วันพฤหัสบดีที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2559

Thai Monks ย้ำชัด ! ปาราชิก แน่ๆ

พระสุวิทย์ วัดอ้อน้อย หยุดหัวหมอ
-------------------
พุทธอิสระ อ้างความผิดฐานละเมิดสถานที่ราชการ ไม่ถือเป็นปาราชิก



----อ้างอิงคำพูดพุทธอิสระ---
https://www.facebook.com/issaradhamtv/videos/1630584703927639/
-------------------

   จากกรณีที่ “ทนายประสิทธิ์ สันจิตร”ประธานเครือข่ายพิทักษ์พุทธพร้อมด้วย “กลุ่มพลังสตรีรักษ์พระพุทธศาสนา” ได้เดินทางไปยื่นหนังสือกล่าวหา “พระสุวิทย์ ธีรธมฺโม” ว่าต้องอาบัติปาราชิก สิกขาบทที่ 2 ให้พ้นจากความเป็นพระต่อเจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย ในฐานะผู้ปกครอง



วันพุธที่ 29 มิถุนายน พ.ศ.2559 เวลา 15.00 น. 
ณ วัดอ้อน้อย อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม
-------------------
  ในการกล่าวโทษนั้น เป็นเฉพาะประเด็นความผิดทางพระวินัย !

 เพราะความผิดในทางโลกพุทธอิสระยอมรับไปแล้ว และพุทธอิสระก็กำลังอยู่ระหว่างเสียค่าปรับเพื่อเป็นการชดใช้ค่าเสียหาย

  ทว่า การออกสื่อ ให้สัมภาษณ์ ของพุทธอิสระในวันเวลาเดียวกันนั้น พุทธอิสระอ้างว่า ตนไม่มีความผิดทางพระวินัย

  แต่ Thai monks เห็นท่าไม่ได้การ เพราะ พุทธอิสระ กำลังหลบเลี่ยงความผิดทางพระวินัย ที่ตนได้กระทำไปแล้วจริง 

  แต่กลับพูดจาบ่ายเบี่ยง ไม่ยอมรับผิด หัวรั้น สมดังที่คณะสงฆ์อ้างเอาความหัวดื้อ ไม่รู้สำนึกผิด เป็นเหตุผล ในการร่วมกันประกาศอุกเขปนียกรรม ต่อพุทธอิสระไปในที่สุด ตามที่สื่อต่างๆ เคยนำเสนอไปแล้ว http://rukmeuangtai.blogspot.com/2016/04/blog-post_23.html
-------------------

   การบุกยึดสถานที่ราชการ อันเป็นเหตุให้ทรัพย์สินส่วนราชการได้รับความเสียหาย ถ้าดูตามที่เจตนา และ ความพยามของพุทธอิสระ ในคลิป youtube พบว่า การบุกยึดสถานที่ราชการ เป็นการออกคำสั่งโดย พุทธอิสระ ซึ่งเป็นคนพูดเองว่า "เราต้องออกมาช่วยกัน" ปรากฎอยู่ในคลิปนี้ https://www.youtube.com/watch?v=3aX5npS1b3c
-------------------

   และการกระทำของพุทธอิสระ ที่บุกยึดสถานที่ราชการนั้น ก็กินเวลาหลายเดือน จึงส่อเจตนาอยู่แล้วว่า ต้องการ ยึดสถานที่ราชการจริง
จน ทรัพย์สินในพื้นที่ราชการนั้น ได้รับความเสียหาย ตีราคาเป็นเงินจำนวนมาก
-------------------

   ซึ่ง ศาลได้พิเคราะห์พฤติการณ์ของจำเลยแล้ว จึงมีคำพิพากษาของศาลแพ่งให้จำเลยที่ 1 คือ “หลวงปู่พุทธอิสระ” หรือ “พระสุวิทย์ ธีรธัมโม” ให้ต้องร่วมกันรับผิดกับจำเลยที่ 2 (พล.ต.สมเกียรติ วัฒนวิกย์กิจ) ร่วมกันใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ (DSI) เป็นจำนวนเงิน 899,203 บาท พร้อมดอกเบี้ย ร้อยละ 7.5 นับจากวันถัดฟ้อง คือ วันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ.2557 และให้จำเลยร่วมกันจ่ายค่าฤชาธรรมเนียมศาล และค่าทนายความแก่โจทก์อีกเป็นจำนวนเงิน 10,000 บาท
-------------------

