดีนี้เลย  

ปล่อยคนผิดสิบคน ดีกว่าเอาคนไม่ผิดคนเดียวเข้าคุก นั้นคือหลักของความยุติธรรม   


ยุติธรรม ยุติธรรม ยุติธรรม  ขอเพียงแค่นี้สำหรับลูกศิษย์หลวงพ่อและของทนายครับ


ทนายนิทัศน์  ประเสริฐเนติกุล 
อาทิตย์ ที่ ๒๐พย.๕๙ ๑๙.๔๐น.

วันพฤหัสบดีที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

อะไรคือความเสียหาย ระหว่างสหกรณ์ฯกับวัด ได้เงินคืนไปแล้วยังกล้าพูดแบบนี้อีกหรือ ???

เงินที่วัดได้มา ทางวัดก็คืนให้กับสหกรณ์ฯไปหมดแล้ว ความเสียหายระหว่างสหกรณ์ฯกับวัด !!

 อะไรคือความเสียหาย ได้เงินคืนไปแล้วยังกล้าพูดแบบนี้อีกหรือว่าเสียหาย !!??

ควรให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย มากกว่ามากดดัน และละเมิดอำนาจของเจ้าหน้าที่นะครับ.



เห็นข่าวไทยรัฐออนไลน์ ๑๖ พย.๕๙ กลุ่มผู้เสียหายสหกรณ์ฯ
นำโดยนายธรรมนูญ อัตโชติ เข้าร้องทุกข์ต่อ ดีเอสไอ เพื่อเร่งสอบสวนคดี หลังอัยการสั่งเลื่อนคดี ออกไปเป็น ๓๐ พย.๕๙

นายธรรมนูญ กล่าวว่าการสั่งเลื่อนคดีหลายครั้ง ทำให้สมาชิกฯไม่ค่อยมั่นใจในกระบวนการยุติธรรม



ทนายอยากจะถามนายธรรมนูญหน่อยว่า ที่ไปร้อง ดีเอสไอ จริงๆแล้วต้องการกระทบถึง อัยการใช่ไหม ?? การสั่งคดีของอัยการเป็นอำนาจอิสระ ส่วนการที่อัยการเลื่อนสั่งคดี ตามปกติเพราะหลักฐานอ่อนใช่ไหม ?? ถึงต้องเลื่อนสั่งคดีไปก่อน !!

การที่อ้างว่าการเลื่อนสั่งคดีทำให้ไม่ค่อยมั่นใจในกระบวนการยุติธรรม หมายความว่า ต้องสั่งฟ้องอย่างเดียวใช่ไหม ?? ถึงจะยุติธรรม !!

ความยุติธรรม เขาต้องให้ทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง !!



เงินที่วัดได้มา ทางวัดก็คืนให้กับสหกรณ์ฯไปหมดแล้ว ความเสียหายระหว่างสหกรณ์ฯกับวัด อะไรคือความเสียหาย !!

ได้เงินคืนไปแล้วยังกล้าพูดแบบนี้อีกหรือว่าเสียหาย คิดว่าอยากให้วัดจ่ายเงินให้กับสหกรณ์ฯอีกเท่าไหร่ละ ถึงไม่เสียหาย ลองบอกตัวเลขมาหน่อยซิ ทนายจะได้บอกกับศิษย์ให้หาเงินมาให้



จริงๆผู้เสียหายคือ ตัวสหกรณ์ ไม่ใช่สมาชิก สมาชิกต้องไปว่ากล่าวกับตัวสหกรณ์ ไม่ใช่มาไล่บี้เอากับทางวัด แล้วผู้รับบริจาครายอื่นๆ อีกเป็นหมื่นล้าน ทำไมไม่ไปไล่บี้ หรือแจ้งความดำเนินคดีกับผู้รับบริจาครายอื่นๆบ้างละ

ถ้าอัยการสั่งฟ้องเพราะแรงบีบของ นายธรรมนูญกับพวก นี้คือความยุติธรรมใช่ไหม?? พระสงฆ์ ศาสนาจะอยู่กันอย่างไร ?? ต่อไปจะรับบริจาคเงินจากใคร ก็ต้องให้พระถามก่อนใช่ไหมว่า เงินนี้เป็นเงินของโยมหรือเปล่า หรือเป็นเงินไปโกงใครมา ??

วันนี้เหนื่อยขอเขียนระบายอารมณ์แค่นี้ก่อน

ทนายนิทัศน์ ประเสริฐเนติกุล พุธ ๑๖ พย.๕๙ ๒๑.๑๐ น.



