วันพฤหัสบดีที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2559

พุทธศาสนาไทย ... จะเดินไปทางไหน????

ประกาศยกเลิกเงินสนับสนุนวัด 

       จากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ลงวันที่ 12 เมษายน 2559 กระทรวงมหาดไทย



ช่วยกันตรวจสอบ และแชร์ออกไปเยอะๆค่ะ ชาวพุทธ
https://www.facebook.com/DawKhongGoo/posts/1682771288639785:0

       แชร์ว่อนเน็ต อบจ.ชลบุรี สนับสนุนเงินสร้างอาคารมัสยิดกลางฯ 2.7 ล้าน ท่ามกลางกระแสข่าว 

ผู้ตรวจการแผ่นดิน ..มีคำสั่งห้าม อบต ทั่วประเทศสนับสนุนวัด



ในสถานการณ์ที่บ้านเมืองไม่ปกติสุขเช่นนี้ 

ผู้ตรวจการแผ่นดินยังประกาศยกเลิกเงินสนับสนุนวัดทั่วประเทศ 

ตรงกันข้ามกับทางศาสนาอิสลามกลับได้รับเงินเพื่อสนับสนุนให้สร้างมัสมิดกลางที่จังหวัดชลบุรี 

อย่างนี้จะให้เรียกว่าอย่างไร ?

เหตุผลที่ผมไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ปี 59 >>>> http://goo.gl/dSS5ur

แชร์ด่วน...!!! ความจริงที่คุณยังไม่รู้ เกี่ยวกับวัดพระธรรมกาย

แชร์ด่วน...!!!
ให้คนทั่วโลกได้รู้ว่าความจริงเป็นอย่างไร
😆ฉบับสมบูรณ์ : สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นกับวัดพระธรรมกาย✔


ความจริงที่คุณยังไม่รู้ เกี่ยวกับวัดพระธรรมกาย 

✔1. วัดพระธรรมกายมีส่วนเกี่ยวข้อง ในกรณีถูกกล่าวหาว่า..ยักยอกเงินสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ของ นายศุภชัย ศรีศุภอักษร หรือไม่ ?

🔊ตอบ ↪วัดพระธรรมกายไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับกรณียักยอกเงินดังกล่าว เมื่อมีเหตุเกิดขึ้น ทางวัดได้สอบถามนายศุภชัยว่า..

เงินที่นำมาทำบุญได้มาจากไหน ? ก็ได้รับคำตอบว่า..กู้ยืมมาจากสหกรณ์ฯคลองจั่น และได้ชำระคืนแล้ว  โดยมีหลักฐานคือ การตรวจสอบบัญชีประจำปี และรายงานต่อที่ประชุมใหญ่สหกรณ์ฯ แล้ว

✔2. ยอดเงินบริจาคมากถึงหลายร้อยล้านบาท ทำไม..ทางวัดถึงไม่สงสัยที่มาของเงินบ้าง?

🔊ตอบ ↪นายศุภชัย ไม่ใช่ผู้ที่มาบริจาคทำบุญมากที่สุดของวัด ยังมีผู้ที่บริจาคทำบุญมากกว่านายศุภชัยอีกหลายท่าน 

เพราะศาสนสถานที่ก่อสร้างเพื่อรองรับคนเรือนล้านต้องใช้งบประมาณมาก ดังนั้นเมื่อนายศุภชัยมาทำบุญจำนวนมาก และบอกว่า ได้ทำธุรกิจหลายอย่าง  ได้ผลกำไรดีมาก จึงเอามาทำบุญ ทางวัดจึงไม่ได้สงสัยอะไร

✔3. วัดพระธรรมกายนำเงินครั้งนี้ไปทำอะไร ?

🔊ตอบ ↪นำไปใช้ก่อสร้างศาสนสถานตามเจตนาของผู้บริจาค เนื่องจากมีประชาชนมาปฏิบัติธรรมที่วัดจำนวนมาก

 คราวละนับล้านคนในงานบุญใหญ่  จึงจำเป็นต้องมีการสร้างศาสนสถานขนาดใหญ่รองรับ ซึ่งการสร้างศาสนสถานรองรับคนจำนวนมากนี้ ก็ต้องใช้งบประมาณจำนวนมากเช่นกัน 

✔4. เพราะเหตุใด ทางวัดพระธรรมกายจึงคืนเงินบริจาคของนายศุภชัย จำนวน 684 ล้านบาท ให้แก่สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ?

🔊ตอบ  ↪ทางวัดได้รับบริจาคโดยเปิดเผยและสุจริต  และนำเงินบริจาคไปสร้างศาสนสถานตามเจตนาของผู้บริจาคหมดแล้ว

 ซึ่งตามกฎหมายแล้วทางวัดไม่สามารถนำเงินของผู้บริจาครายอื่นที่มาบริจาคทำบุญในวัตถุประสงค์อื่นมาคืนให้แก่สหกรณ์ฯได้

  แต่เมื่อเกิดเป็นคดีความขึ้น ทางคณะศิษย์ของวัดพระธรรมกายเห็นว่า  หากมีการต่อสู้คดีกันต่อไปก็จะกินเวลานาน และเกิดความเสียหายทั้งต่อชื่อเสียงของวัด  และต่อสมาชิกสหกรณ์ผู้ฝากเงินที่เดือดร้อน

  จึงได้ตั้งกองทุนรวบรวมเงินเพื่อช่วยเหลือเยียวยาบรรเทาความเดือดร้อนแก่สมาชิกผู้ฝากเงินสหกรณ์  โดยมีเงื่อนไขว่า 

 หากอนาคตมีการพิสูจน์ได้ว่า  เงินที่ทางนายศุภชัยนำมาบริจาคแก่วัดนั้น  มาจากการกู้ยืมและได้คืนไปหมดแล้ว  ตามที่นายศุภชัยได้แถลงข่าวแก่สื่อมวลชน ทางสหกรณ์ก็จะคืนเงินจำนวนดังกล่าวแก่คณะลูกศิษย์วัด

✔5. ขณะนี้ปัญหาระหว่างสหกรณ์ฯ กับวัดพระธรรมกายเป็นอย่างไรบ้าง ?

🔊ตอบ ↪ ทางสหกรณ์ฯได้มีหนังสือขอบคุณมายังคณะลูกศิษย์วัดพระธรรมกาย  ที่มีน้ำใจจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือเยียวยาแก่ทางสหกรณ์ฯ และ

สมาชิกสหกรณ์ฯ ที่เดือดร้อนครบจำนวน  ทั้งที่ตามกฎหมายแล้ว เมื่อทางวัดรับเงินบริจาคโดยสุจริตเปิดเผย  และนำเงินไปก่อสร้างศาสนสถานซึ่งเป็นประโยชน์สาธารณะตามเจตนาของผู้บริจาคเสร็จสิ้นไปแล้ว

  ถือเป็นเรื่องไม่ผิดกฎหมาย  ดังตัวอย่าง  ที่นายศุภชัยก็ได้นำเงินไปบริจาคให้แก่วัดและโรงเรียนอื่น ๆ  อีกหลายแห่ง  ซึ่งก็ไม่ต้องคืนเงินแต่ประการใด  แต่ทางคณะลูกศิษย์วัดยึดหลักมนุษยธรรม  จึงจัดตั้งกองทุนเพื่อช่วยเหลือเยียวยาแก่สมาชิกสหกรณ์ฯ ที่เดือดร้อน  

ดังนั้นเรื่องราวระหว่างสหกรณ์ฯ กับทางวัดจึงจบลงแล้วด้วยดีทุกประการ   และเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2558  ทางวัดก็ได้ไปให้ข้อมูลกับทาง DSI ในฐานะพยานยืนยันว่า ทางวัดไม่มีส่วนเกี่ยวข้องรู้เห็นใด ๆ กับนายศุภชัย ในคดียักยอกเงินของสหกรณ์ฯ คลองจั่นแต่อย่างใด

✔6. นักวิชาการบางท่านได้ความคิดเห็นว่า การบริจาคเงินให้แก่วัด ควรมีวิธีการที่โปร่งใสและเปิดเผยมากกว่านี้ โดยควรระบุแหล่งที่มาของเงินนั้นๆ ในการบริจาคด้วย ทางวัดพระธรรมกาย เห็นด้วยกับความคิดเห็นดังกล่าวหรือไม่ อย่างไร ? 

