วันพุธที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2560

ควรยกย่องคนทำดี!!

การทำความดีเป็นสิ่งดี การทำบันทึกความดีที่ตัวเองทำเป็นสิ่งดี การส่งให้แม่อ่านเป็นสิ่งดี 

 การที่แม่ชื่นชมลูกในความดีที่ทำไปก็เป็นสิ่งดีเช่นกัน เพราะลูกจะเกิดกำลังใจ และอยากจะทำดีต่อไป!!



 กำลังใจในการทำความดีนั้น เป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะสังคมสมัยนี้ไม่ค่อยนำเรื่องราว “การทำความดี” ออกมานำเสนอกันมากนัก มีแต่ข่าวร้ายๆ ฆ่าคนตาย ปล้นจี้ ข่มขืน ดราม่า บางครั้งก็เป็นข่าวไร้สาระที่ทำให้เสียเวลาในชีวิตไปเปล่าๆ บ้าง ฯลฯ 



 หลายครั้งที่คนทำ “ไม่ดี” กลับได้รับการชื่นชมสรรเสริญเสียอีก ยิ่งคนที่เสพสื่อโซเชียลมากๆ บางครั้งเห็นยอดไลค์ยอดแชร์เยอะๆ ก็พลอยเข้าใจว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ควรทำตาม!

 กลายเป็นว่าสมัยนี้แทบจะแยกไม่ออกว่าอะไรคือ “ความดี ความชั่ว” อะไรคือ “กุศล อกุศล” กลายเป็นว่าอะไรที่ “ถูกใจ” คือ “ดี” แต่ลืมดูว่าถูกกฎหมาย หรือถูกศีลธรรมหรือไม่??


 อะไรคือความดี?? ในเบื้องต้นขอยกมาจากบางส่วนของสัมมาทิฐิ 10 ประการ เพราะพระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ชัดเจนว่า สัมมาทิฐิ เป็นเบื้องต้นของกุศลกรรมทั้งปวง ซึ่งจะยกมาเฉพาะในส่วนที่เป็นความดีพื้นฐาน ได้แก่ 

 การแบ่งปันเป็นความดี, การช่วยเหลือเกื้อกูลเป็นความดี, การยกย่องเทิดทูลผู้มีคุณเป็นความดี, การตอบแทนคุณบิดามารดาเป็นความดี, ความเชื่อในผลของความดีและความชั่ว นี้ก็จัดว่าเป็นความดี นี้คือ “ความดีเบื้องต้น” ที่ทุกความเชื่อ ทุกศาสนาสามารถเข้าใจและปฏิบัติตามได้ 

 ส่วนอะไรคือความชั่ว ในที่นี้คือ การฆ่า การเบียดเบียนผู้อื่น การลักทรัพย์ การมีชู้มีกิ๊ก การพูดเท็จ การเสพสิ่งเสพติด  อบายมุข การพนัน ทั้งหลาย เพราะหากใครทำสิ่งเหล่านี้ ก็ไม่มีใครอยากเข้าใกล้ ไม่มีใครอยากคบหา และเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง



 การทำความดี “เป็นสิ่งดี เราไม่ควรอายที่จะทำความดี คนที่ทำความชั่วต่างหากที่ควรละอาย ให้ดีใจเถิดว่า “เราได้ทำสิ่งที่ดี” ส่วนจะประกาศความดีหรือไม่นั้น ก็แล้วแต่อัธยาศัยของแต่ละคน 


 มีสำนวนไทยว่า “ปิดทองหลังพระ”  หมายถึง การประกอบคุณงามความดี โดยไม่ได้มุ่งหวังจะให้ใครรู้ หรือไม่ได้ป่าวประกาศให้ผู้อื่นรับรู้ หรือต้องการชื่อเสียงและคำสรรเสริญจากผู้อื่น นี่คือการทำความดีของพระโพธิสัตว์โดยแท้ คือทำความดีมุ่งความดีเพียงอย่างเดียว ไม่ควรคิดว่า ทำดีเพื่อหวังคำชม หรืออยากดัง แต่ควรคิดว่า “ทำดีเพราะอยากได้ดี" แต่เมื่อมีผู้ได้พบเห็นการปิดทองหลังพระแล้วนำมาขยายสู่สังคม ความดีที่อยู่หลังพระนั้น ก็จะเป็นกำลังใจและเป็นแบบอย่างแห่งความดีต่อไป 

 ดังเช่น การทำความดี “ปิดทองหลังพระ” ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ที่เป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย ที่เป็นต้นแบบแห่งการทำความดีของคนไทยทั้งหลาย



 ถ้าเห็นคนอื่นทำดี "เราควรชื่นชมคนทำดี" ควรยกย่อง ควรอนุโมทนา ควรมุทิตาจิต ไม่ควรตัดรอนกำลังใจคนทำดี

 เพราะนอกจากคนทำดีจะเสียกำลังใจแล้ว ต่อไปหากเราทำดี เราจะไม่กล้าทำ เพราะกลัวคนด่าคนว่าคนนินทาหมั่นไส้หาว่าอยากเอาหน้า
 เราจะกลายเป็นคนไม่มีกำลังใจที่จะกล้าทำอะไรเลย เพราะการตัดรอนกำลังใจคนอื่นของเรานี่เอง

 การชื่นชมคนทำดีและประกาศความดีออกไป ก็ทำให้สังคมได้รับรู้ถึงสิ่งดีๆ ได้มีต้นแบบแห่งความดี ทำให้คนที่กำลังทำดีเกิดกำลังใจ แม้จะเป็นความดีเพียงเล็กน้อยก็ตาม
 ก็ถือว่าเป็นกำลังใจได้เช่นกัน เหมือนน้ำใสชุ่มเย็นเพียงหยดเดียว ย่อมดีกว่าไฟร้อนๆ หากแต่น้ำหลายๆ หยดไหลรวมกันเป็นสาย ย่อมสามารถดับไฟกองใหญ่ได้ ความดีก็เฉกเช่นเดียวกัน 

 หากทุกคนช่วยกัน “ยกยองคนทำความดี” ประกาศความดีออกไป ยิ่งเผยแพร่ออกไปในสื่อต่างๆ ด้วยแล้ว สังคมเรานี้ก็จะมีแต่สิ่งที่ดี

โดยพระมหาทศพร ปุญฺญงฺกุโร
ขอบคุณรูปภาพจาก Google

วันพุธที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ตอบคำถาม?? ภิกษุ คือใคร โยมจะรู้หรือ? ถ้าพระท่านบอก!!