   โดยคำสั่งศาล สั่งให้พุทธอิสระ ชดใช้ค่าเสียหายนั้น เป็นหลักฐานยืนยันที่ชัดแจ้งว่า ว่าทรัพย์สินราชการ ถูกตีราคาว่าเสียหายเกิน 5 มาสก อย่างชัดแจ้ง
-------------------


   การบุกยึดสถานที่ราชการของพุทธอิสระในครั้งนั้น แม้โดยพฤติกรรมมิส่อว่าเป็นการลักขโมย โดยการนำไปเสียจากเจ้าของทรัพย์

   แต่ทรัพย์สินส่วนราชการ ก็หลุดไปจากความครอบครองของเจ้าของ (คือถูกทำลาย) อาศัยมูลเหตุ ที่ทรัพย์สินถูกทำลายนั้น
การกระทำของพุทธอิสระ ก็ได้ชื่อว่า ทำให้ทรัพย์เคลื่อนจากฐาน
ดังนั้น พุทธอิสระก็ต้องอาบัติปาราชิก ตามสิกขาบท พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ ในหมวด ถลัฎฐวิภาค (ถะ-ลัด-ถะ-วิ-พาก )
ใจความว่า

  ที่ชื่อว่า ทรัพย์ตั้งอยู่บนพื้น ได้แก่ทรัพย์ที่เขาวางไว้บนพื้น ภิกษุมีไถยจิตคิดจะลักทรัพย์ที่ตั้งอยู่บนพื้น เที่ยวแสวงหาเพื่อนก็ดี เดินไปก็ดี ต้องอาบัติทุกกฏ ลูบคลำ ต้องอาบัติทุกกฏ ทำให้ไหว ต้องอาบัติถุลลัจจัย ให้เคลื่อนจากฐาน ต้องอาบัติปาราชิก.
-------------------

  ประเด็นที่พุทธอิสระ ต้องอาบัติปาราชิก ก็คือ ทำให้ทรัพย์สินเคลื่อนจากฐาน โดยการทำลาย ให้ตกไปจากความครอบครองของเจ้าของ
-------------------

  รวมกระทั่ง "บทภาชนีย์" ตามพระวินัยที่ว่า เที่ยวแสวงหาเพื่อนก็ดี เดินไปก็ดี เหล่านั้น มีผลผูกพันธ์ ครบถ้วนกระบวนความ ซึ่งหมายความโดยอรรถ ว่า คำว่า ‪#‎เที่ยวแสวงหาเพื่อนก็ดี‬ ย่อมหมายถึง แค่เริ่มชักชวนม็อบ หรือเพื่อนรวมอุดมการ์ณในการบุกยึดสถานที่ราชการ คำว่า ‪#‎เดินไปก็ดี‬ 

  ย่อมหมายถึง การย่างเท้าโดยมีเจตนาเข้าไปบุกยึดสถานที่ราชการ 
ดังนี้นั้น เป็นพฤติกรรม ที่พุทธอิสระ เลี่ยงไม่พ้นข้อกล่าวหา อย่างแท้จริง
-------------------

   นั่นคือ พุทธอิสระ ระดมมวลชน เที่ยวแสวงหาเพื่อน และ เดินเข้าไป ทำให้ทรัพย์สินส่วนราชการ เช่น กรวย อุปกรณ์สำนักงาน เป็นต้น ให้มีอันต้องเคลื่อนจากฐาน ดังที่ปรากฎเป็นภาพในสื่อ ทั้งภาพ และ วีดีโอ เหล่านั้น เป็นการกระทำที่พุทธอิสระ ต้องอาบัติปาราชิก จริงๆ
-------------------

   พระวินัยเหล่านี้ คือ พุทธดำรัส ได้ทรงตรัส ดักคอไว้หมดแล้ว 
แม้จะมีคนพูดแก้ต่างว่า แค่เดินผ่านเฉยๆ ไม่ได้คิดขโมย หรือ 
ไม่ได้คิดทำลาย ก็ตาม แต่อย่าลืมว่า พระวินัยนี้ ทรงบัญญัติโดยความเป็นผู้รู้แจ้งโลก ของพระสัพพัญญูพุทธเจ้า

พุทธอิสระ จะแถ ดิ้น ไปต่างๆ นานา อย่างไร ก็หนีความผิดไปไม่ได้

cr.thai monks

วันอังคารที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2559

หากล้มวัดพระธรรมกายได้ ก็ล้มวัดอื่นๆ ได้ !!!