🔊ตอบ  ↪ วัดหรือมูลนิธิหรือองค์กรสังคมสงเคราะห์ต่าง ๆ ที่ดำเนินการอยู่ได้ด้วยเงินบริจาค 

 การจะไปถามผู้บริจาคว่า เอาเงินมาจากไหน ? ในเชิงปฏิบัติจริงทำได้ยาก  เพราะจะเป็นการเสียมารยาทอย่างยิ่ง เหมือนเป็นการดูถูกผู้บริจาค แต่ทางวัดเห็นด้วยกับหลักการความโปร่งใสในการบริจาคทาน 

ดังนั้นจึงขอให้ทุกฝ่ายช่วยกันคิดหาวิธีการที่ปฏิบัติได้จริงมานำเสนอ ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย ทุกวัด ทุกมูลนิธิ และทุกองค์กรการกุศลสืบไป

✔7. ในความเชื่อที่ว่า "ยิ่งบริจาคมาก ยิ่งได้บุญมาก ชีวิตในชาติหน้าจะดียิ่ง ๆ ขึ้นไป”  ท่านมีความเห็นอย่างไร?

🔊ตอบ  ↪พระพุทธเจ้าตรัสว่า  ในการบริจาคทานนั้น หากผู้บริจาคมีจิตเลื่อมใสมาก

 แม้บริจาคน้อยก็ได้บุญมาก  และทรัพย์ที่นำมาบริจาคนั้น ต้องเป็นทรัพย์ที่ได้มาด้วยความสุจริตด้วย จึงจะได้บุญมาก  

    “คนเราควรให้ทานเต็มกำลังศรัทธาของตนเอง 
โดยไม่ให้เดือดร้อนตนเอง และไม่ให้เดือดร้อนผู้อื่น”

วัดพระธรรมกาย พระพุทธศาสนา dhammakaya
*** เหตุผลที่เรารักวัดพระธรรมกาย

สดๆร้อนๆ คลิปนี้ดีมากๆ!!! ต้องเผยแผ่
"ประธานและรองสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนออกมาประกาศขอจบคดีทั้งแพ่งและอาญากับวัดพระธรรมกายทั้งสิ้น" ทุกอย่างยุติ!!!!! DSIไม่มีสิทธิออกหมายเรียกหลวงพ่อธัมมชโยอีก
https://youtu.be/XRVAT7WsffU

ตอนนี้ประชาชนสงสัยมากเรื่องสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น

1. เชคตีไป 800 กว่าฉบับ
เชคตีให้วัดพระธรรมกาย 12 ฉบับ อีก 800 ไปไหน? DSI ตอบ!

2. ประเด็นฉ้อโกง ยังไม่ตัดสิน ธรรมนูญมีสิทธิ์อะไรมาฟ้อง มันหมิ่นประมาทมั้ย?

       ถ้าจะสรุปว่าคุณศุภชัยฉ้อโกงปชช. จริง ทุกคนที่รับเชคไปต้องโดนหมด

       ทำไม DSI จ้องเล่นแต่วัดพระธรรมกาย หรือวัดพระธรรมกายคือแพะให้คนลืมสอบเรื่องอีก 800 ฉบับ เพื่อความเป็นธรรม ต้องเปิดเผยรายชื่อที่รับเชคให้หมด

ดูผลงาน46ปีที่ผ่านมาของหลวงพ่อยี่งดูยี่งเสียใจ เสียดายแทนคนไทยยิ่งนัก http://dmc.tv/a10669

วันอังคารที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2559

ชีวิตที่ดี .. คุณเองก็สร้างได้!


ชีวิตที่ดี  .... 
....งานวิจัยที่นานที่สุดในโลก.....



ผมเชื่อว่าสิ่งหนึ่งที่เพื่อนหลายคน
หวังให้เกิดขึ้นในปีใหม่ปีนี้
คือการมี “ชีวิตที่ดี” กว่าเดิม
ผมก็เป็นคนหนึ่งที่หวังเช่นนั้นเหมือนกัน

แต่คำถามก็คือ ...จริงๆแล้ว.... 
ชีวิตที่ดีขึ้น  คืออะไรกันแน่?
และ อะไรคือส่วนผสมที่ก่อให้เกิด ชีวิตที่ดีได้?

วันนี้ผมเลยขอหยิบเอาเรื่องราวที่คุณ Robert Waldinger 
พูดบนเวที TED X BeaconStreet 
เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว 
มาแบ่งปันให้ฟังครับ

ผมขอท้าวความนิดนึงครับว่า...
ในวัย 75 ปี คุณโรเบิร์ต วาล์ดินเจอร์ 
รับบทบาทหลายอย่างไม่ว่าจะเป็น 
จิตแพทย์ นักจิตวิเคราะห์ หรือ พระนิกายเซน 


ทว่า บทบาทที่แกสวมขึ้นมาพูดปาถกฐา/speech บนเวที  TEDTalk  นั้น
คือ บทบาทผู้อำนวยการ 
"โครงการศึกษาการพัฒนาในผู้ใหญ่ แห่งมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด" หรือ
Director of Harvard Study of Adult Development


โดยหัวข้อที่แกพูดคือ 
“What makes a good life? 
Lessons from the longest study on happiness”
หรือ 
“ชีวิตที่ดีเกิดจากอะไร บทเรียนจากงานวิจัย
เกี่ยวกับความสุขที่ยาวที่สุดในโลก”


โรเบิร์ตเริ่มต้นสปีช 
ด้วยการเล่าถึงผลจากงานวิจัยในช่วงหลังๆ
ที่ เด็ก หรือ คนสมัยนี้กว่า 80 เปอร์เซ็นต์ 
บอกว่าเป้าหมายในชีวิตของพวกเขา คือ “ความร่ำรวย”
และอีกกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ บอกว่า “ต้องการมีชื่อเสียง”


นั่นทำให้คนจำนวนมากมายต้องทำงานหนัก 
หรือยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่ง 
“ความร่ำรวย” และ “ความโด่งดัง”


ซึ่งถือเป็นนิยามของ “ชีวิตที่ดี” 
ในมุมมองของคนในยุค Millennial 
นั่นเพราะสื่อต่างๆ ชอบนำเสนอแต่เรื่องของคนรวย 
คนที่ประสบความสำเร็จ คนดัง จนคนส่วนใหญ่เชื่อว่านั่นคือหนทางเดียวที่จะมีความสุข


แต่คำถามก็คือ 
นั่นคือ ชีวิตที่ดีจริงหรือ?
และ “ความร่ำรวย”  “ความโด่งดัง” 
ใช่คำตอบจริงๆ หรือไม่?

สำหรับ โรเบิร์ต แล้ว 
สิ่งที่น่าจะตอบคำถามข้อนี้ได้ดีที่สุด 
คือ โครงการวิจัยที่เขาเป็นผู้อำนวยการอยู่

Harvard Study of Adult Development
ที่ถือว่าเป็นโครงการศึกษาวิจัย 
ชีวิตของผู้ใหญ่ที่ยาวที่สุดในประวัติศาสตร์โลก

โครงการนี้เริ่มต้นขึ้นในปี ค.ศ. 1938 
โดยผู้ริเริ่มโครงการวิจัยได้ติดตามศึกษา
ชีวิตของวัยรุ่นชายสองกลุ่ม

กลุ่มแรก; เป็นนักศึกษาชายปีที่สอง 
ของมหาวิทยาลัยฮาวาร์ดจำนวน 268 คน
ซึ่งมีคุณภาพชีวิตที่ดี ได้รับการศึกษาจากสถาบันที่มีชื่อเสียง

กลุ่มที่สอง; เป็นเด็กวัยรุ่นอายุราว 12 – 16 ปี
ที่เติบโตขึ้นมาในตัวเมืองบอสตันจำนวน 456 คน
ซึ่งเป็นกลุ่มที่เติบโตขึ้นมาในความยากลำบาก 
และ ยากจนค่นแค้นแสนสาหัส

ทุกๆ 2 ปี ทีมนักวิจัยจะขอให้ผู้ถูกวิจัยจำนวน  724 คนนี้ 
ทำแบบสอบถามเกี่ยวกับความพอใจในชีวิตพวกเขา
ไม่ว่าจะเป็นความพอใจในชีวิต
ในชีวิตแต่งงาน ความพอใจในหน้าที่การงาน
หรือ แม้แต่ความพอใจทางสังคม 

และ หลายครั้งที่ทีมนักวิจัย
ได้ขอไปสัมภาษณ์พวกเขาถึงที่ห้องรับแขก
เพื่อถือโอกาสพูดคุยกับภรรยา 
หรือ ลูกๆ หลานๆ ของพวกเขาด้วย

นอกจากนี้ทุกๆ 5 ปี 
จะมีการตรวจสอบสุขภาพของพวกเขาเหล่านี้
ทั้งรายงานทางการแพทย์ 
ผลการตรวจเลือด ผลการตรวจปัสสาวะ 
หรือ แม้แต่ผลการ X-ray หรือ แสกนสมอง

โดยตลอดเวลาที่ทำการติดตามพวกเขาเหล่านี้ 
ทีมนักวิจัยได้เห็นพวกเขาเติบโตขึ้นไปประกอบอาชีพต่างๆ
บ้างเป็นคนงานในโรงงาน บ้างเป็นทนาย
บ้างเป็นช่างปูน บ้างเป็นหมอ และ 

มีหนึ่งคนเป็นประธานาธิบดีของสหรัฐ
บางคนในจำนวนนั้นกลายเป็นคนติดเหล้า 
และสามสี่คนมีอาการทางประสาท

จำนวนไม่น้อยที่สร้างเนื้อสร้างตัว
จนสามารถไต่ระดับทางสังคมขึ้นมาได้
ขณะที่อีกจำนวนไม่น้อยเช่นกันที่เลือกทางเดินที่ตรงข้าม

....