วันนี้เรามีเรื่องมาจรรโรงพระพุทธศาสนา อีกเรื่องหนึ่ง ส่วนจะเป็นเรื่องอะไรนั้น เรามาติดตามกันเลยนะค่ะ

เพราะโยมแปลคำว่า ภิกษุ ผิดไป !!
(พูดเรื่องอะไรดูที่ภาพประกอบ)


.
ภิกษุ ไม่ได้แปลว่าผู้สงบ
ภิกษุ คือ ผู้ขออันประเสริฐ
.
เพราะเมื่อผู้ถูกภิกษุขอข้าวจากใครแล้ว หากผู้นั้นให้ข้าว ให้น้ำ ให้ที่อยู่อาศัยแล้วไซร้  ชีวิตของผู้ให้ก็ยกระดับจากความเห็นแก่ตัว ไปเป็น การเห็นแก่มนุษยธรรม
.
ส่วนคำว่า สมณะ นั้นเล่า คือผู้สงบ 
สมณะนี้ เป็นพราห์มณ์ก็ได้ หรือนักบวชศาสนาใดก็ได้ ที่งดเว้นจากบาป จัดว่าเป็นผู้สงบจากการเบียดเบียน 
.
เฉพาะที่โยมบอกว่า 
ภิกษุ คือ ผู้เห็นภัยในวัฏฏะสงสาร  
ข้อนี้โยมพูดถูกต้อง 
.
แต่ทำไมโยมถึงรู้ล่ะ ?  ลูกหลานโยมจะรู้เหมือนโยมไหม ถ้าพระท่านไม่มานั่ง facebook live ให้ดูผ่าน โทรศัพท์มือถือ ?
.
คนไทย ชาวพุทธบางส่วนอาจเข้าใจผิดว่า บทบาทของพระนั้นคือ #ต้องอยู่อย่างสงบ 
.
ทั้งๆ ที่ในหลักธรรมคำสอน โดยเฉพาะ สังฆคุณ 9 จะเห็นว่าแต่ละข้อเน้นประโยชน์ตน และเน้นประโยชน์แก่มหาชน ทั้งสิ้น ไม่เห็นปรากฎว่า ต้องเน้นสงบ ใน 9 ข้อนี้
.
ข้อที่ว่า #พระต้องมีความสงบ นี้ อยากให้มองอย่างจำแนกแยกแยะว่า พระท่านสามารถจัดสรรเวลาตามสะดวกของท่านได้เองว่า จะต้องปลีกตัวไปแสวงหาความสงบเวลาใด  

ถ้าโยมมองแค่ว่า..
.
ท่านใช้ facebook เท่ากับไม่สงบ ?!.
.
ตรงนี้ เป็นเพียงทัศนคติของโยมคนเดียว แต่มิใช่ข้อเท็จจริงที่พระท่านเป็น!!
.
โยมเชื่อและปักใจเพียงในสิ่งที่ตามองเห็น แต่โยมไม่เน้นสัมผัสอย่างเข้าถึง ใช่หรือเปล่า??
.
 แล้วนี่มาพูดเรื่องความสงบ ซึ่งเป็นเรื่องลึกซึ้งเข้าไปข้างในจิตใจ มองกันไม่เห็น แต่โยมด่วนตัดสินเลยหรือ??

 โยมคิดว่า ทัศนคติ, ความเชื่อ ของโยม ยังปกติดีอยู่หรือ ???
.
มองไปที่บทบาทของพระ ตามหลัก #องค์แห่งธรรมกถึก (ทำ-มะ-กะ-ถึก) ข้อปฏิบัติในการพูดสอนคน ที่พระต้องมี ก็เป็นองค์ประกอบเดียวกันกับ หลักการพูดในที่ชุมชน หรือการปรากฏตัวต่อสาธารณชน  .
ย่อมบ่งบอกหน้าที่ชัดเจนอยู่แล้วว่า พระต้องใช้ ปัจจัยปัจจุบัน ที่เอื้ออำนวยในการสอนหลักธรรม ไม่ใช่ยึดติด จารีตหรือแนวคิดเก่าที่ขัดต่อวัตถุประสงค์หลัก
.
เทคโนโลยีเป็นของดีต่อมวลมนุษยชาติ ใช้ทำประโยชน์ได้ เฉกเช่นในอดีต ที่พระและฆราวาส ช่วยกันจากรึกคำสอนลงในใบลาน นั่นคือเทคโนโลยีเก่าแก่
.
แต่ยุคปัจจุบัน ท่านจารึกคำสอนลงใน Database ของ Facebook (งงมั้ย?)
.
โยมเป็นอะไรของโยมหนักหนา ถึงได้กลัวการเปลี่ยนแปลง ทั้งๆที่โยมก็รู้ว่าโลกนี้ไม่มีอะไรเที่ยง  
.
อย่าโหยหาอดีต อย่ากลัวอนาคต อยู่กับปัจจุบันขณะเถิดโยม (แซะมากไป ขออภัย)

.
โดยสรุปแล้ว หน้าที่พระ ไม่ใช่แค่เข้าป่า หลบหน้าจากสังคมไปหาความสงบตามที่เข้าใจกัน  
.
แต่นอกเหนือจากการปลีกวิเวกแล้วก็มีการเข้าหาชุมชน เพื่อเผยแผ่ปริยัติธรรม สร้างสาธารณะประโยชน์ และ สอนสมาธิด้วย 
.
หากว่า พระภิกษุ งดเข้าหาเทคโนโลยี 
ทำไม ประวัติศาสตร์สยาม ถึงมีโรงเรียนวัด ก่อนเกิดสถาบันการศึกษาซะด้วยซ้ำล่ะ

สังคมไทยขาดพระไม่ได้หรอกครับ!

โยม อุบาสก อุบาสิกา อยู่ที่ไหนพระก็ต้องอยู่ที่นั่น .....

....ไม่งั้น  บริษัท ก็อยู่ไม่ได้  

ปล. พูดถึง พุทธบริษัท 4 น่ะ โยมเข้าใจแก่นของคำนี้หรือยัง ?
 ------
Thai Monks

12-7-2557

พระภิกษุเป็นที่เคารพนับถือ และเป็นศรัทธาของชาวพุทธมาช้านาน การจะกล่าวถึงพระภิกษุนั้นก็ควรจะให้ความเคารพ และมีวิจารณญาณในการตัดสิน จะได้ไม่เกิดวิบากที่ไม่ดีติดตัวไปนะคะ

วันอังคารที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2560

แคว้นวัชชีผู้ไม่แพ้..>>เพราะความรักสามัคคี

ชาวพุทธต้องสามัคคีกัน
แคว้นวัชชีผู้ไม่แพ้เพราะความรักสามัคคี

พระเจ้าอชาตศัตรูแห่งแคว้นมคธ มีพระประสงค์จะขยายอาณาจักรให้กว้างขวาง

 แคว้นที่หมายตาคือแควันวัชชี ของเหล่ากษัตริย์ลิจฉวี เป็นแคว้นขนาดใหญ่และเจริญกว่าแคว้นใด ในสมัยนั้นผู้ใด ครอบครองได้ย่อมแสดงความยิ่งใหญ่ของกษัตริย์พระองค์นั้น


เหล่ากษัตริย์ลิจฉวีแห่งแคว้นวัชชี ร่วมกันปกครองแคว้นโดยสมัคคีธรรม กษัตริย์แต่ละพระองค์มีพระโอรสบริวาร ตลอดจนดินแดนของพระองค์ทรงมีฐานะเสมอกัน ทรงยกย่องให้เกียรติกัน ไม่ว่าจะทำกิจใด ๆ ก็ทรงปรึกษาหารือกัน

 สำคัญคือ ทรงยึดมั่นในอปริหานิยธรรม ซึ่งเน้นความสามัคคีธรรมเป็นหลัก หากถูกโจมตีเหล่ากษัตริย์ลิจฉวีก็จะทรงร่วมกันต่อสู้ จนฝ่ายศัตรูพ่ายแพ้ไป การทำสงครามกับแคว้นวัชชีจึงไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้ปัญญา ไม่ใช้กำลัง

 พระเจ้าอชาตศัตรูทรงมีปุโรหิตที่ปรึกษาชื่อวัสสการพราหมณ์ เป็นผู้รอบรู้ศิลปศาสตร์และมีสติปัญญาเฉียบแหลม วัสสการพราหมณ์กราบทูลให้ทรงใช้อุบายในการตีแคว้นวัชชี โดยอาสาเป็นไส้ศึกไปยุ่งยงเหล่ากษัตริย์ลิจฉวีให้ทรงแตกความสามัคคี