ถ้าไม่ไปตามเงินอีก 92 % มาคืนให้สหกรณ์ ประชาชนจะได้รับความยุติธรรมได้อย่างไร ?? ทุกวันนี้วัดพระธรรมกายแบกรับภาระแทนหน่วยงานรัฐมามากเกินไปแล้ว ถึงเวลาทวงเงินอีก 92 % คืนมาได้แล้ว !!



หากใครตามอ่านข่าวเรื่องของ สหกรณ์คลองจั่น ตามหน้าสื่อ จะรู้สึกเหมือนกับว่า"เงินทั้งหมดไหลเข้ามาที่วัดพระธรรมกาย" แต่ในความเป็นจริงแล้ว มีเช็คสั่งจ่ายเข้ามาไม่ถึง๘เปอร์เซ็นต์ จากจำนวนเงินทั้งหมด

คำถาม ทำไมเงินก้อนใหญ่อีก ๙๐ กว่าเปอร์เซ็นต์นั้น ดูเหมือนว่า ไม่มีใครสนใจจะไปตามหา แม้แต่จะเอ่ยถึงก็ไม่มี ทำไมกันนะ ขอความเป็นธรรมด้วยเนาะ


จริงๆผู้เสียหายคือ ตัวสหกรณ์ ไม่ใช่สมาชิก สมาชิกต้องไปว่ากล่าวกับตัวสหกรณ์ ไม่ใช่มาไล่บี้เอากับทางวัด แล้วผู้รับบริจาครายอื่นๆ อีกเป็นหมื่นล้าน ทำไมไม่ไปไล่บี้ หรือแจ้งความดำเนินคดีกับผู้รับบริจาครายอื่นๆบ้างละ (Cr: ทนายนิทัศน์ ประเสริฐเนติกุล) 

 Cr. Ptreetep Chinungkuro

วันศุกร์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ประวัติตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชไทย!!

สมเด็จพระสังฆราช เป็นประมุข เป็นที่เคารพสักการะของคณะสงฆ์ และเป็นผู้นำหมู่สงฆ์ที่เรียกว่า “สกลมหาสังฆปริณายก” 

ตำแหน่งนี้มีมานานตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย..



 มีจารึกไว้ในศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง ราว พ.ศ. ๑๘๓๕ ว่า.. 

“พระนครสุโขทัย มีสังฆราช มีปู่ครู มีมหาเถร มีเถร” ตามตำนานคณะสงฆ์ พระนิพนธ์สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้อธิบายถึงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชไว้ตอนหนึ่งว่า..

“สังฆราชเห็นจะเป็นสังฆนายกชั้นสูงสุด ตำแหน่งปู่ครู ตรงกับคำที่เราเรียกว่า พระครูในทุกวันนี้ เป็นตำแหน่งสังฆนายกรองลงมาจากสังฆราช สันนิษฐานว่าเอาอย่างมาจากยศพราหมณ์

 ซึ่งมีตำแหน่งพระราชครู พระครูผู้สอนแบบประเพณี แต่พระมหาเถระและเถระที่กล่าวไว้ในศิลาจารึกนั้น เห็นจะมีความหมายว่า พระภิกษุที่มีพรรษาอายุและทรงคุณธรรมในทางพระศาสนาเป็นมาเถระและเถระตามวินัยบัญญัติ มิได้เป็นสมณศักที่พระเจ้าแผ่นดินทรงตั้ง”

และในตอนหนึ่งทรงนิพนธ์ไว้ว่า..

"ในประเทศสยาม เมื่อพระนครสุโขทัยเป็นราชธานีเห็นจะมีสังฆราชมากกว่าองค์เดียว ด้วยวิธีการปกครองราชอาณาจักรในครั้งนั้น หัวเมืองใหญ่ที่ห่างไกลราชธานีเป็นเมืองประเทศราช

 แม้เมืองใกล้ราชธานี ที่เป็นเมืองใหญ่ ก็ตั้งเจ้านายออกไปปกครองอย่างทำนองประเทศราช เมืองใหญ่เมืองหนึ่งน่าจะมีสังฆราชองค์หนึ่งเป็นสังฆนายกในเมืองนั้น"

ความที่กล่าวนี้มีเค้าเงื่อน ที่ปรากฏในทำเนียบชั้นหลัง ยังเรียกเจ้าคณะเมือง ว่า พระสังฆราช อยู่หลายเมือง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงเปลี่ยนเป็น สังฆปาโมกข์ ในรัชกาลที่ ๔

ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชมีประจำสังฆมณฑลตลอดมา จนถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา และสมัยกรุงรัตโกสินทร์ แต่ไม่มีทำเนียบหรือพระประวัติไว้โดยละเอียด

 เพิ่งมีทำเนียบเป็นหลักฐานในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์นี้เอง.. 