ซึ่งความมหัศจรรย์ของการศึกษาวิจัยแบบนี้คือ
งานวิจัยระยะยาวแบบนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก

ส่วนใหญ่มักจะเลิกไปภายใน 10-20 ปี
เพราะผู้ถูกวิจัยไม่ยอมให้วิจัยต่อบ้าง เงินทุนวิจัยหมดบ้าง คนทำวิจัยหันไปทำเรื่องอื่น หรือ แม้แต่เสียชีวิต

แต่ Harvard Study of Adult Development 
กลับดำเนินมากว่า 75 ปีแล้ว
โดยผู้ถูกวิจัยจำนวน 724 คนนั้น
เหลือชีวิตรอดเพียงแค่ 60 กว่าคนเท่านั้น

ซึ่งผู้เหลือรอดเกือบทั้งหมดอยู่ในวัย 90 ปีขึ้นไป
มากกว่า โรเบิร์ต วาล์ดินเจอร์  ผู้อำนวยการวิจัยรุ่นที่ 4 
(ซึ่งยังไม่เกิดด้วยซ้ำเมื่องานวิจัยชิ้นนี้เริ่มต้น)

......

แล้วอะไรบ้างหล่ะ ที่บรรดานักวิจัยหลายรุ่น
เรียนรู้จากเรื่องราวกว่า 70 ปีของกว่า 700 ชีวิต
ผ่านทางเอกสาร และ ข้อมูลเป็นหมื่นๆหน้า


พวกเขาเรียนรู้ว่า “ความร่ำรวย” “ความโด่งดัง” หรือ “แม้แต่การทำงานอย่างหนักหน่วง” 
ไม่ใช่คำตอบของการมีชีวิตที่ดี 
หรือ สุขภาพที่ดีแม้แต่นิดเดียว

แต่เป็น “ความสัมพันธ์ที่ดี” ต่างหากที่นำมาซึ่งสิ่งเหล่านั้น
“Good relationships keep us happier and healthier.”
ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด (Key Massage) 

......

โรเบิร์ต บอกต่อว่าพวกเขาได้เรียนรู้อีก  3 บทเรียนล้ำค่า 
ที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ (Relationship) นั่นก็คือ

1. Connection is really good for us, loneliness kills 

คุณจำเป็นต้องมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้าง 
ไม่ว่าจะเป็นคู่ครอง เพื่อน ครอบครัว หรือ สังคมก็ตาม

ซึ่งความสัมพันธ์เหล่านี้แหล่ะ
จะทำให้คุณมีความสุขกว่า 
แข็งแรงกว่า และ มีอายุที่ยืนยาวกว่า 


ในทางกลับกันความเหงา และ 
โดดเดี่ยวนั้นเป็นสิ่งที่อันตรายอย่างยิ่ง 

เพราะมันจะทำให้คุณมีความสุขน้อยลง ทำให้ร่างกายคุณเริ่มแย่ลงตั้งแต่วัยกลางคน  

สมองเสื่อมเร็วขึ้น และ มีชีวิตสั้นกว่า

...

2. Quality Not Quantity 

มันไม่สำคัญที่ปริมาณ  หรือ รูปแบบของความสัมพันธ์ 
เช่นต้องแต่งงานเท่านั้น

แต่เป็น “คุณภาพของความสัมพันธ์” 
ต่างหากที่จะเป็นตัวบ่งชี้

งานวิจัยชิ้นหนึ่งชี้ให้เห็นว่าหากว่าคุณอยู่ในความสัมพันธ์แบบสามีภรรยาที่แย่ มันก็ส่งผลลบกับคุณมากกว่าการหย่าร้างที่เข้าใจกันเสียอีก

...

3. Good relationships don’t just protect our bodies they protect our brains 

หากคุณมีความสัมพันธ์อบอุ่น และมั่นคงกับใครซักคนที่คุณสามารถไว้ใจและพึ่งพาได้ ไม่เพียงแต่ช่วยให้คุณมีสุขภาพกายที่ดีเท่านั้น 

แต่ยังดีต่อสมองของคุณด้วย
ความสัมพันธ์จะทำให้ความจำของคุณยังดีอยู่ 
สมองของคุณยังทำงานได้ดีอยู่


ซึ่งความสัมพันธ์ที่ดีในที่นี้ไม่ได้หมายถึง
ความสัมพันธ์ที่ราบรื่นสุดๆไม่ทะเลาะกันเลย 

แต่เป็นความสัมพันธ์ที่คุณรู้ว่า 
เมื่อถึงเวลาที่ต้องการจริงๆ คุณจะมีคนที่พึ่งพาได้

......

นั่นคือสิ่งที่ โรเบิร์ต วาล์ดินเจอร์ 
และทีมงานวิจัยของ ฮาวาร์ด ค้นพบ
ซึ่ง โรเบิร์ต บอกว่าจริงๆแล้ว 

ผู้ถูกวิจัยเหล่านี้ในช่วงที่ยังเป็นวัยรุ่น หรือ เริ่มเป็นผู้ใหญ่ใหม่ๆนั้น
ก็เชื่อเหมือนกับที่คนในยุคนี้เชื่อว่า เงินทอง และ ชื่อเสียง 

จะทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จ และ มีชีวิตที่ดี
แต่ความจริงที่พบจากการศึกษากว่า 75 ปี กลับกลายเป็นว่า 

คนที่ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ 
และคนรอบข้างของพวกเขาต่างหาก 
คือ คนที่มีชีวิตที่ดีที่สุด

โรเบิร์ต ชวนคิดว่า...
สิ่งที่ทำให้คนเรามองข้ามความสำคัญของ “ความสัมพันธ์ที่ดี”

แล้วหันไปใส่ใจกับ 
ชื่อเสียง เงินทอง หรือ หน้าที่การงานมากกว่า
อาจเพราะจริงๆแล้ว การมีความสัมพันธ์ที่ดีนั้น

เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก ยาก และ ไม่รู้จบ
แถมยังต้องได้รับการใส่ใจตลอดเวลา 
จนหลายคนเลือกจะทำงาน หรือ หาเงินมากกว่า

แต่เอาเข้าจริงๆแล้ว...การใส่ใจ และทำความสัมพันธ์ให้ดีก็อาจไม่ได้ยากขนาดนั้น

แค่เงยหน้าจากจอมือถือ 
แล้วสบตาคนรอบตัวคุณมากขึ้น
หาอะไรใหม่ๆ ทำร่วมกันเพื่อให้ความสัมพันธ์
ที่จืดจางกลับมามีสีสันอีกครั้ง

อะไรง่ายๆ ไม่ต้องเสียเงิน
อย่างชวนคนที่คุณรักไปเดินเล่นตอนกลางคืน หรือ 
ติดต่อหาสมาชิกในครอบครัวที่ไม่ได้คุยกันมานานแล้ว

เพราะจริงๆ แล้วชีวิตเราก็เหมือนที่ "มาร์ก เทวน" บอกว่า...
มันช่างสั้น และก็สั้นเหลือเกิน

สั้นเกินกว่าที่จะ
โกรธกัน ทะเลาะกัน หรืออิจฉาริษยากัน
ควรจะมีแต่เวลาที่ใช้รักกันเท่านั้น

ซึ่งแค่นั้น...มันก็แทบจะไม่พออยู่แล้ว
นั่นคือสิ่งที่ โรเบิร์ต วาล์ดินเจอร์ พูดในสปีชของเขา

สำหรับผู้ที่ภาษาอังกฤษ แข็งแรง ควรจะเปิดดู clip นี้ อาจจะได้มีประโยชน์ มากกว่านี้  
https://www.ted.com/talks/robert_waldinger_what_makes_a_good_life_lessons_from_the_longest_study_on_happiness?language=en   

วันเสาร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2559

ประกาศลงอุกเขปนียกรรม แก่ "พุทธะอิสระ" !!!