 พระเจ้าอชาตศัตรูเห็นชอบ วัสสการพราหมณ์จึงเริ่มใช้แผนการ โดยการทูลคัดค้านการไปตีแคว้นวัชชี พระเจ้าอชาตศัตรูแสร้งกริ้วทรงสั่งให้ลงโทษวัสสการพราหมณ์อย่างหนักและเนรเทศไป

  วัสสการพราหมณ์มุ่งหน้าไปเมืองเวสาลี เพื่อขอรับราชการด้วยความเป็นผู้มีวาทศิลป์ รู้จักใช้เหตุผลโน้มน้าวใจ ทำให้เหล่ากษัตริย์ลิจฉวีหลงเชื่อรับวัสสการพราหมณ์ไว้ในพระราชสำนัก ให้ทำที่พิจารณาคดีความและถวายพระอักษรเหล่าพระกุมาร


เมื่อทำหน้าที่เต็มความสามารถให้เป็นที่ไว้วางใจแล้ว  วัสสการพราหมณ์ เริ่มสร้างความแคลงใจในเหล่าพระกุมาร โดยออกอุบายให้พระกุมารเข้าใจผิดว่า พระกุมารพระองค์อื่นนำปมด้อยของตน ไปเล่าให้ผู้อื่นทราบ ทำให้เสียชื่อ

  เหล่าพระกุมารนำความไปกราบทูลพระบิดาต่างก็เชื่อพระโอรสของพระองค์ ทำให้เกิดความขุ่นเคืองกันทั่วไป ในหมู่กษัตริย์ลิจฉวี  เมื่อเวลาผ่านไป 3 ปี สามัคคีพราหมณ์ในหมู่กษัตริย์ลิจฉวีก็สูญสิ้นไป

วัสสการพราหมณ์ทดสอบด้วยการตีกลองนัดประชุม ก็ไม่ปรากฎว่ามีกษัตริย์ลิจฉวีเข้าร่วมประชุม วัสสการพราหมณ์เห็นว่าแผนการเป็นผลสำเร็จ จึงลอบส่งข่าวไปกราบทูลพระเจ้าอชาตศัตรูให้ทรงยกทัพมาตีแคว้นวัชชี 


 ชาวเมืองวัชชีต่างตื่นตระหนกเมื่อทราบข่าวศึก
แต่เหล่ากษัตริย์ลิจฉวีต่างทรงถือทิฐิไม่มีผู้ใดวางแผนป้องกันภัย    

ดังนั้นเมื่อกองทัพของแคว้นมคธถึงเมืองสาลี จึงยกทัพเข้าเมืองได้ง่ายดายและผู้ที่เปิดประตูเมืองให้กองทัพมคธก็คือ วัสสการพราหมณ์นั่นเอง

เพราะฉะนั้น การแตกความสามัคคี จึงเป็นสัญญาณของความหายนะ กษัตริย์ลิจฉวีได้ทำให้เราได้เห็นโทษ ของการแตกความสามัคคี ที่ไม่ได้มีผลกระทบต่อบุคคลเท่านั้น แต่ยังส่งผลถึงสังคมส่วนรวมด้วย 

 นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นความสำคัญ องการใช้สติปัญญาให้เกิดผล โดยไม่ต้องใช้กำลังอีกด้วย


เราชาวพุทธต้องสามัคคีกัน
ถ้าเรามีความสามัคคีแล้ว เมื่อเกิดสิ่งใดๆ มาทำร้ายก็ย่อมพ่ายไป
เหมือนดั่งแคว้นวัชชีผู้ไม่แพ้ ในยุคพุทธกาล เพราะความสามัคคีฉันใด
เราชาวพุทธ หากสามัคคีก็ไม่แพ้ศึกใดๆ ฉันนั้น


หลักอปริหานิยธรรมสำหรับฝ่ายคฤหัสถ์ มีดังนี้
 ๑. หมั่นประชุมกันเนือง ๆ

  ๒. ประชุมหรือเลิกประชุม และทำกิจของส่วนรวมอย่างพร้อมเพรียงกัน

  ๓. ไม่บัญญัติสิ่งที่มิได้บัญญัติ ไม่ถอนสิ่งที่ได้บัญญัติไว้แล้วยึดถือปฏิบัติตามหลักธรรมที่บัญญัติไว้

  ๔. เคารพนับถือเชื่อฟังและให้เกียรติแก่ผู้เป็นประธาน ผู้บริหารหมู่คณะ และปฏิบัติตามหลักธรรมที่บัญญัติไว้

  ๕. ให้เกียรติ ให้ความปลอดภัยแก่สตรีเพศ ไม่ข่มเหงฉุดคร่า

  ๖. เคารพนับถือบูชาพระเจดีย์ทั้งหลายทั้งภายในและภายนอกเมือง และไม่บั่นทอนผลประโยชน์ที่เคยอุปถัมภ์บำรุงพระเจดีย์เหล่านั้น

  ๗. จัดการอารักขาโดยธรรมแก่พระอริยะ ด้วยตั้งความปรารถนาว่า พระอริยะเหล่านี้ที่ยังไม่มาสู่บ้านนี้เมืองนี้ขอให้มา ส่วนที่มาแล้วขอให้ท่านอยู่ผาสุก

Cr.กลุ่มไลน์

วันจันทร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ฆราวาสจะมาช่วยตรวจสอบบัญชีวัด และมาปฏิรูปคณะสงฆ์ ??

เป็นการดีหรือไม่ที่ฆราวาสจะเข้ามาช่วยตรวจสอบบัญชีวัด มาช่วยปฏิรูปคณะสงฆ์ ??



เรื่องฆราวาสจะมาช่วยตรวจสอบบัญชีวัด และมาปฏิรูปคณะสงฆ์ อันนี้ต้องอธิบายกันยาวหน่อย

พระพุทธศาสนาประกอบด้วย พุทธบริษัท 4

การทำงานเป็นทีม กระจายงานออกไป ใครรับผิดชอบอะไร
ทำหน้าที่ของตนเองให้ดี ประเมิน ตรวจสอบ แก้ไข พัฒนางาน ประสานงาน... ฯลฯ

ในส่วนของตนให้ดี ทีมก็ประสบความสำเร็จ องค์กรของตนก็เจริญรุ่งเรือง

ถ้ามองภาพใหญ่ขึ้น ประเทศชาติก็แบ่งงานไปเป็นทีมต่างๆ แต่เป็น
ทีมที่ใหญ่เป็นกระทรวงทบวงกรม หน่วยงานภาครัฐ เอกชน......ฯลฯ

ถ้าทุกฝ่ายทำหน้าที่ของตน ตรวจสอบงานของตนให้ดี งานตนก็สำเร็จ ประเทศชาติก็เจริญ


*** ในเมื่อ บัญชีการเงินวัด มีระบบบริหารจัดการ มีกฎหมาย มีกฎกระทรวง มีกรรมการ มีผู้รับมอบอำนาจ มีการสรุปส่ง มีระบบการตรวจสอบอยู่แล้ว

วัดใดมีปัญหาก็ให้ ‘ผู้ที่มีหน้าที่’ ตรวจสอบวัดนั้นอย่างเข้มงวด ไปตามระบบ และแจ้งผู้เกี่ยวข้องของทุกๆวัดให้รอบคอบมากขึ้น เพื่อจะได้ไม่เกิดปัญหา

***ปกติหน่วยงานรัฐ เอกชน ก็มีระบบตรวจสอบ มีเจ้าหน้าที่ทำหน้าที่ตรวจสอบ ซึ่งจะ ‘ชำนาญและเข้าใจระบบ’การเงินของหน่วยงานนั้นๆดี ไม่ใช่หน่วยงานนี้

อยากไปตรวจหน่วยงานนั้น หน่วยงานนั้น อยากไปตรวจหน่วยงานโน้น ก็วุ่นวายกันไปหมด มั่วไปตรวจคนอื่นแล้วงานในหน้าที่ของตนใครทำใครตรวจสอบ พัฒนา

แล้วอยากจะให้ใครที่...ไม่มีหน้าที่เข้าไปตรวจบัญชีของตนบ้างมั้ย!!