หากล้มวัดพระธรรมกายได้ก็ล้มวัดอื่นๆ ได้ 
ในที่สุดก็ล้มคณะสงฆ์ได้  ...
*******
"ภัททะกัง สุปินัง ปัสสะติ - ฝันดี
อาจมาจากเรื่องร้าย แต่สะท้อนความจริงได้ ! ทำไมพุทธต้องฟัดพุทธ ?"



@ เมื่อวานเพื่อนร่วมงานผมทำงานกันสนุก เพราะมีแขกมาเยือน ทางเฟชบุค ผมเห็นตอนเช้า แต่เพื่อนบอกว่ามาตั้งแต่ตอนเที่ยงคืนแล้ว เฟชบุคนี้มีเป้าหมายต้องการเล่นงานผมโดยตรง ...

เพื่อนๆสรุปว่า ผู้จัดทำมีการวางแผนมาอย่างดี ...เตรียมให้เกิดความยืดเยื้อ หวังผลสร้างความเด่นให้ตนเองเเป็นหลักโดยมีสานุศิษย์บางคนคอยร่วมยุ ...

สุดท้ายเพื่อนๆถามผมว่า มีเรื่องโกรธเคืองอะไร เป็นการส่วนตัวหรือเปล่า ? 

@ ผมมองชื่อ พยายามนึกถึงหน้า..บอกตรงๆว่าลืมความเกี่ยวข้องที่สนิทสนมกันไปนานแล้ว 

 ระยะหลังก็พูดคุยกันห่างๆ พบก็ยกมือไหว้ในฐานะพระสงฆ์ ท่านให้หนังสือก็อ่าน รู้ว่าท่านต้องการกำลังใจก็ให้ไป เพื่อจะได้ทำงานเพื่อพระพุทธศาสนา...แต่ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดลืมจริงๆว่าเคยมีหรือเปล่า ?

@ ตกกลางคืน หลังจากไหว้พระสวดมนต์...ผมนั่งอ่านเฟชบุคจนง่วง จึงเข้านอน 

ฟังเสียงฝนกระทบหลังคาแล้วก็หลับไป...ในที่สุดก็ฝัน...
    
 "ณ กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ที่สถานที่แห่งหนึ่งแถวท่าพระจันทร์ มีพระหนุ่มรูปหนึ่งมาหาผม ท่าทางสงบเสงี่ยม แต่เชื่อมั่นตัวเองคุยกันได้ครู่หนึ่งก็ยื่นเอกสารให้ผม 

เป็นข้อเขียนของท่าน  ผมอ่านจนจบแล้วก็บอกว่าดี แต่มีข้อต้องแก้ไข บางที่เยิ่นเย้อ...


 พระหนุ่มแสดงสีหน้าไม่สู้ดีที่ผมวิจารณ์...ผมก็อธิบายต่อตามวิสัยของคนชอบสอนหนังสือ แต่นึกไม่ถึงว่าจะเกิดเหตุการณ์ต่อไปนี้...คือ ทุกครั้งที่พบพระหนุ่มรูปดังกล่าว 


 จะได้รับการมองด้วยสีหน้าแววตาที่ไม่เป็นมิตรเหมือนเมื่อก่อน ..ผมก็รู้ได้ทันทีว่าคงมาจากการวิจารณ์ในวันนั้น...แต่ก็ไม่สนใจอะไร เพราะถือเจตนาดีเป็นที่ตั้ง จากนั้นก็ไม่ได้พบกัน


 ในความฝันยังเห็นอีกว่า"... ๑๐ ปีต่อมา พบกันอีกครั้ง..ได้ทราบว่าท่านพัฒนาตัวเองมาเป็นพระวิปัสสนาจารย์ สอนตามที่ต่างๆ ก็มีคนชื่นชมพูดถึง ...