"พิธีประกาศอุกเขปนียกรรม"
 ไม่ร่วมสังฆกรรม 'พุทธะอิสระ'
   
  เป็นที่ทราบกันแล้วว่า "พระสุวิทย์ ธีรธมฺโม" หรือหลวงปู่พุทธอิสระ วัดอ้อน้อยนั้น 

   มีพฤติกรรมเป็นภิกษุพาล ก่อวิวาทะ ระราน กล่าวร้าย ยกตนข่มท่าน ต่อพระสงฆ์ ไม่เว้นแม้เจ้าคณะพระสังฆาธิการ


       สงฆ์ 500 รูป 16 จังหวัด ทำพิธีประกาศอุกเขปนียกรรม ไม่ร่วมสังฆกรรม 'พุทธะอิสระ' http://www.matichon.co.th/news/114697




       "การประกาศลงอุกเขปนียกรรม" เพื่อตัดสิทธิ์ความเป็นพระบางอย่างแก่ภิกษุผู้เป็นพาล...ย้อนเหตุพุทธกาลสู่ยุค

  ปัจจุบัน โดย...ผศ.ดร.เมธาพันธ์ โพธิธีรโรจน์ เลขาธิการสมาคมนักวิชาการเพื่อพระพุทธศาสนา (สนพ.) https://youtu.be/ykvU0tDul58






   ในวันที่ 23 เมษายน 59 นี้ คณะสงฆ์กรุงเทพมหานครและภาคกลาง จึงได้ลงอุกเขปนียกรรมต่อพระสุวิทย์ ธีรธมฺโม หรือหลวงปู่พุทธะอิสระ วัดอ้อน้อย  

   โดยคณะสงฆ์และพุทธบริษัททั้งหลายจะไม่สังเสวนา คบหาสมาคม ร่วมสังฆกรรม ไม่ให้กราบต้อนรับ คือวางเฉยเสมือนพระสุวิทย์ ธีรธมฺโม หรือหลวงปู่พุทธะอิสระนั้นไม่มีตัวตน จนกว่าจะเปลี่ยนพฤติกรรมให้เป็นไปตามพระธรรมวินัย

“12 องค์กรพุทธ” ลงมติ 4 ข้อ อุกเขปนียกรรม “พุทธอิสระ”
http://rukmeuangtai.blogspot.com/2016/04/12-4.html

วันจันทร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2559

แผ่นดินจะลุกเป็นไฟ


โดย.... นิติ นวรัตน์
19 เม.ย. 59
ไทยรัฐออนไลน์

นายบรรจง พงศ์ศาสตร์ นายกสมาคมกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานแห่งประเทศไทย เชิญ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล พูด “กลยุทธ์การนำคุณธรรมสู่การพัฒนาคุณภาพการศึกษาไทย” 10.15-12.00 น. และ ร.ต.อ.ดร.นิติภูมิ นวรัตน์ พูด “เปิดฟ้าส่องโลกมองการศึกษาไทยในศตวรรษที่ 21” 13.00-14.30 น. รับใช้ประธาน เลขานุการ และผู้แทนกรรมการสถานศึกษาจากเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาและมัธยมศึกษาทุกเขต 600 คน ศุกร์ 22 เมษายนนี้ โรงแรมเอเชียแอร์พอร์ท จ.ปทุมธานี

รับใช้ไปเมื่อวันศุกร์ ว่าในร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559 นอกจากเรื่องของการศึกษาแล้ว ที่ผมเห็นว่ามีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดวิกฤติความขัดแย้งขั้นสูงถึงขั้นเลือดท่วมแผ่นดินก็คือ มาตรา 31 ซึ่งข้อยกเว้นทั้ง 3 อย่างในมาตรานี้ เป็นเรื่องที่อ่อนไหวมาก หากรัฐ หรือเจ้าหน้าที่รัฐไม่รอบคอบ หรือมีอคติ หรือไปห้ามการนับถือศาสนา หรือห้ามการปฏิบัติตามคำสอนของศาสนา ก็อาจจะเกิดเรื่องใหญ่ขนาดมีการประกาศญีฮาดปกป้องศาสนา ตามหลักของศาสนาอิสลามขึ้นมาได้

อ่านเผินๆ ทุกอย่างดีหมด แต่ถ้าอ่านแบบคนรู้ประวัติศาสตร์ ก็จะเกิดความหวาดกลัวว่า ข้อความอย่างนี้เคยสร้างสงครามกลางเมืองมาแล้วในหลายประเทศ

มาตรา 31 บุคคลย่อมมีสิทธิเสรีภาพบริบูรณ์ในการนับถือศาสนาและย่อมมีเสรีภาพในการปฏิบัติหรือประกอบพิธีกรรมตามหลักศาสนาของตน แต่ต้องไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อหน้าที่ของปวงชนชาวไทย ไม่เป็นอันตรายต่อความปลอดภัยของรัฐ และ ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

ข้อความที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญในอดีตจะเขียนว่า “บุคคลย่อมได้รับการคุ้มครอง รัฐจะกระทำการอันเป็นการลิดรอนสิทธิเพราะเหตุแห่งความเชื่อทางศาสนาไม่ได้”

ส่วนข้อห้ามที่บัญญัติว่า “ไม่เป็นอันตรายต่อความปลอดภัยของรัฐ” นำมาใส่เฉพาะในร่างรัฐธรรมนูญ 2559 เป็นครั้งแรก

เมื่อมีรัฐธรรมนูญกำหนดไว้แบบนี้ รัฐก็มีความชอบธรรมในการห้ามการปฏิบัติตามความเชื่อและการทำกิจกรรมของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งได้ โดยอ้างว่าเป็นอันตรายต่อความปลอดภัยของรัฐ

นี่เป็นความต้องการคุมศาสนาของฝ่ายการเมืองหรือเปล่า? ข้อความประเภทนี้ ทำให้ประเทศตกอยู่ในทะเลเพลิงได้ง่ายดาย ทำให้แผ่นดิน 5.3 แสนตารางกิโลเมตร ลอยอยู่บนน้ำมันเบนซิน ใครโยนไม้ขีดไฟลงไปแม้เพียงแค่ก้านเดียว ก็ไหม้กันหมดทั้งประเทศ

ประเทศที่เปลี่ยนรัฐธรรมนูญบ่อยๆ การร่างรัฐธรรมนูญใหม่มักจะร่างเพื่อแก้ไขวิกฤติของประเทศในห้วงเวลานั้น บางคนร่างเพื่อกีดกั้นคนบางกลุ่มที่พวกตนกลัวว่าจะขึ้นมามีอำนาจในอนาคตอันใกล้หรือเปล่า?

คนร่างซึ่งส่วนใหญ่มักจะมีอายุมาก ไม่ช้าไม่นาน ก็ตายกลายเป็นผีกันแล้ว แต่รัฐธรรมนูญยังคงใช้บังคับกับผู้คนอีกหลายสิบล้าน

พวกได้ประโยชน์ก็จะแฮปปี้มีความสุขที่สามารถใช้รัฐธรรมนูญกดหัวและบีบรัดชีวิตของคนกลุ่มอื่นๆ พวกนี้ทำงาน 10 แต่ได้ผลประโยชน์ 100 พวกที่เสียประโยชน์ก็จะดิ้นรน หาหนทางต่อสู้ เมื่อต่อสู้ด้วยวิธีทางธรรมดาไม่ได้ ก็จะต่อสู้ด้วยกำลังและอาวุธ

บ้านเรามีนักวิชาการเยอะ ลองให้นักวิชาการไปค้นคว้าประวัติสงครามกลางเมืองที่เกิดขึ้นในแทบทุกประเทศ ล้วนเกิดมาจากข้อความและการปฏิบัติอย่างนี้ทั้งนั้น

ชาวพุทธเป็นศาสนิกชนเดียวในโลก แม้จะมีมหานิกายและธรรมยุต แต่เราก็มิได้แบ่งแยกเหมือนศาสนิกในศาสนาอื่นที่ประกาศชัดเจนว่า ข้าพเจ้าเป็นคาทอลิก เป็นโปรเตสแตนต์ เป็นซุนนี เป็นชีอะห์ เป็นซิกข์นามธารี ฯลฯ

แต่ด้วยร่างรัฐธรรมนูญมาตรานี้ เมื่อนิกายใดถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม ก็อาจจะมีชาวพุทธบางคนประกาศต่อสู้เพื่อความยุติธรรม

เดิม คนไทยไม่มีสี แต่โดนฤทธิ์รัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 เพียง 20 ปี ไทยกลายเป็นสังคม 2 ข้างอย่างรุนแรง

สังคมแบ่งข้าง แบ่งสี ยังไม่หนักเท่าสังคมแบ่งนิกาย ผมขอเป็นนอสตราดาโม้ทำนายทายทักว่า สังคมไทยในอนาคตจะกลายเป็นสังคมที่แบ่งว่า ฉันเป็นมหานิกาย ฉันไม่ไปทำบุญกับวัดธรรมยุต ฉันเป็นศิษย์ธรรมยุต ฉันไม่ชอบมหานิกาย

บางคนเป็นธรรมกาย ที่เชื่อว่าตนเองถูกพวกเธอรังแกมาตลอด จึงพร้อมน้อมใจอยู่ในสังคมปิดตามความเชื่อของตน ยิ่งเธอเอารัฐธรรมนูญ มาตรา 31 มารังแกฉัน มากล่าวหาว่าการตักบาตรพระแสนรูปเป็นอันตรายต่อความปลอดภัยของรัฐ ฉันจะต่อสู้ ฉันอุทิศกายถวายชีวิตเพื่อปกป้องพระศาสนา ปกป้องในสิ่งที่ฉันเชื่อศรัทธา อย่างนี้เป็นไปได้หรือเปล่า?