นับแต่สมัยรัชกาลที่ ๑ ถึงรัชกาลปัจจุบัน มีพระมหาเถระได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จสังฆราช ๑๙ องค์ 



ข้อความเฉพาะส่วนนี้คัดมาจาก http://www.mahathera.com/somdej/somdej.html

สมเด็จพระสังฆราช เป็นตำแหน่งที่มีมานานแล้ว ตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย ดังมีหลักฐานจากศิลาจารึก ของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ได้จารึกคำว่าสังฆราชไว้ด้วย

1. การแต่งตั้ง

สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก เป็นตำแหน่งสมณศักดิ์สูงสุดฝ่ายพุทธจักรของคณะสงฆ์ไทย

 ทรงเป็นประธานการปกครองคณะสงฆ์ ตำแหน่งนี้น่าจะมีที่มาจากคณะสงฆ์ไทย นำแบบอย่างมาจาก ลัทธิลังกาวงศ์ 

ซึ่งพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ได้ทรงอัญเชิญพระเถระผู้ใหญ่ของลังกา ที่เชี่ยวชาญในพระไตรปิฎก เข้ามาเผยแผ่พระพุทธศาสนาฝ่าย เถรวาทในประเทศไทย

ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ได้เพิ่มตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชเป็น สกลมหาสังฆปรินายก มีอำนาจว่ากล่าวออกไปถึงหัวเมือง โดยมี สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ เจ้าคณะใหญ่ฝ่าย คามวาสี เป็นสังฆราชขวา 

สมเด็จพระวันรัต เจ้าคณะฝ่ายอรัญวาสี เป็นสังฆราชซ้าย องค์ใดมีพรรษายุกาลมากกว่า ก็ได้เป็นพระสังฆราช 

ในปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา พระอริยมุนี ได้ไปสืบอายุพระพุทธศาสนาที่ลังกาทวีป มีความชอบมาก เมื่อกลับมาได้รับสมณศักดิ์สูงขึ้นตามลำดับจนเป็นสมเด็จพระสังฆราช

 พระเจ้าเอกทัศน์มีพระราชดำริให้คงราชทินนามนี้ไว้ จึงทรงตั้งราชทินนามสมเด็จพระสังฆราชเป็น สมเด็จพระอริยวงศาสังฆราชาธิบดี 

 และมาเป็น สมเด็จพระอริยวงศาญาณ ในสมัยกรุงธนบุรี และได้ใช้ต่อมาจนถึง รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า ฯ จึงได้ทรงปรับปรุงเพิ่มเติมเป็น สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ ซึ่งได้ใช้มาจนถึงปัจจุบัน

ตามทำเนียบสมณศักดิ์ตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา ที่มีตำแหน่งสังฆปรินายก ๒ องค์ ที่เรียกว่า พระสังฆราชซ้าย ขวา ดังกล่าวแล้ว ยังมีคำอธิบายอีกประการหนึ่งว่า ..

สมเด็จพระอริยวงศ์ เป็นพระสังฆราชฝ่ายขวาว่า คณะเหนือ พระพนรัตน์เป็นพระสังฆราชฝ่ายซ้ายว่า คณะใต้ มีสุพรรณบัฏจารึกพระนามเมื่อทรงตั้งทั้ง ๒ องค์ แต่ที่สมเด็จพระพนรัตน์ โดยปกติไม่ได้เป็นสมเด็จ 

ส่วนพระสังฆราชฝ่ายขวานั้นเป็นสมเด็จทุกองค์ จึงเรียกว่า สมเด็จพระสังฆราช จึงเป็นมหาสังฆปรินายก มีศักดิ์สูงกว่าพระสังฆราชฝ่ายซ้าย

ที่พระพนรัตน์ แต่เดิม ทรงยกเกียรติยศเป็นสมเด็จแต่บางองค์ มาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย จึงเป็นสมเด็จทุกองค์

เมื่อครั้งกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี วิธีการปกครองพระราชอาณาจักรในครั้งนั้น หัวเมืองใหญ่ที่ห่างไกลจากราชธานี เป็นเมืองประเทศราชโดยมาก 

 แม้เมืองใหญ่ที่อยู่ใกล้ราชธานี ก็ตั้งเจ้านายในราชวงศ์ออกไปครอง ทำนองเจ้าประเทศราช เมืองใหญ่แต่ละเมือง จึงน่าจะมีสังฆราชองค์หนึ่ง เป็นสังฆปรินายกของสังฆบริษัทในเมืองนั้น