 คราวนี้พบและพูดคุยกันห่างๆ  ..เพราะต่างคนต่างมีภาระ...พบแต่ละครั้งคุยกันไม่ถึง ๕ นาที ท่านก็บอกว่าท่านเขียนหนีงสือเรื่องนั้นเรื่องนี้ ผมก็อนุโมทนา  และบางทีท่านก็ให้มาอ่าน  ...ผมรับแล้วพลิกดูก็ให้กำลังใจ เพราะรู้ว่าท่านต้องการ"


 ผมยังฝันยาว."..ตอนหลัง...ท่านเขียนเรื่องภิกษุณี ท่านบอกผมด้วยความเชื่อมั่นว่าจะรวบรวมหลักฐานมาแสดง เป้าหมายก็เพื่อต้องการบอกสังคมว่า 


 การที่ผู้หญิงบวชทุกวันนี้ไม่ถูกต้อง  ผมเองชื่นชม แต่ไม่ตื่นเต้นอะไร เพราะหลักฐานพระวินัยที่ท่านอ้างเพื่อให้เห็นว่าบวชเป็นภิกษุณีทุกวันนี้ทำไม่ได้ ก็อ้างกันมาเยอะแล้ว...


 จนนักวิชาการฝ่ายสตรีนิยมตำหนิว่า พระชอบอ้างพระวินัยเฉพาะส่วนที่ท่านได้ประโยขน์ แต่ถ้าอ้างแล้วทำให้ท่านเสียประโยชน์ท่านก็ไม่อ้าง เช่น ห้ามรับเงิน...


จึงได้แค่รับหนังสือไว้ แต่ไม่ได้เผยแพร่เพราะเห็นมีอยู่ดื่น และเห็นว่าการแค่ยกคัมภีร์มาอ้างเพื่อห้ามคงไม่พอ


 ใครก็ทำได้ ไม่อัศจรรย์อะไร แต่การหาทางออกให้น่าจะสำญคักว่า เพราะเป็นการสงเคราะห์ผู้หญิงซึ่งก็เป็นภาระของพระศาสน่าด้วย จึงไม่ได้ให้ความสำคัญอันใดต่องานชิ้นนั้น 

แต่ก็ชื่นชมในความอุตสาหะ"

 ผมสะดุ้งตื่นเข้าห้องน้ำแล้วมาหลับฝันต่อเรื่องเดิม "...ตอนที่รณรงค์พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ อาจจะเป็นผมกดติดต่อเข้าไปเพราะเห็นชื่อท่านขึ้นในเฟชบุคของผม ก็คนรู้จักกันก็เลยแอดเข้าไป

...และได้คุยกันถึงงานที่ทำ...ท่านสนใจ ท่านยินดีสนับสนุน เห็นบอกว่า ถ้ามีการตั้งคณะทำงานเพิ่มท่านพร้อมช่วยแถมบอกว่ามีเงินอยู่ก้อนหนึ่ง 

 ผมเสนอเรื่องของท่านต่อประธานฝ่ายพระ เห็นท่านประธานเฉยๆไม่สนใจถามต่อ ผมก็เลยหยุดไม่ได้ติดต่อกลับไปอีก.."

 ผมยังฝันต่อ "...เมื่อตอนที่เขียนวิพากษ์พระมหาไพรวัลย์ ผมโดนถล่มหนัก  ก็มีไลน์ของพระรูปนี้มาถึงด้วยความห่วงใย ผมขอบคุณ ก่อนจากกัน ท่านบอกว่าท่านส่งกลอนมาให้ออกหน้าเฟชบุคผม ๑ บท

 เป็นกลอนตำหนิพระมหาไพรวัลย์กลายๆ แต่ผมก็ไม่ได้เอาลง  พระรูปนั้นก็อุตส่าห์ไปลงเฟชของท่านบอกแฟนคลับให้อ่านงานท่านได้ที่หน้าจอของผม แต่ผมก็ไม่ได้ทำให้ท่าน เพราะทำไม่เป็น และเพราะคิดว่า 


 ไม่ยุติธรรมกับพระมหาไพรวัลย์ เมื่อผมว่าท่านก็ควรใช้วาทะของผมเอง  ไม่ควรดึงคนอื่นมาเป็นศัตรูกับท่าน  ก็เลยไม่ได้ลงให้ท่าน ...เหมือนไม่ให้ความสำคัญท่าน


  จากนั้นก็ไม่ได้ติดต่อกันอีก และผมก็ลืมท่านไปเลย เพราะมัวแต่ยุ่งกับงาน สมาพันธ์"