มีชีวิตอยู่ ฉันก็ถูกพวกเธอรังแกไม่จบสิ้น

แต่ถ้าฉันตายเพราะการต่อสู้เพื่อปกป้องศาสนา

ฉันก็จะได้ไปสวรรค์ ฉันขอเลือกไปสวรรค์.

คุณนิติ นวรัตน์
songlok@outlook.co.th 
www.nitipoom.media 
www.facebook.com/nitipoom.thailand 

http://www.thairath.co.th/content/607142

เหตุผลที่ผมไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ปี 2559


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสมฤทธิ์ ลือชัย 
นักวิชาการอิสระด้านประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และพุทธศาสนาได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Somrit Luechai ระบุว่า 
“เหตุผลที่ผมไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ปี 2559 คือในมาตรา 67 หมวด 5 หน้าที่ของรัฐ ซึ่งระบุว่า
----------------------
“…ในการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา อันเป็นศาสนาที่ประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่นับถือมาช้านาน รัฐพึงส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาและเผยแผ่หลักธรรมของพุทธศาสนาเถรวาท 
เพื่อให้เกิดการพัฒนาจิตใจและปัญญา…”
----------------------
ประเด็นคือทำไมต้องระบุคำว่า “พุทธศาสนาเถรวาท” ทั้งๆ ที่ในรัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 ไม่มีคำนี้ และคำถามต่อมาคือ “พุทธศาสนาเถรวาทของใคร?” ในความจริงแล้วเถรวาทในไทยมีหลายสำนัก ดังนั้น เห็นกันชัดๆ ว่าเถรวาทที่จะเข้าข่ายได้รับการส่งเสริม 
และสนับสนุนจากรัฐนั้น ต้องเป็นเถรวาทที่เอื้อประโยชน์ต่อรัฐ 
เป็นเถรวาทที่รัฐพอใจยินดี
----------------------
แล้วพุทธศาสนาเถรวาทสำนักอื่นๆ ล่ะ? ภิกษุณีสงฆ์ฝ่ายเถรวาทที่รัฐไทยยังไม่รับรองล่ะ? จีนนิกาย? อานัมนิกาย? เหล่านี้ไม่ใช่พุทธศาสนาหรือ? ทำไมต้องจำกัดแค่ “เถรวาท” เท่านั้น มิใยต้องพูดถึงศาสนาอื่น หรือลัทธิอื่น”

----------------------

“กล่าวโดยสรุปก็คือ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะดึงพุทธศาสนาให้เข้ามารับใช้รัฐอย่างเต็มตัว เปรียบเสมือนดึงพุทธศาสนาจากที่กว้างมาสู่ที่แคบและท้ายที่สุดแล้วร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะเป็นพิษภัยต่อพุทธศาสนาเอง โดยทฤษฎีแล้วเป้าหมายสูงสุดของพุทธศาสนาคือนิพพานและเส้นทางสู่เป้าหมายนั้นมีหลายวิธีหลายเส้นทาง 
แต่ตอนนี้รัฐไทยกำลังจำกัดว่า “เถรวาท” เท่านั้นคือคำตอบสุดท้าย
ผมขอแย้งว่า” เป็นคำตอบที่ผิดถนัดครับ” นี้แหละคือเหตุผลที่ผมไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ 

       อีกทั้ง ขอเชิญชวนผู้ที่สนใจเรื่องศาสนา ให้ร่วมฟังกลุ่ม ?พุทธราษฎร์? มองร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. … ในวันที่ 11 เมษายน เวลา 13.00 น. ที่โรงแรมรอยัลรัตนโกสินทร์ จัดโดยมูลนิธิพุทธสาวิกา โดยเชิญวิทยากรที่มีความรู้ความเข้าใจ ในประเด็นที่เกี่ยวข้องร่วมถกกันในเวที เสวนานี้ ได้แก่ นายกิตติชัย จงไกรจักร 

ผู้ช่วยนักวิชาการปฏิรูปกฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย และผม” นายสมฤทธิ์ระบุ
----------------------

นายสมฤทธิ์ เปิดเผยว่า สาเหตุผลที่ตนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญปี 2559 คือมีบางบทบัญญัติ เช่น ในมาตรา 67 หมวด 5 หน้าที่ของรัฐ ซึ่งระบุคำว่าพุทธศาสนาเถรวาท ทั้งๆ ที่ในรัฐธรรมนูญปี 2540 และปี 2550 ไม่มีคำนี้ และคำถามต่อมาคือพุทธศาสนาเถรวาทเป็นของใคร ในความจริงแล้วเถรวาทในไทยก็มีหลายสำนัก ดังนั้น เห็นกันชัดๆ ว่าเถรวาทที่จะเข้าข่ายได้รับการส่งเสริม และสนับสนุนจากรัฐนั้น ต้องเป็นเถรวาทที่เอื้อประโยชน์ต่อรัฐ เป็นเถรวาทที่รัฐพอใจยินดี แล้วพุทธศาสนาเถรวาทสำนักอื่นๆ เหล่านี้ไม่ใช่พุทธศาสนาหรือ โดยสรุปคือร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จะดึงพุทธศาสนาให้เข้ามารับใช้รัฐอย่างเต็มตัวเปรียบเสมือนดึงพุทธศาสนาจากที่กว้างมาสู่ที่แคบ และท้ายที่สุดแล้วร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็จะเป็นพิษภัยต่อพุทธศาสนาเอง
----------------------

นายสมฤทธิ์กล่าวอีกว่า ส่วนที่มีพระสงฆ์บางรูปมองว่าบทบัญญัติดังกล่าวคุ้มครองพระพุทธศาสนาทุกนิกายแต่เรื่องการเผยแผ่ศาสนา และการศึกษา จะเน้นหลักใหญ่ที่ชาวพุทธไทยนับถือคือนิกายเถรวาทกรณีนี้มองจากประสบการณ์ที่ตนเป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัยสงฆ์ ทำให้ทราบว่าพระสงฆ์หลายรูปมีความไม่รู้มากกว่าความรู้ จึงอยากถามว่าท่านรู้หรือไม่ว่ารัฐธรรมนูญคืออะไร

----------------------
ขอยกตัวอย่างว่าหากมีกฎหมายระบุว่า

“โรงพยาบาลแห่งนี้รักษาเฉพาะคนไทย รักษาคนไทยเป็นเบื้องต้น 
คนชาติอื่นเข้ามารักษาด้วยไม่เป็นไร” จะมีใครยอมรับกฎหมายดังกล่าวหรือไม่ โดยหลักการทั้งในแง่ศาสนา และแง่ของรัฐ ต้อคุ้มครองดูแลอย่างเท่าเทียมกัน และเรื่องการนับถือศาสนาเป็นเรื่องสิทธิส่วนบุคคลรัฐไม่ควรมากำกับเรื่องดังกล่าว รัฐธรรมนูญที่ดีต้องตอบโจทย์ในแง่ความเชื่อ มีเสรีภาพ และเสมอภาค ที่สำคัญหน้าที่ของรัฐต้องทำให้ทุกศาสนาจับมือกันเป็นกัลยาณมิตรที่ดีต่อกัน ไม่ใช่มาจำกัดศาสนาให้แคบลง
----------------------

พระเมธีธรรมาจารย์ (ประสาร จนฺทสาโร) 
เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย (ศพศ) 
กล่าวว่า ที่นายสัมฤทธิ์โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวถึง
เหตุผลที่ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญปี 2559 ในมาตรา 67 หมวด 5 หน้าที่ของรัฐ
----------------------
เพราะมองว่ารัฐอุปถัมภ์คุ้มครองพุทธศาสนานิกายเถรวาท
แต่ไม่คุ้มครองนิกายอื่นๆ นั้น บทบัญญัติดังกล่าวระบุชัดว่า
รัฐบาลอุปถัมภ์คุ้มครองพระพุทธศาสนาทุกนิกายเท่าเทียมกัน 
แต่ในส่วนของนิกายเถรวาท ซึ่งเป็นนิกายที่ชาวพุทธในไทยส่วนใหญ่นับถือ 
----------------------
ดังนั้น รัฐจึงสนับสนุนการศึกษาการเผยแผ่หลักธรรมศาสนาพุทธนิกายเถรวาทเป็นหลัก เพื่อให้ทิศทางในการเผยแผ่ศาสนาเป็นไปในทิศทางเดียวกันทั้งนี้ ศาสนาพุทธทุกนิกายอยู่ร่วมกันได้ แม้จะมีความแตกต่างกันด้านพิธีกรรมบ้างก็ตาม แต่ที่เป็นปัญหาคือการไม่บัญญัติศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติต่างหาก

วันจันทร์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2559

ขวางพระบิณฑบาต! หนทางสู่อเวจี . . .