สรุป:
-หน่วยงานที่ไม่ได้มีหน้าที่ แต่อยากตรวจ งานของตนเองก็ทำไม่ได้ดี มัววุ่นวายกับงานที่ ไม่ใช่หน้าที่ ไม่ชำนาญ เพราะการเงินแต่ละหน่วยงานจะต่างกัน... ของวัด ก็ไม่เหมือนของร.พ. ไม่เหมือนของร.ร. เป็นต้น

-หน่วยงานที่ถูกตรวจสอบ ก็ไม่ได้ทำงานที่ควรทำ คอยรวบรวมสรุปชี้แจง ตรงนั้น ตรงนี้ ตรงโน้น แล้วจะพัฒนาองค์กรของตนให้เจริญได้เมื่อไร

บัญชีวัด

- มีระบบ มีกฎหมาย มีกฎกระทรวง มีกรรมการ ... ฯลฯ ตรวจสอบแล้ว

- มีประชาชนผู้บริจาคตรวจสอบ ยิ่งถ้าวัดนั้นอยู่ได้ด้วยศรัทธา
ประชาชน โดยไม่ได้ใช้งบประมาณจากที่อื่น 
... ประชาชนก็จะตรวจสอบ ก็เค้าเป็นเจ้าของงบประมาณนิ 
.... ยิ่งเกิดจากประชาชนนับแสน นับล้าน
.... วัดนั้นก็ถูกตรวจสอบด้วยคน นับแสน นับล้านเช่นกัน..บริจาคสร้างอะไร โครงการอะไร แล้วสิ่งนั้นเกิดขึ้นจริงๆรึเปล่า ได้ใช้ประโยชน์แก่พระพุทธศาสนาจริงๆรึเปล่า …ฯลฯ 
.... ถ้าไม่จริงก็เลิกบริจาค ก็แค่นั้น!

- มีพระธรรมวินัย ซึ่งละเอียด ลออ เข้มงวดมาก และพระภิกษุต้องปฏิบัติ มีระบบการบริหารจัดการ ตรวจสอบให้เป็นไปตามพระวินัยอย่างเคร่งครัด อย่างเป็นระบบ


*** แล้วฆราวาส มีแบบนี้รึเปล่า ถ้าไม่มี แล้วจะตรวจเพื่อ.....

ging072

#ปฏิรูปสงฆ์#พุทธศาสนา#ฆราวาสปกครองพระ

Cr.เจาะลึกธรรมกาย

เนื่องในมงคลสมัยเจริญพระชันษา ๙๐ ปี เจ้าพระคุณสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (อัมพร อมฺพรมหาเถร ป.ธ.๖)


วันที่ ๒๖ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๐
เนื่องในมงคลสมัยเจริญพระชันษา ๙๐ ปี
เจ้าพระคุณสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
(อัมพร อมฺพรมหาเถร ป.ธ.๖)
ประธานกรรมการมหาเถรสมาคม
เจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต
แม่กองงานพระธรรมทูต
เจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร

ขอประทานถวายพระพรให้เจริญพระชันษายั่งยืนนาน
ควรมิควรแล้วเเต่จะโปรด
เกล้าฯ กองการคณะสงฆ์วัดพระธรรมกาย

-----------------------------------------------------
วัดพระธรรมกาย จึงขอนิมนต์พระภิกษุสามเณร
เรียนเชิญอุบาสก อุบาสิกา และเหล่ากัลยาณมิตร และประชาชน เข้าร่วมพิธีเจริญชัยมงคลคาถา ถวายสมเด็จพระสังฆราช
ในวันจันทร์ที่ ๒๖ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๖๐ เวลา ๐๗.๐๐น.
ณ ศาลาประชาคม หน้าอุโบสถ วัดพระธรรมกาย จ.ปทุมธานี
----------------------------------------------------

๏ ลำดับพระอิสริยยศ

พ.ศ. ๒๔๙๔ เป็นเปรียญธรรม ๖ ประโยค

พ.ศ. ๒๕๑๔ เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ ในราชทินนามที่ #พระปริยัติกวี

พ.ศ. ๒๕๒๔ เป็นพระราชาคณะชั้นราช ในราชทินนามที่ #พระราชสารสุธี ศรีปริยัติวราทร ยติคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี

พ.ศ. ๒๕๓๓ เป็นพระราชาคณะชั้นเทพ ในราชทินนามที่ #พระเทพเมธาภรณ์ สุนทรธรรมานุนายก วิสุทธิสาธกสาธุกิจ ยติคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี

พ.ศ. ๒๕๓๘ เป็นพระราชาคณะชั้นธรรม ในราชทินนามที่ #พระธรรมเมธาภรณ์ สุนทรวาสนวงศวิวัฒ ศรีปริยัติกิจจานุกิจ ปาพจนวิภูษิตคุณาลงกรณ์ ยติคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี

พ.ศ. ๒๕๔๓ เป็นพระราชาคณะเจ้าคณะรอง ชั้นหิรัญบัฏ ในราชทินนามที่ #พระสาสนโสภณ วิมลญาณอดุลสุนทรนายก ตรีปิฎกธรรมาลังการภูษิต ธรรมนิตยสาทร ศาสนกิจจานุกร ธรรมยุติกคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี

พ.ศ. ๒๕๕๒ เป็นสมเด็จพระราชาคณะ ชั้นสุพรรณบัฏ ในราชทินนามที่ #สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ พิพัฒนพงศ์วิสุต พุทธปาพจนานุศาสน์ วาสนวรางกูร วิบูลศีลสมาจารวัตรสุนทร ตรีปิฎกธรรมวราลงกรณวิภูษิต ธรรมยุตติกคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี อรัณยวาสี

๑๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๐ ทรงได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก มีพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า #สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สุขุมธรรมวิธานธำรง สกลมหาสงฆปริณายก ตรีปิฎกธราจารย อัมพราภิธานสังฆวิสุต ปาพจนุตตมสาสนโสภณ กิตตินิรมลคุรุฐานียบัณฑิต วชิราลงกรณนริศรปสันนาภิสิตประกาศ วิสารทนาถธรรมทูตาภิวุฒ ทศมินทรสมมุติปฐมสกลคณาธิเบศร ปวิธเนตโยภาสวาสนวงศวิวัฒ พุทธบริษัทคารวสถาน วิบูลสีลสมาจารวัตรวิปัสสนสุนทร ชินวรมหามุนีวงศานุศิษฏ บวรธรรมบพิตร สมเด็จพระสังฆราช

Cr.เพจพัดยศสมณศักดิ์พระสงฆ์ไทย, กองการคณะสงฆ์

วันอังคารที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2560

น้อมถวายมุทิตาสักการะ การแต่งตั้งเจ้าคณะจังหวัดเพชรบูรณ์..

กราบถวายมุทิตาสักการะ 

เนื่องในโอกาสที่.. 
พระศรีพัชโรดม (ลักษณะ กิตฺติญาโณ ป.ธ.๙, ศษ.บ., กศ.ม., พธ.ด.)