 ดังปรากฏเค้าเงื่อนในทำเนียบชั้นหลัง ยังเรียกเจ้าคณะเมืองว่าพระสังฆราชอยู่หลายเมือง จนมาถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า ฯ จึงได้ทรงเปลี่ยนมาเป็นสังฆปาโมกข์

พระสงฆ์ฝ่ายคามวาสีและอรัญวาสีนี้มีมาแต่ครั้งพุทธกาล คือฝ่ายที่พำนักอยู่ใกล้เมืองเพื่อศึกษาพระธรรมวินัย เรียกว่า คามวาสี 

 อีกฝ่ายหนึ่งบำเพ็ญสมณธรรมในที่สงบเงียบตามป่าเขา ห่างไกลจากบ้านเมืองเรียกว่า อรัญวาสี 

 ภิกษุแต่ละฝ่ายยังแบ่งออกเป็นคณะ แต่ละคณะจะมีพระราชาคณะปกครอง หัวหน้าพระราชาคณะเรียกว่า สมเด็จพระราชาคณะ

แบบแผนการปกครองคณะสงฆ์ของไทย เริ่มจัดวางหลักตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย มีการพัฒนาเพิ่มเติมใน สมัยกรุงศรีอยุธยา

 และต่อมาในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ก็ได้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงบ้างเล็กน้อยมาตามลำดับ 

 จนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้า ฯ การปกครองคณะสงฆ์ก็ยังจัดโดยมีตำแหน่งเปรียบเทียบดังนี้

  สกลสังฆปรินายก ได้แก่สมเด็จพระสังฆราช

  มหาสังฆนายก ได้แก่เจ้าคณะใหญ่

  สังฆนายก ได้แก่เจ้าคณะรอง

  มหาสังฆปาโมกข์ ได้แก่เจ้าคณะมณฑล

  สังฆปาโมกข์  ได้แก่เจ้าคณะจังหวัดที่เป็นพระราชาคณะ

  สังฆวาห ได้แก่เจ้าคณะจังหวัดที่เป็นพระครู

ในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า ฯ ได้โปรดเกล้า ฯ ให้สถาปนาเปลี่ยนคำนำพระนามพระบรมราชวงค์ ชั้นพระองค์เจ้า ผู้ดำรงสมณศักดิ์ในตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชขึ้นใหม่ว่า.. สมเด็จพระมหาสมณเจ้า ทรงเศวตฉัตร ๕ ชั้น พระราชวงค์ชั้นรองลงมา เท่าที่ปรากฏ มีชั้นหม่อมเจ้า 

ผู้ได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช มีคำนำหน้า พระนามว่า สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ทรงฉัตร ๕ ชั้น

ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พุทธศักราช ๒๕๐๕ ได้บัญญัติถึงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชได้ว่า..

 ในกรณีตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชว่างลง ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการประกาศนาม สมเด็จพระราชาคณะ ที่มีอาวุโสสูงสุดโดยพรรษา

 เพื่อปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช จากนั้นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นำพระนามสมเด็จพระราชาคณะ ๔ รูป คือ

 สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ สมเด็จพระวันรัต สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ และสมเด็จพระพุฒาจารย์ เสนอนายกรัฐมนตรี เพื่อนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี

 แล้วนำกราบถวายบังคมทูล ให้พระมหากษัตริย์ทรงวินิจฉัย และจะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ สถาปนาสมเด็จพระราชาคณะรูปใดรูปหนึ่ง ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นสมเด็จพระสังฆราชต่อไป

๒. การสถาปนา

พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช การสถาปนาฐานันดรศักดิ์ และพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์เป็นอำนาจของพระมหากษัตริย์

 ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เป็นการถวายพระราชอำนาจไว้ให้ทรงสถาปนาได้ตามพระอัธยาศัยตามที่ทรงพระราชดำริเห็นสมควร ในการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช  มีข้อควรทราบอยู่ ๓ ประการ คือ

๑. คุณสมบัติของผู้ควรได้รับการสถาปนา

๒. พิธีการสถาปนา


๓. ความเห็นของมหาเถรสมาคม


คุณสมบัติของผู้ควรได้รับการสถาปนา

๑. ต้องเป็นสมเด็จพระราชาคณะ

๒. มีพรรษาสูงสุด หรืออาวุโสสูงสุด *


๓. มีศีลสมาจารวัตรเพียงพร้อม ไม่ด่างพร้อย เป็นที่เคารพสักการะของคณะสงฆ์ และประชาชน และ


๔. ได้บำเพ็ญศาสนกิจเป็นประโยชน์แก่พระศาสนา และราชอาณาจักรเป็นอย่างมาก ทั้งยังสามารถปฏิบัติภารกิจต่อไปได้


* มาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราช บัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ บัญญัติให้เสนอนามสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุด

พิธีการสถาปนา


๑. การดำเนินการ

๒. การตั้งพระราชพิธีสถาปนา


การดำเนินการสถาปนา


เมื่อตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชว่างลง กระทรวงศึกษาธิการ โดยกรมการศาสนา ซึ่งมีอธิบดีเป็นเลขาธิการมหาเถรสมาคม

 จะรวบรวมพระประวัติและผลงานของสมเด็จพระราชาคณะทุกรูป เสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา แล้วนายกรัฐมนตรีนำขึ้นกราบบังคมทูล เพื่อพระมหากษัตริย์ทรงพิจารณาวินิจฉัย

 สถาปนารูปใดรูปหนึ่ง ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช ตามพระราชอัธยาศัย แล้วจะมีพระบรมราชโองการประกาศสถาปนา นายกรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ

การตั้งพระราชพิธีสถาปนา

แต่เดิมไม่ได้กำหนดพิธีสถาปนาขึ้นเป็นพิเศษ โดยถือเอาวันเฉลิมพระชนมพรรษา หรือวันฉัตรมงคลเป็นวันพิธีสถาปนา ร่วมกับพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาหรือฉัตรมงคล แล้วแต่เวลาสถาปนาจะอยู่ใกล้กับวันพระราชพิธีใด


 ต่อมาเมื่อครั้งทรงสถาปนาสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (จวน อุฎฐายี) ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราชใน พ.ศ. ๒๕๐๘ ทรงดำริว่า ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชสำคัญยิ่งในพระพุทธศาสนา


 สมเด็จพระสังฆราชทรงดำรงสมณศักดิ์สูงสุด เป็นสกลมหาสังฆปริณายก ประธานาธิบดีสงฆ์ ทรงเป็นที่เคารพสักการะ และเป็นจุดรวมศรัทธาปสาทะของพุทธบริษัท ทั้งในและนอกราชอาณาจักร


 สมควรจัดพิธีสถาปนาขึ้นเป็นพิเศษต่างหาก ไม่ถือเอาวันเฉลิมพระชนมพรรษา หรือวันฉัตรมงคลเป็นวันสถาปนา ตั้งแต่นั้นมา

พิธีการ จะทรงมีพระกระแสรับสั่งให้สำนักพระราชวัง จัดพิธีการกำหนดวัน เวลา และรายการตามพระราชประเพณีขึ้น ท่ามกลางสังฆมณฑลอันประกอบด้วยกรรมการมหาเถรสมาคม

 โดยสมณศักดิ์เจ้าคณะใหญ่ เจ้าคณะภาค เจ้าคณะจังหวัด พระบรมวงศานุวงศ์ องคมนตรี คณะรัฐมนตรี ประธานรัฐสภาฯ ประธานศาลฎีกา ณ พระอุโบสถพระศรีรัตนศาสดาราม มีการจารึกพระสุพรรณบัฏ

เมื่อได้เวลา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จพระราชดำเนินมายังพระอุโบสถ ทรงจุดธูปเทียนบูชาพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร แล้วทรงประเคนผ้าไตรแด่พระสงฆ์กรรมการมหาเถรสมาคม


 เสด็จไปทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการพระรัตนตรัย ทรงศีล สมเด็จพระราชาคณะทรงถวายศีลจบ ทรงพระกรุณาโปรดฯ ให้พนักงานอาลักษณ์อ่านประกาศกระแสพระบรมราชโองการการสถาปนา

 จบแล้วสมเด็จพระราชาคณะนำสวดสังฆานุโมทนา เสด็จไปถวายน้ำมหาสังข์ทักษิณาวัฏ พระสุพรรณบัฏ พระตราตำแหน่ง พัดยศ เครื่องสมณศักดิ์แด่สมเด็จพระสังฆราช

 พระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา โหรลั่นฆ้องชัย พราหมณ์เป่าสังข์ ภูษามาลาแกว่งบัณเฑาะว์ พนักงานประโคมสังข์ แตร ดุริยางค์

 พระสงฆ์ตามอารามทั่วราชอาณาจักร เจริญชัยมงคลคาถาและย่ำระฆัง แล้วพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงถวายใบปวารณาแด่พระสงฆ์ในสังฆมณฑล

 พระสงฆ์ถวายอนุโมทนา ทรงหลั่งน้ำทักษิโณทก จบแล้วเสด็จพระราชดำเนินกลับ สมเด็จพระสังฆราชขึ้นประทับอาสน์สงฆ์กลางพระอุโบสถ