@ มานึกถึงท่านอีกทีก็ตอนที่เขียนเรื่องวัดพระธรรมกาย ในฐานะเป็นสถาบันพระพุทธศาสนาสถาบันหนึ่ง ที่กลุ่มของผมหากจะปล่อยให้เผชิญภัยตามลำพังก็ดูจะใจดำเกินไป ทั้งๆที่วัดพระธรรมกายก็ไม่ได้ให้อะไรเราเป็นการเฉพาะ 

แต่เรามองในภาพรวม วัดพระธรรมกายจึงเป็นส่วนหนึ่งของภาพรวมนั้น และฝ่ายที่จ้องเล่นงานวัดพระธรรมกายเขาก็มองในภาพรวม  หากล้มวัดพระธรรมกายได้ก็ล้มวัดอื่นๆได้ ในที่สุดก็ล้มคณะสงฆ์ได้  ...

 การล้มวัดพระธรรมกายมีแผนจากต่างศาสนามาหลายสิบปี ศาสนาไหนล่ะ ? ก็ลองไปดูซี่ ศาสนาใดที่ซื้อที่ล้อมวัดพระธรรมกาย ก็ศาสนานั่นแหละ

...เขาทำด้วยสามัคคีและกฏหมาย เรามีแต่ศรัทธาและความภูมิใจแบบหลงเงาอดีต แต่ไม่ตื่นรับรู้ความจริง

 หลายคนอาจคิดว่าก็ล้มไป จะเอาไว้ทำไม ในเมื่อคณะสงฆ์ก็บกพร่องมากมาย 

 พวกเราก็เห็นจุดนี้... แต่เรามั่นใจว่า เป็นภัยภายใน ที่แก้ได้ และไม่มั่นใจในโครงสร้างใหม่ ที่จะมี ๓ เกลอ (พระ ๑ + ฆราวาส ๒) มาเป็นตัวกำหนด ...

 คณะเราจึงทักท้วง  และปลุกทุกฝ่ายให้ตื่น. แต่นึกไม่ถึงว่า ชาวพุทธตื่นแล้วมาไล่ฟัดกันเอง  ...ศาสนานั้น เขาชอบใจน่าดู

@ ผมต้องขอบคุณสมาชิกสมาพันธ์ชาวพุทธที่ประกาศความกล้ามาช่วยกันชี้แจง

ทำให้ผมมั่นใจว่าเราไปได้แน่  แต่ละคนที่เห็นยามปกติคือ "แมวเชื่อง" แต่เมื่อสถานการณ์เชิงรุกมาถึง 

ทุกคนก็คือ "ราชสีห์ " พร้อมสู้และสู้จริงๆ

 สู้ ไม่สู้เปล่า ยังไล่ฟัด"หมูอ้วน ๒-๓ ตัว" กระจุยกระจายปิดเฟชบุคหนีกันจ้าละหวั่น

 (หมูอ้วนบางตัวอุตส่าห์เปลี่ยนชื่อเสียงเรียงนาม แต่พอคุยไปๆ สันดานเก่าออก เลยจำได้ ราชสีห์เราก็จมูกไวไล่ขย้ำซะเลย แต่ก่อนสิ้นลายยังมีแรงด่ากลับนะว่าราชสีห์เราเป็นคนไม่มีศาสนา)

 มิหนำซ้ำ พระเจ้าของแผนการที่ผมฝันถึง พอเจอราชสีห์เขี้ยวตันเข้าไปก็ปิดเฟชบุคหนีเหมือนกัน  

 ราชสีห์ทุกตัวให้เหตุผลต่อกลุ่มตรงกันว่า... 
  
 "เถื่อนต้องเจอเถื่อน มามัวสุภาพอย่าง อ.บรรจบไม่ได้หรอก"

@ ขอขอบคุณราชสีห์ทุกท่าน...วันหลังหากฝันใหม่จะใช้บริการอีกครั้ง

  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ร้อยโท ดร. บรรจบ บรรณรุจิ อดีตอนุศาสนาจารย์ ประจำกรมยุทธศึกษาทหารบก และกรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ ได้แสดงความคิดเห็นไว้ เมื่อวันที่ 21 มิ.ย. 59 ที่ผ่านมา

ที่มา : https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=476415835889971&id=301226330075590

world peace มีเอกสารชัดเจน ถูกต้องตามฎหมาย !!!