มหาเถรสมาคม (มส.) มีมติอนุมัติให้มีการแต่งตั้ง ดำรงตำแหน่ง "เจ้าคณะจังหวัดเพชรบูรณ์"



ในการประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) ครั้งที่ ๑๖/๒๕๖๐ 
เมื่อวันอังคารที่ ๒๐ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๐
ณ อาคารสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม 

มีมติอนุมัติให้มีการแต่งตั้ง พระศรีพัชโรดม เป็นเจ้าคณะจังหวัดเพชรบูรณ์

ชมวีดีโอ คลิ๊ก
https://www.youtube.com/watch?v=WRHJ6WONo04
( นาทีที่ ๒:๓๗ )




ประวัติการศึกษา พระเดชพระคุณ พระศรีพัชโรดม

- สำเร็จการศึกษาประโยค ป.ธ.๙ พ.ศ. ๒๕๔๓
- ศษ.บ. (บริหารการศึกษา) ม. สุโขทัยธรรมาธิราช พ.ศ.๒๕๔๖

- กศ.ม. (บริหารการศึกษา) ม.นเรศวร พ.ศ.๒๕๕๑
- พธ.ด. (พระพุทธศาสนา) มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๖๐


ตำแหน่งหน้าที่การงาน

- พระราชาคณะชั้นสามัญ

- ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุ จ.เพชรบูรณ์

- เลขานุการเจ้าคณะจังหวัดเพชรบูรณ์

- รองเจ้าคณะอำเภอเมือง จ.เพชรบูรณ์

- อาจารย์ใหญ่สำนักศาสนศึกษาวัดมหาธาตุ จังหวัดเพชรบูรณ์

- พระจริยานิเทศก์ประจำจังหวัดเพชรบูรณ์ ในด้านการศึกษา

- ผู้อำนวยการโรงเรียนปริยัติสามัญวัดมหาธาตุ 

- อาจารย์ประจำห้องเรียนจังหวัดเพชรบูรณ์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.)

- หัวหน้าสำนักงานบริหารโครงการหลักสูตรประกาศนียบัตรการบริหารกิจการคณะสงฆ์ (ป.บส.) วัดมหาธาตุ จังหวัดเพชรบูรณ์

- หัวหน้าคณะ ๘ วัดมหาธาตุ (พระอารามหลวง) จังหวัดเพชรบูรณ์

- เลขานุการเจ้าคณะจังหวัดเพชรบูรณ์    

- พระอุปัชฌาย์ ปี ๒๕๕๕                

- รองเจ้าคณะจังหวัดเพชรบูรณ์      

ในปีพ.ศ. ๒๕๕๔  ได้รับประกาศเกียรติคุณ “รางวัลพุทธคุณูปการ กาญจนเกียรติคุณ” คณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร.

และพ.ศ. ๒๕๕๕  ได้โล่เกียรติคุณ “คนดีศรีสยาม” สาขานักพัฒนาและผู้ทำคุณประโยชน์ต่อสังคมและศาสนา (ฝ่ายคณะสงฆ์) จาก 
พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ 
..............

กราบถวายมุทิตาสักการะ พระเดชพระคุณ พระศรีพัชโรดม เจ้าคณะจังหวัดเพชรบูรณ์ ด้วยความเคารพอย่างสูง

Cr.กองการคณะสงฆ์ , Us-dhamma , เพจสำนักงานเจ้าคณะจังหวัด พช. วัดมหาธาตุ จังหวัดเพชรบูรณ์

วันจันทร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2560

หัวใจที่เสียสละด้วยความศรัทธา คือ "ลมหายใจของพระพุทธศาสนา"!!!

“ขอให้คิดเสมอว่า วันนี้อาจจะเป็นวันสุดท้ายของชีวิตก็ได้ ขอให้เราอย่าได้ประมาท”

ชีวิตชายแดนใต้ ที่ถูกกัดกร่อนด้วยความหวาดกลัว แต่ยังคงมีความมั่นคง ความเข้มแข็งเป็นใยถักทอกันไว้ แม้ไม่แข็งแรงแต่ก็เหนียวมั่นคง


ทุกๆ เช้า-เย็น หลังจากทำวัตรสวดมนต์ เจริญจิตภาวนาเสร็จ หลวงพ่อเจ้าอาวาส ให้โอวาทเตือนสติพระภิกษุ - สามเณร เป็นประจำทุกๆ วัน

ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ ๑๐ ปีที่แล้ว หลายท่านคงเคยได้ยินข่าวพระสงฆ์ถูกระเบิดขณะออกบิณฑบาต ในถนนหลักติดตลาด เขตอำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส ผู้เขียนยังจำภาพนั้นจากข่าวติดตาอยู่เลย ภาพพระสงฆ์จำนวน ๔-๕ รูปนอนเกลื่อนถนน บาตรกระจัดกระจาย ลูกศิษย์ถือปิ่นโต นอนจมกองเลือดด้วยความเจ็บปวด แต่ก็จำไม่ได้ว่าพระสงฆ์แต่ละรูปนั้นเป็นใคร

วันหนึ่งผู้เขียนมีโอกาสเดินทางไปที่วัดพรหมนิวาส อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส แล้วนั่งฟังพระสงฆ์รูปหนึ่ง ท่านเล่าถึงเหตุการณ์เกี่ยวกับพระสงฆ์โดนระเบิดขณะออกบิณฑบาตให้ฟัง หลายรูปก็ฟังด้วยใจจดใจจ่อ ท่านเล่าเหตุการณ์แต่ละฉากๆ เสมือนว่าท่านอยู่ในเหตุการณ์จริง ผู้เขียนนั่งฟังอยู่ก็นึกภาพไปตาม สัมผัสได้ถึงความเจ็บ ทุกข์ทรมานกายใจ

ตอนนั้น พระครูวิสิฐพรหมคุณ หลวงพ่อเจ้าอาวาส ท่านก็นั่งฟังอยู่ด้วย สักพักหนึ่งท่านก็เปิดภาพข่าวหนังสือพิมพ์เก่าๆ ฉบับหนึ่งในโทรศัพท์ให้ดู ซึ่งเป็นภาพของท่านเองที่ถูกระเบิด วันนี้เรามาเจอผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง

 ท่านเล่าย้อนให้ฟังว่า วันที่เกิดเหตุไม่ได้มีลางบอกเหตุอะไรมาก่อน ก็เดินออกไปบิณฑบาตตามปกติ สิ้นเสียงระเบิดก็เห็นทุกคนล้มลง รวมถึงตัวเองด้วย ตอนนั้นมีสติดี อยากจะช่วยเหลือทุกคน แต่ได้ยินแต่เสียงตะโกนบอกว่า ระวังดีๆ อาจจะมีระเบิดซ้ำ

 ตอนนั้นไม่รู้จะระวังอย่างไร เพราะขยับตัวไปไหนไม่ได้ เป็นบุญอยู่ที่ไม่มรณภาพ ปัจจุบันจีวรชุดนั้นผมยังเก็บไว้อยู่ กราบก่อนนอนจำวัดทุกวัน บาตรที่เป็นรูถูกสะเก็ดระเบิดก็ยังเก็บไว้เป็นอนุสรณ์เตือนสติ ถึงความไม่แน่นอนของชีวิต ความตายเกิดขึ้นได้ทุกวินาที