      จากเหตุการณ์ที่พบเห็นในปัจจุบันนี้ มีคนกลุ่มเล็ก อ้างต่อต้านพิธีตักบาตร ตามจังหวัดต่างๆ เช่น ระยอง และหาดใหญ่



      ซึ่งมีผู้ออกมาร่วมตักบาตร กว่า 10,000 คน แต่มีผู้คัดค้านการตักบาตร เพียงกลุ่มคนเล็กๆ เพียงไม่กี่คน กลับถูกสื่อนำเสนอเสียดูใหญ่โต ทำให้ข้าพเจ้าอดนึกไม่ได้ว่า ในสมัยพุทธกาลก็เคยมีเหตุการณ์คล้ายๆ อย่างนี้เกิดขึ้นด้วยเหมือนกัน



พระเจ้าสุปปพุทธะ
      พระเจ้าสุปปพุทธะเป็นกษัตริย์ โกลิยะวงศ์ พระองค์เป็นพระราชบิดาของพระเทวทัต เมื่อทราบว่าพระเทวทัต ถูกธรณีสูบ ลงมหาอเวจีนรก ก็มิได้สำนึกในบาปบุญคุณโทษ กลับมีจิตคิดอาฆาตพยาบาท พระพุทธองค์ เพราะนอกจากจะทำให้พระเทวทัตต้องธรณีสูบแล้ว พระพุทธองค์ ยังทรงทำให้เจ้าหญิงยโสธราธิดาของพระองค์เป็นหม้าย จึงกลั่นแกล้งพระพุทธเจ้า ด้วยการเกณฑ์อามาตย์ข้าราชบริพารไปนั่งเสพเมรัยขวางทางที่ พระพุทธองค์ จะออกบิณฑบาตโปรดเวไนยสัตว์



      ซึ่งทางนั้นเป็นเพียงทางเดียวที่พระพุทธองค์ จะทรงเสด็จดำเนินไปได้ เมื่อพระพุทธองค์ เสด็จดำเนินผ่านไม่ได้ เพราะพระเจ้าสุปปพุทธะกับบริวารขวางอยู่นั้น ทำให้พระพุทธองค์ ทรงต้องอดพระกระยาหาร ๑ วัน พระอานนท์จึงทูลถามถึงโทษของพระเจ้าสุปปพุทธะพระพุทธองค์ จึงทรงได้มีพุทธฎีกาตรัสว่า “ดูก่อนอานนท์ หลังจากนี้ไปนับได้ ๗ วัน พระเจ้าสุปปพุทธะจะลงอเวจีตามเทวทัตไป”

      เมื่อบริวารของพระเจ้าสุปปพุทธะกลับไปถวายรายงานแล้ว พระองค์ก็มีจิตต้องการให้พุทธฎีกาของพระพุทธองค์มิเป็นความจริง จึงขึ้นประทับ ณ ปราสาท ๗ ชั้น แต่ละชั้นมีนายทวารป้องกันแข็งขัน ทรงตรัสกับนายทวารที่เฝ้าเป็นยามประตูนั้นว่า “ในระหว่าง ๗ วันนี้ ถ้าฉันลงมาละก็ พวกเธอจงขัดขวางเอาไว้และจะไม่มีใครทำโทษ” โดยประกาศต่ออามาตย์ ข้าราชบริพาร และพระบรมวงศานุวงศ์ ไว้ดังนั้น เพื่อมิให้นายทวารทั้งหลายต้องโทษ 
      
      ในวันที่ ๗ นั้นปรากฏว่า ม้าแก้วซึ่งเป็นม้าทรงศึกที่พระเจ้าสุปพุทธะโปรดปราน อาละวาดกระทืบโรง และร้องเสียงดัง พระเจ้าสุปปพุทธะเกิดเป็นห่วงม้าด้วยอาการขาดสติ จึงทรงลงจากปราสาทชั้น ๗ แต่ด้วยวิบากกรรมปรากฏว่านายทวารมิได้ขัดขวาง ด้วยคิดว่าเลยกำหนดครบ ๗ วันแล้ว พอพระเจ้าสุปปพุทธะย่างพระบาทเหยียบแผ่นดิน ก็ถูกพระธรณีสูบหายไปสู่มหานรกอเวจีตรงตามพุทธฎีกาที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้แก่พระอานนท์

      ดังนั้นการขวางทางพระไม่ให้บิณฑบาต คือขัดขวางหนทางพระนิพพานของตนเองและผู้อื่นจัดเป็นกรรมหนัก 






      กิจกรรมตักบาตรที่วัดพระธรรมกายได้จัดขึ้นนั้น มีวัตถุประสงค์ช่วยเหลือพระภิกษุ และครู ใน ๔ จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ชาวพุทธที่อาศัยอยู่ในบริเวณดังกล่าว สามารถมีกำลังใจหยัดสู้อยู่ได้ โดยได้จัดมาแล้วอย่างตลอดต่อเนื่อง ปีนี้ก้าวเข้าสู่ปีที่ 12 แล้ว 



วันศุกร์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2559

พระลิขิตฉบับจริง หรือฉบับปลอม มาพิสูจน์กันให้ชัดๆ

วันก่อนมีคนเอาเอกสารนี้ มายืนยันพระลิขิต ว่าเป็นตัวจริง



     น้องแสนดีเห็นก็ขำครับ เอาพระลิขิตฉบับจริง ที่ไม่ใช่ตัวก๊อบปี้มาก็จบแล้ว ต้องทำอะไรให้ยุ่งยากทำไม เลยเอาเอกสารรับรอง มาให้ดูกันชัดๆดีกว่าครับ และข้อมูลเพิ่มเติม น้องแสนดีก๊อบมาเลยนะครับ เพราะไม่อยากตัดรายละเอียด

     เรื่องนี้ถูกนำมาเปิดประเด็นว่าหลวงพ่อธัมมชโยควรจะต้องอาบัติปาราชิกไปแล้วตั้งแต่ปี 2542 โดยอ้างถึงเอกสารพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ซึ่งสุดท้ายกลายเป็นคำถามว่า เอกสารดังกล่าวมีที่มาที่ไปอย่างไร มีใครหรือขบวนการใดๆทำให้เกิดขึ้นมาหรือไม่


     เพราะมีประเด็นเรื่องการใช้ตัวเลขอารบิค แทนที่จะเป็นตัวเลขไทย ซึ่งปกติพระลิขิตตลอดเวลาที่ผ่านมา จะเป็นเลขไทยเท่านั้น แต่เอกสารดังกล่าวกลับมีตัวเลขอารบิคปนอยู่มั่วไปหมด หนำซ้ำขนาดและรูปแบบตัวหนังสือที่ดูแตกต่างกัน โดยเฉพาะในตำแหน่งที่มีการวงเล็บ วันเดือนปี ที่เป็นตัวเลขอารบิคนั้น แตกต่างจากตัวอักษรส่วนใหญ่ในพระลิขิตอย่างชัดเจน

    จึงเป็นเรื่องที่น่าเศร้าสะเทือนใจ เพราะล่วงเลยไปถึงขั้นว่า มีการปลอมพระลิขิตเกิดขึ้นหรือไม่… 

     ซึ่ง บางกอก ทูเดย์มองดูปรากฏการณ์นี้ด้วยความวิตกกังวลและห่วงใยในพระพุทธศาสนาที่สำคัญห่วงใยไปถึงการก้าวล่วงพระเกียรติของสมเด็จพระสังฆราชผู้อยู่ในใจของพุทธศาสนิกชนไทยทุกคน