World peace valley  
ธรรมสถานเพื่อการเข้าถึงสันติสุขภายใน

"นตฺถิ สนฺติปรํ สุขํ"
 สุขอื่นใดเหนือกว่าใจหยุดนิ่ง ไม่มี !



  การจะนั่งสมาธิได้ดี สถานที่สัปปายะเหมาะสมทั้งอาหาร อากาศ บุคคล ธรรมะ มีส่วนอย่างสำคัญ.. 

  เวิล์ดพิซวัลเลย์ เขาใหญ่ หรือ WPV มีสาธุชนใฝ่ธรรม ได้มานั่งปฏิบัติธรรมจนเข้าถึงความสุข สงบภายในกันมากมาย.. 

  เราชาวพุทธ โดยเฉพาะชาวไทย มีมุมมองว่าจะปฏิบัติธรรมต้องเข้าป่า แล้วป่าไหนล่ะที่รัฐอนุญาตให้พระหรือโยมเข้าไปใช้

  สถานที่ปฏิบัติธรรมควรสมถะเรียบง่าย.. แล้วถ้าต้องรองรับคนที่มาปฏิบัติร่วมกันเป็น ๑,๐๐๐ คน/สัปดาห์ หมุนเวียนกันมาตลอดทั้งปี ทั้งชาวไทยและต่างประเทศ จะให้ปักกลดนอนหรือ ?

  คำพูดที่ว่า.. คนปฏิบัติธรรมต้องสันโดษ ไม่ใช่หรูหรา ???



  เป็นความจริง ความสันโดษไม่ได้วัดที่สิ่งก่อสร้างเพียงอย่างเดียว !

  คนที่มีความสุขที่สุด คือคนที่มี "ความสันโดษ" ในความเป็นจริง คนจนกับคนรวย ใครมีความสุขกว่ากัน ?  

คำตอบ : คนรวยที่มีวัตถุสิ่งของก็สันโดษได้ เพราะความสันโดษเป็นเรื่องของใจ  

  ท่านทั้งหลายพึงแยกแยะ "ความสันโดษสมถะ" กับ "ความอนาถา" ให้ได้ก่อน

  ความสันโดษ คือ การยินดีในสิ่งที่ตนเองได้ ในสิ่งที่ตนเองมี ความสันโดษของคนจน คนรวย อาจแตกต่างที่วัตถุภายนอก แต่ด้านจิตใจไม่แตกต่าง..  


   WPV เวิล์ดพิซเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม ไม่ใช่รีสอร์ท แม้ดูอลังการ และสร้างให้มีอุปกรณ์พร้อมสรรพ เพื่อความสะดวก เกื้อหนุนต่อการปฏิบัติธรรม

  และสร้างเพื่อรองรับทุกท่านที่ปรารถนามาทำใจหยุดใจนิ่ง และพร้อมให้พักผ่อนได้ทั้งกายและใจ 



   วัดพระธรรมกายมีเจตนาดี ไม่มีธุรกิจแอบแฝง เจ้าภาพช่วยกันซื้อที่ถูกต้องตามกฏหมายทุกอย่าง 

  ไม่ได้บุกรุกที่ของรัฐ ตามที่ถูกกล่าวหา ไม่ได้เป็นรีสอร์ท ไม่ได้หรูหราอะไร เพราะไปดูมาแล้ว ไม่ได้สร้างเพื่อผลกำไร แต่มุ่งที่จิตใจเป็นหลัก !


ธรรมรักษ์ ปธ.๙




ศึกษาข้อมูลเพิ่ม

  ที่ดิน world peace เดิม เป็นที่จัดสรรให้ทำกินทางการเกษตร โดยนิคมสร้างตนเอง ซึ่งตามกฎหมาย ออกให้ครอบครัวละไม่เกิน 50 ไร่ สำหรับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนลำตะคอง 

  ตามกฎหมายแล้ว เมื่อเป็นสมาชิก และทำกินมาเกินห้าปี สามารถออก นค. 3 ให้ได้ ซึ่งถือเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์  โดยให้สมาชิกทำประโยชน์ด้านการเกษตรเป็นหลัก หากจะทำอย่างอื่น ต้องขออนญาต จากอธิบดีเป็นรายๆ ไป   