หลวงพ่อเจ้าอาวาสเล่าให้ฟังเพิ่มเติมว่า ทุกวันนี้หลังจากทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็น แผ่เมตตาเสร็จแล้ว ก็ให้โอวาทแก่พระภิกษุ-สามเณรตลอดเวลาว่า “ขอให้คิดเสมอว่า วันนี้อาจจะเป็นวันสุดท้ายของชีวิตก็ได้ ขอให้เราอย่าได้ประมาท” 

ท่านพูดไปยิ้มไป เล่าถึงจังหวัดนราธิวาสว่า มีแต่ของดีทั้งนั้น ธรรมชาติดี อากาศดี อาหารดี ทุกอย่างดีหมด แต่บางครั้งคนอารมณ์ไม่ดี ก็เลยมีวางระเบิดบ้าง 

ผู้เขียนได้ฟังหลวงพ่อแล้วก็รู้สึกผ่อนคลายไปเยอะ นึกถึงท่านว่าอยู่ในพื้นที่เสี่ยงอย่างนี้ ท่านก็ยังมีอารมณ์ขัน อารมณ์ขันมันดีอย่างนี้นี่เอง แต่อารมณ์ไม่ดี ไม่ดีเลย

ได้ยินเรื่องของอารมณ์ไม่ดี ตั้งแต่เดินทางมาเข้ามาในเขตของพื้นที่จังหวัดนราธิวาส คนขับรถเป็นผู้มีความชำนาญเส้นทางเป็นพิเศษ รู้เรื่องเหตุการณ์เยอะมาก



 พอรถวิ่งผ่านไปที่ตรงไหนจะมีเรื่องเล่าให้ฟังตลอดว่า เส้นทางนี้เคยเกิดเหตุระเบิดแล้วกี่ครั้งแล้ว ตรงนี้มีการยิงแล้วทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนกี่ศพอะไรทำนองนี้ ตรงนี้เขาชอบวางตะปูเรือใบเจ้าหน้าที่

 ซึ่งมองในมุมหนึ่งก็เป็นการฝึกมรณานุสติได้เป็นอย่างดี ให้ระลึกถึงความตายอยู่เสมอ แต่ในระหว่างนั้นผู้เขียนมีความตื่นเต้นไม่ค่อยมองเป็นมรณานุสติเท่าไหร่ ส่วนใหญ่จะถูกความกลัวครอบงำ

วันหนึ่งผู้เขียนมีธุระไปในตัวเมืองนราธิวาสจึงได้ขอติดรถโยมท่านหนึ่งไปด้วย โยมเล่าให้ฟังว่า เป็นคนจังหวัดเชียงใหม่ มาอยู่ที่นี่นานพอสมควรแล้ว ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ใหม่ๆ ก็มีความกลัวอยู่บ้าง แต่ทุกวันนี้มีความรู้สึกเป็นปกติแล้ว มีความเข้าใจเหตุการณ์ 

“โยมคิดอย่างนี้ ถ้ามันถึงคราวของเราอยู่ที่ไหนก็ตาย ซึ่งในขณะนั้นรถวิ่งไปถึงตรงจุดที่เกิดเหตุการณ์ระเบิดพระสงฆ์บิณฑบาตในครั้งนั้นพอดี โยมพูดไปด้วยพร้อมกับชี้บอกว่า ที่ตรงนี้แหละที่หลวงพ่อโดนระเบิด เห็นไหมขนาดโดนระเบิด ถ้ายังไม่ถึงคราวตายก็ไม่ตาย ทุกวันนี้โยมคิดอย่างนี้ ไปไหนมาไหนสบายหน่อย”

แล้วโยมก็หันหน้ามาถามผู้เขียนว่า แล้วพระอาจารย์คิดอย่างไร ไม่กลัวหรือจึงลงมาถึงจังหวัดนราธิวาส ? 

ผู้เขียนตอบว่า เรื่องความกลัวเป็นเรื่องธรรมดา ที่สุดของความกลัวก็คือความตาย โยมก็พูดขึ้นประโยคหนึ่งบอกว่า ท่าน ไม่ต้องกลัวหรอก โยมรับรองเรื่องความปลอดภัย แต่เรื่องความไม่ปลอดภัย โยมไม่กล้ารับรอง พอโยมพูดประโยคนี้ขึ้นมา มันทำให้หวนระลึกถึงคำว่า มรณานุสติได้อย่างแท้จริง

วันนั้นโยมพาไปสัมผัสพื้นที่ที่เคยเกิดเหตุการณ์ พร้อมมีเรื่องเล่าประกอบให้เห็นความเป็นอยู่ของวิถีชีวิตของคนที่นี่ ทำให้ผู้เขียนได้เข้าใจความรู้สึกของคนในพื้นที่ว่า เวลาเกิดเหตุการณ์แล้วรู้สึกอย่างไร ไม่มีเหตุการณ์ร้ายแรงครั้งไหนที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่ทำความรู้สึกให้เกิดความเจ็บปวด

การดำรงอยู่ได้ของกิจวัตรของพระสงฆ์ในพื้นที่ คือการดำรงอยู่ได้ของพระพุทธศาสนา ในพื้นที่ซึ่งชาวพุทธเหลืออยู่น้อย อย่างเช่นในพื้นที่ของ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ถ้าสถานการณ์ยังเป็นอยู่ในลักษณะนี้ อีกไม่นานคงจะหมดไป

 เพราะในหลายๆ พื้นที่ไม่มีผู้สืบต่อแล้ว พูดถึงคนที่จะบวชก็มีน้อยลงเต็มที ที่วัดก็มีหลวงปู่ หลวงตาที่ทำหน้าที่ในการดูแลวัด ดูแลพระพุทธศาสนา



คำว่า ที่พึ่งอันสงบแห่งใจ อันได้แก่ พระรัตนตรัย คือพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ พระสงฆ์ก็ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ ดูเหมือนว่า พระสงฆ์ในพื้นที่ก็อยู่ลำบากมากขึ้น จะไปไหนมาไหน ก็ยากลำบาก เสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย

 ถ้าสถานการณ์เป็นอย่างนี้ ในไม่ช้าพระสงฆ์ก็คงหมดไปในพื้นที่ จะเหลือแต่เพียงซากกุฏิ ศาลา วิหาร ลานเจดีย์ที่มีแต่จะผุพังไปตามกาลเวลา และมีสัญลักษณ์เพียงแค่สีจีวรให้ได้ระลึกถึงว่า ณ ดินแดนแห่งนี้เคยมีพระสงฆ์ เคยมีชาวพุทธอาศัยอยู่ ทุกๆ เช้าชาวบ้านจะมาคอยใส่บาตรพระสงฆ์ แสงอาทิตย์สาดส่องกระทบจีวรให้เหลืองอร่าม คิดแล้วก็ได้แต่สังเวชใจ

ผู้เขียนได้ยินเรื่องราวแล้วทำให้เกิดความสะเทือนใจเป็นอย่างมาก มีครั้งหนึ่งทางโรงพยาบาลต้องการจะนิมนต์พระสงฆ์ไปโปรดญาติโยมที่ป่วยหนักที่อยู่ในโรงพยาบาล คนป่วยหวังอยากจะเห็นพระสงฆ์ผู้เป็นเนื้อนาบุญของชีวิต ครั้งสุดท้ายก่อนที่จะหมดลมหายใจ

 แล้วก็ไปนิมนต์พระสงฆ์ที่วัดแห่งหนึ่งแต่ก็ไม่มีรูปไหนที่จะเดินทางไปได้ โยมผู้มานิมนต์ก็เลยบอกว่า ไม่เป็นไรท่าน งั้นโยมขอยืมบาตรและจีวรไปให้คนป่วยได้เห็นชายผ้าเหลือง ได้อธิษฐานแทนก็แล้วกัน แล้วโยมก็นำบาตรและจีวรไปให้คนป่วยได้อธิษฐานตามที่กล่าวอย่างนั้นจริงๆ