     เพียงเพราะต้องการเอาชนะกันของใครบางคนที่อยู่เบื้องหลัง ทำให้มีเอกสารเกี่ยวกับพระลิขิตว่อนไปหมด และทำให้เกิดการเปิดหลักฐานว่า จริงๆแล้วมีการปลอมพระลิขิตสมเด็จพระสังฆราชเกิดขึ้นจริง มีการอ้างหลักฐานเรื่องการปลอมพระลิขิต ปลดนายบัณฑูร ล่ำซำ ผู้จัดการและประธานมูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัยฯ จากตำแหน่ง ว่าได้มีการแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามให้สืบสวนในทางลับ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2545 จนในที่สุดวันที่ 30 กรกฎาคม 2545 กองพิสูจน์หลักฐานได้ออกรายงานที่ 1001/2545 ลงความเห็นว่า ลายเซ็นของสมเด็จพระสังฆราช ในเอกสารทั้ง 6 รายการ เป็นลายเซ็นปลอม และได้มีการดำเนินคดีกับผู้รับใช้ใกล้ชิดในวัดบวรนิเวศหลายคน ในข้อหา “ร่วมกันปลอมและใช้เอกสารปลอม” (เอกสาร1)

     แล้วก็เป็นอย่างที่ห่วงจริงๆ เพราะเมื่อมีการตั้งข้อสงสัยว่าเอกสารพระลิขิตมีใครทำขึ้นมาหรือไม่ ก็เกิดมีเอกสารมติมหาเถรสมาคม ครั้งที่ 16/2542 ออกมาอีกฉบับ เพื่อมุ่งยืนยันว่าพระลิขิตนั้นเป็นพระลิขิตจริง มีการอ้างถึงกรณีเอกสารวันที่ 26 เมษายน 2542 ด้วย ดังกล่าว (เอกสาร2)

    ปัญหาก็คือเอกสารนี้ก็ถูกตั้งคำถามถึงที่มาที่ไปอีกเช่นกัน เพราะยังคงมีประเด็นเดิมคือ มีตัวเลขอารบิคปนมา ในขณะที่การกรอกตัวเลขมติ ใช้เลขไทย หรือแม้แต่การลงลายมือชื่อของผู้ลงนามในเอกสารก็ยังใช้เลขไทยว่า ๒๐ พ.ค.๔๒ ใต้ชื่อของนายประยูร รักยิ้ม

     แถมตัวอักษรที่พิมพ์ชื่อนายประยูรก็คนละขนาดอีกแล้ว ตำแหน่งที่ควรจะพิมพ์ให้ชัดเจนว่าตำแหน่งอะไร ก็กลับใช้ลายมือเขียนเอาเอง ใต้ตัวพิมพ์ชื่อที่เอียงๆอย่างเห็นได้ชัด

     ทำให้เกิดประเด็นสืบค้นกันว่าแล้ว “นายประยูร รักยิ้ม” ผู้นี้เป็นใคร? ถึงได้มาเป็นผู้ลงนามในเอกสารสำคัญเช่นนี้

     ผลจากการสืบค้น เอกสารจากมติมหาเถรสมาคมช่วงปี 2542 ไม่สามารถที่จะค้นได้ว่านายประยูร ทำหน้าที่อะไร แต่มาพบในเอกสารมติมหาเถรสมาคม ครั้งที่ 20/2545 เรื่องการขออนุมัติจ้างลูกจ้างชั่วคราวเป็นรายปี โดยอ้างมติเมื่อ วันที่ 20 กันยายน 2544 ที่ให้กรมศาสนาจ้างนายประยูร รักยิ้ม เป็นลูกจ้างชั่วคราวเป็นรายปี ในตำแหน่ง ที่ปรึกษาสำนักงานเลขาธิการมหาเถรสมาคม เงินเดือนเดือนละ 10,000 บาท โดยจ้างตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2544 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2545 ซึ่งเอกสารดังกล่าวอ้างว่าเพื่อประโยชน์ในงาน จึงสมควรอนุมัติให้จ้างต่ออีก 1 ปี คือตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2545 ไปถึง 30 กันยายน 2546 โดยเพิ่มเงินเดือนเป็น 24,170 บาท เอกสารลงนามโดย นายสุทธิวงศ์ ตันตยาพิศาลสุทธิ์ รองอธิบดี ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมศาสนา (เอกสาร 3)

     และเอกสารมติมหาเถรสมาคม ครั้งที่ 21/2546 ก็มีการอนุมัติการจ้างนายประยูร รักยิ้ม เป็นลูกจ้างชั่วคราวเป็นรายปี ในตำแหน่ง ที่ปรึกษาสำนักงานเลขาธิการมหาเถรสมาคม ต่ออีก 1 ปี คือตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2546 ถึง 30 กันยายน 2547 เอกสารลงนามโดย นายสุทธิวงศ์ ตันตยาพิศาลสุทธิ์ ในฐานะเลขาธิการมหาเถรสมาคม (เอกสาร 4)

     ถ้านับตามหลักฐานที่ปรากฏ นายประยูรเข้ามาทำหน้าที่ในปี 2544 แล้วไฉนจึงสามารถลงนามในเอกสารปี 2542 ได้ และที่สำคัญตำแหน่งที่ปรึกษาที่เป็นลูกจ้างรายปี เงินเดือนแค่ 10,000 บาทในปี 2544 สามารถมาลงนามในเอกสารสำคัญที่เกี่ยวข้องกับเอกสารพระลิขิตได้หรือ?
.........................

     การันตี? ใช้ของปลอม การันตี นี่ไม่ปลอม จะเมามอม ผู้คน ไปถึงไหน เอาของปลอม มารองรับ กันทำไม เพื่ออะไร ไร้ค่า อยู่เช่นเดิม

     จุดสังเกต หลายแห่ง ก็ดูแปลก ทั้งไทยแยก อารบิก สลับเพิ่มอีกตัวฟอนท์ ก็เฉเฉียง เอียงกว่าเดิม ถามเพิ่มเติม นี่ลายเซ็น ของผู้ใด ?


น้องแสนดี ขี้สงสัย

m.facebook.com/nongsaandee/photos/a.1687392191533460.1073741827.1687389814867031/1699963633609649/?type=3&theater

ให้ ส.ว.แต่งตั้ง เลือกนายกฯ ดีไหม?

     ท่านผู้ใหญ่ถามผมว่าถ้าการเมืองถอยหลัง ยอมให้ ส.ว.เลือกนายกรัฐมนตรีได้ ประเทศไทยและคนไทยจะเป็นยังไง?


     ผมเรียนท่านว่า ไทยจะเป็นหนึ่งในประเทศที่ล้าหลัง เศรษฐกิจไทยจะลงเหว คนไทยจะอดอยากยากแค้น อีกไม่เกินยี่สิบปี ลูกหลานไทยจะต้องไปเป็นคนใช้ คนงานในเวียดนาม กัมพูชา และเมียนมา

     ท่านผู้ใหญ่เถียงว่า ประเทศจะดีหรือจน คนจะเจริญหรือตกต่ำ มันขึ้นอยู่กับคุณภาพ? ขึ้นอยู่กับวัฒนธรรม ว่าแข็งหรืออ่อน? ไม่ใช่เรอะ?

     ผมเรียนถามว่า ท่านรู้จักเกาหลีไหมครับ? ท่านผู้ใหญ่ผงกหัวกึกๆ ผมพูดต่อว่า อ้า ทั้งคนเกาหลีใต้และคนเกาหลีเหนือ เมื่อก่อนอยู่ในประเทศเดียวกัน มีมาตรฐานชีวิตแบบเดียวกันวันหนึ่งประเทศถูกแยกออกเป็น 2 ส่วน คือสาธารณรัฐเกาหลี หรือเกาหลีใต้ และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี หรือเกาหลีเหนือ

     แม้จะแยกประเทศออกจากกันไปแล้ว แต่คนเกาหลีทั้งสองประเทศก็ใช้ชื่อนามสกุลเหมือนกัน พูดและเขียนภาษาเดียวกัน มีวัฒนธรรมประเพณีคล้ายกัน? ทุกอย่างเหมือนกันเกือบหมด ต่างกันแต่เพียงอย่างเดียว คือเกาหลีเหนือเป็นเผด็จการ เกาหลีใต้เป็นประชาธิปไตย มีระบบเลือกตั้งที่เป็นสากล

     ผลก็คือ... เกาหลีใต้เป็นประเทศเศรษฐกิจดี ผู้คนแฮปปี้มีความสุข แต่เกาหลีเหนือเป็นประเทศยากจนข้นแค้น ผู้คนไม่มีอะไรจะกิน มีภาพและข่าวเล็ดรอดออกมาบ่อยๆ ว่า เกาหลีเหนืออดยากจนขนาดบางหมู่บ้าน ผู้คนกินหญ้าแทนข้าว

     ความแตกต่างของสองประเทศนี้ก็คือ 'การเมืองการปกครอง' ที่เป็นประชาธิปไตย และที่ไม่เป็นประชาธิปไตย

     ขอกราบเรียนถามท่านหน่อย ว่า ส.ว. แต่งตั้งยึดโยงกับประชาชนตรงไหน? ไม่ได้มาจากประชาชนเลยนะครับ คนกลุ่มไหนแต่งตั้ง ก็ต้องไปรับใช้คนกลุ่มนั้น

     การให้ ส.ว.แต่งตั้งเลือกนายกรัฐมนตรีเป็นการพาบ้านเมืองลงนรก ท่านก็รู้ผลอยู่แล้ว ว่าถ้าบ้านเมืองไม่เป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์และสากล คนทั้งโลกก็จะไม่ยอมรับ สถานะของประเทศจะตกต่ำย่ำแย่แน่ ทั้งท่านทั้งผมก็พอมองออก ทำไมท่านยังถึงยังกล้าที่จะสนับสนุนให้ประเทศของเราเดินไปสู่นรกขุมนั้นเล่าครับ?