*** อย่างไรก็ตามกฎหมาย อนุญาตให้คนที่ได้รับ นค. 3  สามารถขอออก นส. 3 ก หลังแดง (ห้ามซื้อขาย 5 ปี)  

   พอพ้นหลังแดงแล้ว ก็จะกลายสภาพเป็นที่ดินที่สามารถทำการซื้อขายได้ ซึ่งในกฎหมาย ไม่ได้ระบุภาระผูกพัน ว่าผู้ซื้อหรือเจ้าของใหม่ จะต้องทำการเกษตรเท่านั้น เพราะเจตนารมณ์ คือ ให้ที่ชาวบ้านไปทำกิน 

  ถ้าทำกินไปนาน ๆ ก็ให้กรรมสิทธิ์ต่อไป จะเอาไว้ใช้เองหรือเอาไปขายก็สุดแล้วแต่  พอเปลี่ยนกรรมสิทธิ์แล้ว ก็ถือว่า หมดหน้าที่นิคม 

 เพราะในกฎหมายระบุไว้ชัดเจนว่า เมื่อได้ทำการจัดสรรไปครบถ้วนแล้ว ก็ยุบนิคมได้ หมายความว่า ที่ดินต่างๆ ก็กลายเป็นของชาวบ้านไป



1. กรณีที่ดิน world peace   ไม่ใช่ที่ สปก.  อย่างที่สปก.ออกมาบอกว่า ทับที่เขา อาจวัดพิกัดผิด หรือเข้าใจผิด หรือแกล้งเข้าใจผิด อย่างใดอย่างหนึ่ง

2. กรณีอธิบดีออกมาพูด เรื่องเราอยู่ในเขตนิคมฯ  กำลังตรวจสอบอยู่ และว่าเราอาจผิดเรื่อง ไม่ได้ขออนุญาตเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์



  ความเป็นจริงคือ มันพ้นสิบปีแล้ว เพราะมันเป็น นส 3 ก ที่ไม่ติดหลังแดง จึงถือว่า พ้นขั้นตอนของการครอบครองในฐานะสมาชิกนิคมสร้างตนเอง ไปแล้ว  

   เป็นการซื้อขายถูกต้อง เปลี่ยนมือไปแล้ว เราจะไปใช้ประโยชน์อะไร ไม่ได้ติดภาระผูกพันกับนิคมสร้างตนเอง 



   ตอนไปขออนุญาตก่อสร้าง ถามทาง อบต. แล้วว่า ต้องไปขออนุญาตกับ นิคมสร้างตนเอง หรือเปล่า ? ทาง อบต. ยืนยันว่าไม่ต้อง เพราะพ้นไปแล้ว !

   จะเห็นว่า มาตรา 19 เมื่อจัดสรรเสร็จหมดแล้ว นิคมก็สิ้นสภาพโดยอัตโนมัติ  

   และเป็นทางการเมื่อ รัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษา  อันนี้ เป็นการแสดงถึง เจตนารมณ์ ของกฎหมาย ว่านิคมสร้างตนเอง มีวัตถุประสงค์ช่วยเหลือประชาชน เมื่อได้ทำกินมาระยะหนึ่ง ก็ให้สิทธิ ที่จะออกเอกสาร ที่สามารถจะทำการซื้อขายได้ และพ้นจากการดูแลของนิคมไป

วันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2559

แยกให้ชัด "คดีโลกและคดีธรรม" อย่าเอามาปนกัน !!!

ควรแยกให้ชัดระหว่าง "คดีโลกและคดีธรรม"  

    อย่าเอา "กฏของฆราวาส" ไปเล่นงานสงฆ์ และอย่าเอา "อาณาจักรไปก้าวก่ายศาสนจักร"

   รองศาสตราจารย์พิเศษ ดร.อดิศร เพียงเกษ และ ศาสตราจารย์วิบูลย์ แช่มชื่น  พูดคุยกันในรายการ "เล่าสู่กันฟัง" ถึงกรณีกล่าวหาหลวงพ่อธัมมชโยว่ารับของโจร 


... อาจารย์อดิศรชี้ว่า ควรแยกให้ชัดระหว่าง "คดีโลกและคดีธรรม"  อย่าเอา "กฏของฆราวาส" ไปเล่นงานสงฆ์ และอย่าเอา "อาณาจักรไปก้าวก่ายศาสนจักร" 