 พระเถระผู้ใหญ่ ผู้แทนพระบรมวงศานุวงศ์ หัวหน้าคณะรัฐบาล ผู้แทนองคมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานศาลฎีกา เข้าถวายเครื่องสักการะ

 เสร็จแล้วสมเด็จพระสังฆราชทรงออกไปรับเครื่องสักการะของบรรพชิตญวนและจีน แล้วเสด็จกลับ เป็นเสร็จพิธี

ความเห็นของมหาเถรสมาคม

แม้กฎหมายมิได้บัญญัติไว้ว่า การสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช จะต้องได้รับความเห็นชอบจากมหาเถรสมาคมก็ตาม แต่รัฐบาลจะต้องสอบถามความเห็นของกรรมการมหาเถรสมาคม

 นำขึ้นทูลเกล้าถวาย พร้อมทั้งพระประวัติผลงานของสมเด็จพระราชาคณะ เพื่อทราบความเห็นของฝ่ายสงฆ์ด้วย

 ในคำประกาศสถาปนาจะปรากฏสังฆทรรศนะอันเป็นมติของมหาเถรสมาคมอยู่ด้วย ตามทางปฏิบัติ กรรมการมหาเถรสมาคมจะถวายให้เป็นพระราชอำนาจที่จะทรงดำริวินิจฉัยตามพระราชอัธยาศรัย

 (ขอให้สมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภารเจ้ามีพระมหากรุณา ทรงพระราชดำริสถาปนาตามพระราชอัธยาศัย เป็นการเหมาะสมอย่างยิ่ง กรรมการมหาเถรสมาคมทุกรูปเต็มใจที่จะสนองพระเดชพระคุณ) 

เหตุผลก็เพราะว่า สมเด็จพระสังฆราชเป็นพระประมุข เป็นสังฆบิดร ผู้ปกครองสังฆมณฑล ควรเป็นที่ยอมรับเคารพสักการะของคณะสงฆ์มาก่อน หากไม่ฟังเสียงอาจเกิดเสียหายทางการปกครอง และการพระศาสนาได้

๓. อำนาจหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช

เดิมเมื่อยังไม่มีกฎหมายคณะสงฆ์ สมเด็จพระสังฆราชมีอำนาจหน้าที่ในการปกคองคณะสงฆ์ตามพระธรรมวินัย ระเบียบแบบแผนในฐานะเป็นพระมหาเถรผู้ใหญ่สุดของคณะสงฆ์เท่านั้น

 อำนาจบัญชาการอันเป็นตัวบทกฎหมายยังอยู่ที่องค์พระมหากษัตริย์ ผู้เป็นเอกอัครศาสนูปถัมภก และอยู่ที่เสนาบดีกระทรวงธรรมการ ผู้บริหารกิจการพระศาสนาต่างพระเนตรพระกรรณ

 ซึ่งออกเป็นพระบรมราชโองการ หรือประกาศให้คณะสงฆ์ถือปฏิบัติหรือวางระเบียบในการปกครอง

ต่อมาเมื่อประกาศใช้ พ.ร.บ. ลักษณะปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. ๑๒๑ กฎหมายได้กำหนดให้เจ้าคณะใหญ่และเจ้าคณะรอง

 เป็นมหาเถรสมาคมเป็นที่ทรงปรึกษากิจการคณะสงฆ์และการพระศาสนาในขณะยังว่างสมเด็จพระสังฆราช

 ต่อเมื่อได้ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชอำนาจบัญชาการคณะสงฆ์ในสมัยนี้ตกมาอยู่กับองค์สมเด็จพระสังฆราชมากขึ้น

 สมเด็จพระสังฆราชมีอำนาจในการบัญชาการคณะสงฆ์ หรือมีพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราชในกิจการคณะสงฆ์ได้

 แต่อำนาจสูงสุดอยู่ที่องค์พระมหากษัตริย์ตามรูปแบบการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์นั่นเอง

ต่อมาเมื่อประกาศใช้ พ.ร.บ. คณะสงฆ์ พุทธศักราช ๒๔๘๔ อำนาจหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชเจ้าเด่นชัดขึ้น

 เป็นอำนาจสูงสุดเด็ดขาด ไม่ขึ้นกับองค์พระมหากษัตริย์ หรือฝ่ายบ้านเมืองอีก

 พระองค์มีอำนาจในการบัญชาการคณะสงฆ์ในฐานะดำรงตำแหน่งสกลมหาสังฆปริณายก

 แต่ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย คือ ทรงออกสังฆาณัติโดยคำแนะนำของสังฆสภา

 ทรงบริหารการคณะสงฆ์ทางคณะสังฆมนตรี และทรงวินิจฉัยอธิกรณ์ทางคณะวินัยธร ผู้ปฏิบัติหน้าที่แต่ละฝ่ายรับผิดชอบโดยตรงอยู่แล้วกฎหมายให้พระองค์ใช้อำนาจนั้นในฐานะพระประมุขเท่านั้น

ส่วนอำนาจหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชในฐานะสกลมหาสังฆปริณายกตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕  บัญญัติไว้ในมาตรา ๘ ว่า..