เราทุกคนไม่สามารถจะย้อนเวลากลับไปทำหน้าที่ที่มันผ่านมาแล้วได้ สิ่งที่เราจะทำได้คือทำปัจจุบันให้ดีที่สุด พูดถึงการทำหน้าที่ของพระธรรมทูตอาสาก็เป็นอีกหนึ่งบทบาทของพระสงฆ์ในพื้นที่ที่ยืนหยัดอยู่เป็นที่พึ่งให้แก่ชาวบ้านให้แก่ชุมชน

ผู้เขียนได้พูดคุยกับพระธรรมทูตอาสารูปหนึ่งของจังหวัดนราธิวาส ท่านเล่าให้ฟังว่ามีแรงบันดาลใจในการทำหน้าที่ เมื่อครั้งหนึ่งคณะพระธรรมทูตอาสา ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้ มากราบเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) ผู้ดำริให้จัดตั้งพระธรรมทูตอาสาขึ้น

 แล้วเจ้าประคุณฯ ก็ได้ให้โอวาท มีความตอนหนึ่งว่า “เราตายได้ พระพุทธศาสนาตายไม่ได้ หากไม่มีพระสงฆ์ในพื้นที่ชาวพุทธก็หมดที่พึ่ง แม้วันใดวันหนึ่งข้างหน้า พระพุทธศาสนา ชาวพุทธจะอยู่ไม่ได้จริงๆ ก็ขอให้พระสงฆ์เดินออกจากพื้นที่เป็นคนสุดท้าย”



  ทำให้ในปัจจุบันนี้หลายรูปได้ทำลายกำแพงแห่งความกลัวไป เหลือไว้แต่หัวใจที่เสียสละด้วยความศรัทธาในพระพุทธศาสนา ตามปณิธานของเจ้าประคุณสมเด็จฯ

 ผู้เขียนได้เห็นข่าวการออกบิณฑบาตของพระครูปัญญาธนากร เจ้าอาวาสวัดตันติการาม ตำบลตันหยงลิมอ อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส ซึ่งหยุดการบิณฑบาตมา ๑๒ ปีแล้ว

 ด้วยความมุ่งหวังอยากให้ลูกศิษย์ที่บวชด้วย ออกไปโปรดญาติโยมเป็นเนื้อนาบุญให้กับโยมพ่อโยมแม่ และญาติพี่น้องบ้าง จึงเป็นภาพที่เป็นนิมิตหมายอันดี สำหรับการคืนลมหายใจให้แก่พระพุทธศาสนาในพื้นที่สีแดงของ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้

ทุกอย่างที่เกิดขึ้นไม่ว่าดีหรือร้าย ชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป การที่เราปล่อยวางภาระหน้าที่ต่อพระศาสนาที่เราอาศัยอยู่ โดยที่ไม่ต้องทำอะไรเลย บางทีเราอาจจะคิดว่า เราเป็นผู้โชคดีที่สุด

 แต่ถ้าพลันนึกถึงวันสุดท้ายของชีวิต เราจะเป็นคนที่เสียดายที่สุด เสียดายที่ได้เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เกิดมาได้อาศัยร่มเงาพระพุทธศาสนาเป็นที่พึ่งของชีวิต แต่ไม่ได้ตอบแทนคุณพระพุทธศาสนาเลย เหมือนเราได้อาศัยแม่ผู้ให้กำเนิด แต่ไม่เคยตอบแทนพระคุณท่านเลย
โดย  -   พระมหาอภิชาติ ธมฺมาภินนฺโท

Cr. เส้นทางบุญ , http://www.komchadluek.net/news/knowledge/282955#.WUTco0rO2s4.twitter , ขอบคุณภาพประกอบจากGoogle

โหด..รัสเซีย เสรีพิศุทธ์ พูดถึงกรณีธรรมกาย

โหด..รัสเซีย เสรีพิศุทธ์ พูดถึงกรณีธรรมกาย 
ล่าสุด (วันพุธ 14 ธ.ค. 59)

นักข่าว : 
ท่านครับ..ท่านคิดว่าทำไมเค้าถึงต้อง เ ร่ ง รั ด 
ต้องรีบจับ พระธัมมชโย ในช่วงนี้ครับ ?
เพราะกระแสสังคมหรือว่ามีคนวิพากษ์วิจารณ์ว่าอยากจะให้จบให้ยุค คสช. 
ท่าน ว่าท่านว่ายังไงครับ ?



ท่านเสรี :
คืออย่างงี้ครับ...
เผอิญตามที่ผมเรียนไว้แต่ตอนแรกว่า ตามกฏหมาย เนี่ยนะ..ครับ 
เมื่อพนักงานอัยการเค้ามีคำสั่งฟ้องแล้วเนี่ยนะ..
ก็เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวน
คือ ทั้งตำรวจและDSI เนี่ยนะ..คือจะต้องไปเอาตัวผู้ต้องหา 
คือพระธัมมชโย ไปส่งให้อัยการเพื่อฟ้องให้ได้ ใช่ไหมฮะ?

ถ้านายก..เอย คุณกวิทร...เอย ที่คุมสำนักงานตำรวจ..เนี่ย 
อ่านกฎหมายกจะเข้าใจเช่นนี้อะ เมื่อเป็นขั้นตอนนี้
ก็ต้องจับสิ แต่ไม่คิดหรอกว่า 
เฮ้ย !! มันมีเวลาอีกตั้ง 15 ปีนะ ใช่ไหมฮะ 
หรือว่า ไปมองว่า..เอะ! ถ้าจับไม่ได้ตอนนี้รัฐเสียหน้านะ 
จับไม่ได้ต้องนี้ผมว่า ไม่ใช่นะ!!!

และประกอบกับว่า 
ให้หัวหน้าที่จะจับกุม..เนี่ย คือพลตำรวจเอกศรีวราห์..เนี่ยนะ 
เขาเป็นคนที่ชอบทำงานตามนโยบาย 
ให้งานประจำก็ไม่ค่อยจะใส่ใจเท่าไรนะ
จะใส่ใจแต่เรื่องงานนโยบายเพื่อโปรโมทตัวเอง 
เพื่อความก้าวหน้าเจริญในตำแหน่งหน้าที่ราชการของตัวเอง 
ทำมาตลอดลักษณะอย่าง...เนี่ยนะ 
ก็จะรับใช้อย่างหัวปักหัวปัมอย่างเต็มที่เลย

เพื่ออะไร ? เพื่อโปรโมท ? 
ต้องนี้ก็ถึงรองผบ.ตร.เพื่อจะฟลุค แป้ะไปได้อะไรต่างๆ 
อันนี้ก็จะต้องเร่งผลงาน เพราะฉะนั้น ก็ต้องรีบจับกุมให้ได้ 
เพิ่งฟลุค จะได้เป็นกับเขาซักที ตรงนี้ 
ทั้งที่ ตอนนั้นก็โกงอายุมาก่อนหน้านี้แล้วนะ 
ไอ้เรื่องโกงอายุไม่ต้องนะฟ้องผมมาได้เลย 
ผมมีหลักฐาน และก็คุณประวิทย์ ก็ช่วยดิ ช่วยกันโกง 
หมายถึง มาถึงตำแหน่งนี้จากผู้บัญชาขึ้นเป็นรองอะไรอย่างเงี้ย

นักข่าว : 
ท่านครับ...ในขณะเดียวกัน เรามองฝั่งวัดธรรมกาย 
มีการระดมกำลังลูกศิษย์มานั่งสวดมนต์ 
เอาคอนกรีตมาวาง มีการห้ามนักข่าวเข้า 
ห้ามใครเข้า มีการตรวจอสอบเข้มข้น ถึงขั้นมีคนเม้า 
ทำเหมือนเป็นป้อมปราการ 
ท่านมองว่า..การที่ ฝั่งวัดธรรมกายทำแบบเนี่ย 
เป็นการเหมือนไม่เคารพกฎหมาย 
หรือว่าเป็นการขัดขืนอะไรอย่างงี้ ??