     ท่านผู้ใหญ่นิ่ง ผมจึงรุกต่อ.... 55 ปีที่แล้ว ในทวีปเอเชีย 47 ประเทศ เมียนมาเป็นประเทศที่มีความเจริญอยู่แถวหน้า มีมหาวิทยาลัยที่ได้มาตรฐาน มีระบบการปกครองที่เป็นประชาธิปไตย

     ถึงคราวที่ทุกประเทศสมาชิกสหประชาชาติจะเลือกผู้นำเบอร์หนึ่งของตน ซึ่งคราวนั้นเป็นวาระของเอเชีย เกือบทุกประเทศเลือกนายอู ถั่น คนเมียนมา ท่านเป็นเบอร์หนึ่งของโลกนี้อยู่นานถึง 10 ปี (30 พฤศจิกายน 2504 - 31 ธันวาคม 2514)

     ต่อมา เมียนมามีปฏิวัติรัฐประหาร เผด็จการยึดบ้านยึดเมือง เมียนมาจึงตกต่ำไปเรื่อยๆ อย่างไม่รู้ตัว จนกระทั้งถึงจุดที่ลูกหลานเหลนโหลนคนเมียนมาต้องเข้ามาเป็นคนใช้ตามบ้านเรือนคนไทย ในปั๊ม ตามโรงงาน ท่านไปดูซี คนเมียนมาทั้งนั้น

     สิบกว่าปีมานี้ เกาหลีใต้เป็นประเทศมาแรงแซงโค้งหลายประเทศ เศรษฐกิจเกาหลีใต้ดีมาก การเมืองการปกครองของเกาหลีใต้ก็นิ่งและเป็นประชาธิปไตยสากลสมบูรณ์ 1 มกราคม 2550 คนเกาหลีใต้ คือนายบัน คีมุน ก็ได้รับเลือกจากประเทศสมาชิกสหประชาชาติให้เป็นเลขาธิการ เป็นเบอร์หนึ่งขององค์กรที่ใหญ่ที่สุดของโลก

     ในขณะที่คนเกาหลีเหนือ 25 ล้าน ที่ใช้ชื่อนามสกุลเดียวกัน พูดจาภาษาเดียวกัน มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาเหมือนกัน กลับแทบไม่มีอาหารจะกิน

     ความแตกต่างทั้งหลายนี้ มาจากระบบการเมืองการปกครอง คนเกาหลีเหนือจะเก่งอย่างไร คิดนี่ได้ คิดโน่นได้ คิดดีวิเศษเพียงไหน แต่คนข้างบนสุด คือ นายคิม จ็อง-อึน ไม่เอาด้วย ทุกอย่างก็จบ ที่ทำสร้างและพัฒนามา ก็มีค่าเป็นศูนย์ คณะผู้นำเกาหลีเหนือไม่ยึดโยงกับประชาชน ไม่ว่าจะเป็นประธานาธิบดี สมาชิกสมัชชาประชาชนสูงสุด นายกรัฐมนตรี ฯลฯ

หน้าที่ของคนไทยในปัจจุบัน เราต้องค้นหาคนที่...
1. แพ้เป็น
2. รู้จักพอ
     
     แบบพลเอก เต็ง เส่ง อดีตประธานาธิบดีเมียนมาที่เพิ่งลงจากตำแหน่งไป ให้เจอ หลังจากที่คนเมียนมาทั้งประเทศเลือก ส.ส.จากพรรคของนางซูจีท่วมท้น พรรคของพลเอกเต็ง เส่ง แพ้หมดรูป ท่านก็ไปบวชเป็นพระภิกษุ

     คนใกล้ชิดเล่าให้ฟัง ท่านเห็นว่าคนเมียนมาทุกข์ทรมานยากจนข้นแค้นแสนสาหัสจากระบบเผด็จการมานาน ท่านจึงวางรากฐานเอาไว้ในระหว่างท่านที่เป็นผู้นำ ให้คนเมียนมามีสิทธิเสรีภาพ

พลเอก เต็งเส่ง เสียสละ เมียนมาจึงทะยานบิน เป็นประเทศขาขึ้น.

ส่วนไทย เพราะไม่ยึดโยงกับประชาชน เราจึง... เป็นประเทศขาลง.
_______________

เป็นการเปรียบเทียบที่ยอดเยี่ยมของคุณนิติภูมิ นวรัตน์

วันจันทร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2559

“12 องค์กรพุทธ” ลงมติ 4 ข้อ อุกเขปนียกรรม “พุทธอิสระ”

12 องค์กรพุทธ ลงมติ 4 ข้อ อุกเขปนียกรรม-ดำเนินคดี-ดีเบต “พุทธอิสระ” ลุยล่าชื่อถอดถอน “บิ๊กต็อก” แล้ว



     เมื่อวันที่ 4 เมษายน ผศ.ดร.เมธาพันธ์ โพธิธีรโรจน์ เลขาธิการสมาคมนักวิชาการเพื่อพระพุทธศาสนา (สนพ.) ในฐานะผู้ประสานงานเครือข่าย เปิดเผยภายหลังหารือกับศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย (ศพศ) และภาคีเครือข่ายองค์กรชาวพุทธ 10 องค์กร ว่า วันนี้ภาคีเครือข่ายองค์กรชาวพุทธ 12 องค์กร ได้ประชุมหารือร่วมกันถึงสถาการณ์ที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาทั้งหมด โดยมีหัวข้อการประชุมดังนี้ 


     1.การประกาศลงอุกเขปนียกรรมพระสุวิทย์ ธีรธมฺโม หรือพระพุทธะอิสระ วัดอ้อน้อย จ.นครปฐม ที่ประชุมมีมติให้คณะสงฆ์ที่ออกประกาศ และแถลงการณ์ ทำพิธีสวดอุกเขปนียกรรมตามพระธรรมวินัย และตามความสะดวกในแต่ละท้องถิ่น เมื่อทำพิธีแล้วให้ประกาศเป็นทางการอีกครั้ง 




     2.ความคืบหน้าการร่างคำกล่าวโทษดำเนินคดีกับพระพุทธะอิสระ ในข้อหากล่าวจาบจ้วงสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ และยุยงให้คณะสงฆ์แตกแยก ขณะนี้ดำเนินการใกล้แล้วเสร็จ คาดว่าภายในสัปดาห์หน้า พระสงฆ์ทั่วประเทศที่มีความประสงฆ์แจ้งดำเนินคดีกับพระพุทธะอิสระ สามารถดำเนินการได้เลย 


     3.การดีเบตระหว่าง สนพ. และพระพุทธะอิสระใน 4 ประเด็น อาทิ การตั้งสมเด็จพระสังฆราช และการปฏิรูปกิจการคณะสงฆ์ ขอให้พระพุทธะอิสระลดเงื่อนไขลง เรื่องให้รัฐบาลเป็นเจ้าภาพถ่ายทอดสด เปลี่ยนให้สื่อสารมวลชนเป็นเจ้าภาพแทน และขอยืนดีเบตใน 4 ประเด็นเช่นเดิม โดยเฉพาะเรื่องพระลิขิตสมเด็จพระสังฆราช เป็นเรื่องที่จะนำมาดีเบตมากที่สุด 
     

     4.การลงชื่อถอดถอน พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กรณีที่ออกมากล่าวจาบจ้วงผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช โดยเรื่องนี้แม้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะออกมาย้ำว่าจะไม่มีการถอดถอนเพราะท่านเป็นผู้แต่งตั้ง แต่ภาคีเครือข่ายองค์กรชาวพุทธจะยังไม่ยุติในการเคลื่อนไหวในเรื่องนี้ และ

     5.การเคลื่อนไหวในเรื่องอื่นๆ จะประชุมในครั้งถัดไป

“ภาคีเครือข่ายองค์กรชาวพุทธจะไม่หยุดเคลื่อนไหว จนกว่าฝ่ายที่ออกมากล่าวจาบจ้วงล่วงเกินผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชจะยุติ รวมถึง รัฐบาลต้องดำเนินการเรื่องสถาปนาสมด็จพระสังฆราชตามขั้นตอนด้วย”นายเมธาพันธ์ กล่าว

http://www.matichon.co.th/news/94520