 “สมเด็จพระสังฆราชทรงดำรงตำแหน่งสกลมหาสังฆปริณายก ทรงบัญชาการคณะสงฆ์

 และทรงตราพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช โดยไม่ขัดหรือแย้งกับกฎหมาย พระธรรมวินัย และกฎมหาเถรสมาคม”

 และมาตรา ๙ ว่า “สมเด็จพระสังฆราชทรงดำรงตำแหน่งประธานกรรมการมหาเถรสมาคม”

ตามกฎหมายนี้ สมเด็จพระสังฆราช ในฐานะสกลมหาสังฆปริณายกทรงบัญชาการคณะสงฆ์โดยพระองค์เองได้

 และในฐานะประธานกรรมการมหาเถรสมาคม ย่อมมีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบในการบริหารคณะสงฆ์และกิจการพระศาสนาทั้งหมด

 ต่างกับสมัยแรกที่อำนาจที่แท้จริงอยู่ที่พระมหากษัตริย์ สมัยต่อมามีอำนาจแต่เพียงในนามพระประมุขจะใช้อำนาจบัญชาการก็ต้องผ่านสังฆสภา สังฆมนตรี และคณะวินัยธรผ่านสังฆสภา สังฆมนตรี และคณะวินัยธร

 อำนาจสมเด็จพระสังฆราชในปัจจุบันเท่ากับอำนาจสังฆนายก ประธานสังฆสภา และประธานคณะวินัยธร รวมกัน

 เพราะองค์กรทั้งสาม คือสังฆสภา คณะสังฆมนตรี คณะวินัยธร ตามกฎหมายปี ๒๔๘๔ รวมเป็นมหาเถรสมาคม ตามกฎหมายนี้จึงแยกพิจารณาเป็น ๒ ส่วนคือ

๑. อำนาจหน้าที่ในตำแหน่งสกลมหาสังฆปริณายก

๒. อำนาจหน้าที่ ในตำแหน่งประธานกรรมการมหาเถรสมาคม


อำนาจหน้าที่ในตำแหน่งสกลมหาสังฆปริณายก เป็นอำนาจในตำแหน่งพระประมุขโดยตรง มี ๒ อย่างคือ..

 อำนาจบัญชาการคณะสงฆ์

 กับอำนาจตราพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช

 อำนาจบัญชาการหมายถึงอำนาจที่จะสั่งการใดๆ อำนาจตราพระบัญชาคือ อำนาจที่จะวางระเบียบหรือแนวทางปฏิบัติใดๆ ได้

 เมื่อมีพระดำริเห็นว่าเป็นการสมควรในการบริหารคณะสงฆ์ กฎหมายให้อำนาจไว้อย่างกว้างๆ มีข้อจำกัดเพียงว่า..

 การบัญชาการและการตราพระบัญชานั้น ต้องไม่ขัดหรือแย้งกับกฎหมาย พระธรรมวินัย และกฎมหาเถรสมาคม

 หากขัดแย้งกับกฎหมาย พระธรรมวินัย และกฎมหาเถรสมาคม ก็ไม่มีผลบังคับ คำสั่งหรือพระบัญชานั้นใช้ไม่ได้

อำนาจหน้าที่ในตำแหน่งประธานกรรมการมหาเถรสมาคม นับเป็นอำนาจหน้าที่รับผิดชอบในการบริหาร และการปกครองคณะสงฆ์ร่วมกับมหาเถรสมาคม

 ซึ่งมีอำนาจออกกฎมหาเถรสมาคม ข้อบังคับ ระเบียบ หรือออกคำสั่ง เพื่อให้การปกครองเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

 ทั้งนี้ต้องไม่ขัดกับกฎหมายและพระธรรมวินัย ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๘  มหาเถรสมาคมเป็นสถาบันบริหารการคณะสงฆ์ส่วนกลาง 

 ซึ่งรวมอำนาจสังฆสภา คณะสังฆมนตรี และคณะวินัยธร ตามกฎหมายเก่าเข้าไว้

 อำนาจของสมเด็จพระสังฆราชในตำแหน่งนี้ จึงกว้างขวางและมีความรับผิดชอบสูงสุดในการบริหารคณะสงฆ์ร่วมกับมหาเถรสมาคม

ทำเนียบสมเด็จพระสังฆราช กรุงรัตนโกสินทร์..