ท่านเสรี : 
ที่ผมฟังดูนะ...ไม่ใช่ไม่เคารพกฎหมาย 
เขาไม่เชื่อในกระบวนการยุติธรรม อะ ! ผมเรียนตรงๆ 
อย่าง คุณศรีวราห์ ได้รับมอบหมายอำนาจจาก คุณพัชรวาท 
ตอนนั้นเหมือนแยกตำแหน่งผมได้ และก็ยัดเยียดข้อหาให้ผม
ไม่ทราบจะจำได้ไหม??

ไปค้นที่ดินผมที่เสาวภูมิ 
ไปขอศาลค้นที่ 6 ข้อหาศาลก็ให้ข้อหา 2 ข้อหา 
พรบ.โรงแรม พรบ.สงวนและคุ้มครองต่างๆ 
ไอ้พวกนี้กล่าวหาผมบุกรุกแม่น้ำคลอง 
แม่น้ำน้อย บุกรุกป่า บุกรุกที่สหกรณ์ 
ออกเอกสารสิทธิเกินกว่าหลักฐานเดิม 
อะไรต่างๆ...เนี่ยนะ 
ศาลเขาให้ 2 ไปค้น 6

และก็กล่าวผมหมด ดำเนินคดีกับผม แต่ มันเป็นผม 
ผมถึงเอาตัวรอดได้ ผมก็มีวิธีการของผม 
ดำเนินการไปเปลี่ยนพนังงานสอบสวน 
เปลี่ยนอะไรต่ออะไร 
พนักงานสอบสวนชุดใหม่เค้าก็ดูหลักฐานแล้วกลับไปฟ้อง 
แต่ไอ้พวกนี้มันกลั่นแกลงกล่าวหาเรา...เนี่ย 
มันเป็นเรื่องจริง !! มันก็ตกเป็นผู้ต้องหาผมหมดดิไอ้พวกนี้ 
ที่ดินป่าไม้ เจ้าทุกข์ เจ้าท่า เป็นผู้ต้องหาผมหมด 
ศรีวราห์กับพวกเป็นผู้ต้องหาผมหมด

ทีนี...ทางฝ่ายธรรมกายเนี่ย
เอะ เค้าไม่ได้ทำผิด นิ เค้าคิดของเขานะ 
แล้วทำไมมากล่าวหาเขาอย่างนี้ ?

สมมตินะ หรือแม้กระทั้งที่ดินปากช่องหรือเขาใหญ่ 
หรือที่ไหนหรือที่ไหนผมจำไม่ค่อยได้ 
ไปกล่าวหาว่า ไปบุกรุกป่า หรือ บุกรุกอุทยาน
เขา ไ ม่ ไ ด้ บุกรุก เอะ #ทำไมไปกล่าวหาเขา ?!?!

เอะ! ..เอา คุณวิทูรย์มาตรวจ 
#คุณวิทูรย์ก็พึ่งถูกไล่ออกจากราชการหยกๆ 
ในฐานะว่า ไปอ้างหากินอยู่ตลอดเวลา 
ว่า เป็นผู้เชี่ยวชาญของศาล 
บินเป็นหากินเรื่อย บินไปหากินที่ภูเก็ต 
ไปตรวจเข้าข้างนายทุนหาประโยชน์ 
ว่า ที่ดินของนายทุนไม่ได้รุกล้ำอุทยาน 
และก็เจ้าพนักงานที่ดินก็ออกโฉนดให้นะ

พอตอนหลังก็ตรวจสอบวิทูรย์ไปเอง ศาลไม่ได้สั่งให้ไป 
เป็นประโยชน์เพื่อนายทุน 
วิทูตรถูกไล่ออก 
วิทูรย์มาตรวจได้ไง 
วิทูรย์ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญของศาล 
ศาลก็ไม่ต่ออายุให้ 
วิทูรย์ โพล่มา ได้ไงเนี่ย 
ผมก็ไม่เชื่อดิ 
ถ้าเป็นทางวัด 
ไม่เชื่อแล้วจะผมทำไง 
ผมก็ต้องปกป้องตัวเอง 
ถูกไหม ... เนี่ยมันเป็นธรรมดา

#เราอย่ามองมุมเดียวฝ่ายเดียวว่า เอะ 
ทำไมออกหมายจับนะ มีความเห็นสั่งฟ้องแล้ว..
ทำไมไม่ยอมให้จับกุม ถูกไหม 
เพราะฉะนั้นมันต้องมองต้องฟังทั้งสองฝ่าย

นักข่าว: 
ในฐานะอดีต ผบ.ตร.ท่านมีคำแนะนำยังไงครับ ?
ว่าจะจับหรือไม่จับ หรือควรดำเนินการยังไงครับ ?



ท่านเสรี: 
ก็ผมก็พึ่งพูดไปแล้วว่าคดีนี้มีอายุความ 15ปี 
ตอนนี้กำลังหน้าสิ่วหน้าขวานกัน 
ตำรวจกับDSI ในฐานะเจ้าพนักงานของรัฐ 
ก็พยายามจะตรวจค้นจับกุมให้ได้ 
ทางนี้ก็พยายามไม่เชื่อ ว่าจะมีความยุติธรรม 
ที่ได้รับความยุติธรรมของเจ้าหน้าที่

ชุดนี้..ถึงเคยมีคำพูดก่อนหน้านั้น ที่ผมจำไม่ผิดก็ 
ไว้ให้รัฐบาลมีประชาธิปไตยก่อนถึงจะมอบตัวอะไรกัน
เขาไม่เชื่อแต่เขาก็พูดประชด 
เขาคงพูดประชด งั้นสรุป ....
เขาไม่เชื่อ เขาไม่เชื่อถือ ว่าจะได้รับความเป็นธรรม !!!

ซึ่งมันมีจริงๆนะ เราต้องยอมรับว่า...มันมีจริงๆ !!!
ขนาดผมเนี่ยยังไม่ได้รับความเป็นธรรม ตั้งเยอะแยะ

แต่..ผมนะ รู้จักรักษาตัวรอด เพราะฐานผม มันคือความถูกต้องอยู่ 
คุณจะไปยัดเยี่ยดใส่ผมยังก็ไม่ได้ 
ผมก็รู้เอาตัวรอดได้ ที่นี้อย่างพระ 
อย่างพระเนี่ย เค้าก็ไม่เชื่อในความยุติธรรมของเจ้าหน้าที่ 
แล้วจะทำไง เขาก็ต้องไม่ยอมถูกไหม ก็ต้องไม่ยอม 
เพราะฉะนั้นการที่จะทำไงให้เขาเชื่อมั่นในความยุติธรรมอะไรต่างๆ 
มันเป็นเรื่องสำคัญ

นักข่าว: 
ขอบคุณมากนะครับ 
สำหรับท่านพลตำรวจเอก
เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

ฉบับเต็ม https://www.youtube.com/watch?v=si9gGuxlT44

พิทักษ์หลวงพ่อด้วยชีวิต