 ปัจจุบันตำแหน่งพระสังฆราชไทยได้ว่างลง! และกำลังอยู่ระหว่างการรอการแต่งตั้ง สมเด็จพระราชาคณะอาวุโสสูงสุด โดยสมณศักดิ์ ..


คำถามที่เกิดขึ้นก็คือ สมเด็จพระราชาคณะองค์ไหนในจำนวนทั้งหมด 8 รูปที่มีโอกาสได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 20 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์มากที่สุด?
       
 คำตอบในเรื่องนี้จำเป็นต้องไล่เรียง “คุณสมบัติ” ที่บัญญัติเอาไว้ในกฎหมาย ซึ่งก็คือ พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535
       
 ทั้งนี้ หมวด 1 มาตรา 7 ของพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวระบุเอาไว้ชัดเจนในวรรคที่ 1 ว่า “พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์หนึ่ง”
       
 จากนั้นในวรรคที่ 2 ก็ขยายความเอาไว้ว่า “ในกรณีที่ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชว่างลง ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคมเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะ ผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ขึ้นทูลเกล้าฯ

 เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช ในกรณีที่สมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้

 ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคมเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะรูปอื่นผู้มีอาวุโสโดยสมณศักดิ์รองลงมาตามลำดับ

 และสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช”
       
 คำว่าอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์นั้นหมายความว่า ได้รับโปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะชั้นสุพรรณบัฏก่อนรูปอื่นนั่นเอง
       
 จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า ..

สมเด็จพระราชาคณะชั้นสุพรรณบัฏที่มีความอาวุโสสูงสุด เป็นลำดับที่ 1 ก็คือ..



“สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์(ช่วง วรปุญฺโญ)” ปัจจุบันอายุ 90 ปี ได้รับพระราชทานสถาปนาสมณศักดิ์เป็นสมเด็จพระราชาคณะชั้นสุพรรณบัฏ ปี 2538
       


 ลำดับที่ 2 ได้แก่ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (มานิต ถาวโร) ได้รับพระราชทานสถาปนาสมณศักดิ์เป็นสมเด็จพระราชาคณะชั้นสุพรรณบัฏ เมื่อปี 2544 ปัจจุบันอายุ 98 ปี
       

 ลำดับที่ 3 ได้แก่ สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (อัมพร อมฺพโร) ได้รับพระราชทานสถาปนาสมณศักดิ์เป็นสมเด็จพระราชาคณะชั้นสุพรรณบัฏ เมื่อปี 2552 ปัจจุบันอายุ 88 ปี
       

 ลำดับที่ 4 ได้แก่ สมเด็จพระวันรัต (จุนท์ พฺรหฺมคุตฺโต) ธรรมยุตได้รับพระราชทานสถาปนาสมณศักดิ์เป็นสมเด็จพระราชาคณะ เมื่อปี 2552 ปัจจุบันอายุ 79 ปี
       

 ลำดับที่ 5 ได้แก่ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (วีระ ภทฺทจารี ) ได้รับพระราชทานสถาปนาสมณศักดิ์เป็นสมเด็จพระราชาคณะชั้นสุพรรณบัฏ เมื่อปี 2553 ปัจจุบันอายุ 85 ปี
       

 ลำดับที่ 6 ได้แก่ สมเด็จพระธีรญาณมุนี (สมชาย วรชาโย) ได้รับพระราชทานสถาปนาสมณศักดิ์เป็นสมเด็จพระราชาคณะชั้นสุพรรณบัฏ เมื่อปี 2553 ปัจจุบันอายุ 68ปี
       

 ลำดับที่ 7 ได้แก่ สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สมศักดิ์ อุปสโม) ได้รับพระราชทานสถาปนาสมณศักดิ์เป็นสมเด็จพระราชาคณะชั้นสุพรรณบัฏ เมื่อปี 2554 ปัจจุบันอายุ 74 ปี
       

 และลำดับที่ 8 ได้แก่ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท ชวนปญฺโญ) ได้รับพระราชทานสถาปนาสมณศักดิ์เป็นสมเด็จพระราชาคณะชั้นสุพรรณบัฏ เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2557 ปัจจุบันอายุ 73 ปี
       
 สำหรับคำถามที่สำคัญถัดมาก็คือ แล้วเมื่อไรถึงจะมีการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่?



Cr. http://www.dharma-gateway.com/monk/monk-05.htm , MGR ONLINE
  
ภาพประกอบจากwww.google.com