  โดยยกตัวอย่างกรณีพระพิมลธรรมที่ท่านถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์  http://rukmeuangtai.blogspot.com/2016/03/blog-post_10.html


 ในที่สุดคนที่เล่นงานพระพิมลธรรม กรรมก็ตามทัน ประสบอุบัติเหตุคอหัก

... ด้านศาสตราจารย์วิบูลย์แสดงความเห็นว่า ตนเคยไปวัดพระธรรมกายอยู่หลายครั้ง 


  ศรัทธาวัดในแง่ที่วัดได้เผยแพร่สมาธิในพระพุทธศาสนาให้ขยายไปทั่วโลก 

  วัดพุทธ (เถรวาท) ที่มีมากที่สุดก็คือวัดที่เป็นส่วนหนึ่งของวัดพระธรรมกาย

  จนได้รับความนับถือไม่เฉพาะคนไทย แม้แต่คนต่างชาติก็หันเข้ามาศึกษาเข้าใจแก่นแท้ของพระพุทธศาสนา ซึ่งยากที่จะมีพระอื่นๆ ทำกิจกรรมดีๆเช่นนี้ 

... นอกจากนี้ อาจารย์อดิศรได้สรุปเป็นกลอนไว้น่าสนใจ และยังได้นำมาอ่านในรายการ เพื่อตอกย้ำว่าบาปกรรมมีจริง 


◎ คดีโลกคดีธรรมนำผลต่าง คดีโลกนำทางกิเลสวิสัย 
คดีธรรมน้อมนำส่องทางไป จะจับไขว้เหมือนกันนั้นไม่มี

◎ ทำกับสงฆ์ต้องใช้กฏแห่งสงฆ์ ธรรมวินัยดำรงทุกถ้วนที่

คฤหัสถ์หากทำผิดต้องคดีโลก กับธรรมนำชี้ว่าต่างกัน

◎ ทำกับพระเหมือนกับคนธรรมดา เกณฑ์ไพร่พลโยธามาห้ำหั่น

บาปจะกินหัวกรรมนำทัน ธรณีจะลงทัณฑ์ทันตาเอย

◎ ตอนสฤษดิ์ครองเมืองเป็นตัวอย่าง พระพิมลธรรมถูกล้างบางสฤษดิ์ใหญ่

 จับสึกอ้างเป็นคอมมิวนิสต์ไป เผด็จการนั้นจัญไรทุกตาปี

◎ มาครานี้เอาคดีมาสัพยอก ทำตัวเป็นผีบอกทุกคนที่

 ใครขัดขวางใครศรัทธากูกล้าตี ใครลองดีกูจะจับไม่เว้นใคร

◎ คนล็อคคอพระพิมลธรรมในครานั้น กรรมตามทันคอหักให้สงสัย

เพราะบาปกรรมไปทำกับพระไว้ จึงตายตามบาปกรรมไปใช้กรรมเวร


วันพุธที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ความไม่ชอบมาพากล!!! กรณี คดี "สหกรณ์คลองจั่น"

กรณีคดี "สหกรณ์คลองจั่น"


<<<_กรณีสหกรณ์คลองจั่น ความเสียหายเกิดขึ้น 18,000 ล้านบาท ในจำนวนนี้ได้ถูกนำไปบริจาคให้พระเทพญาณมหามุนีและวัดพระธรรมกายรวม 1,050 ล้านบาท 

  ซึ่งคณะศิษย์วัดพระธรรมกายได้ตั้งกองทุนช่วยเหลือเยียวยาให้สหกรณ์ไปเต็มจำนวนแล้ว

*** มีข้อน่าสงสัยว่า ***

 1. ทำไมดีเอสไอทุ่มเทกำลังมุ่งมั่นดำเนินคดีกับพระเทพญาณมหามุนีที่ได้ช่วยเหลือเยียวยาให้สหกรณ์ไปจนครบจำนวนเงินแล้ว 

ดังนั้นการดำเนินคดีของดีเอสไอจึงไม่ก่อให้เกิดประโยชน์กับสหกรณ์เลยแม้แต่บาทเดียว ทำไมดีเอสไอไม่ทุ่มเทกำลังให้ถูกทาง ไปตามเงินที่เหลืออีกกว่าหมื่นล้านมาคืนให้สหกรณ์


  2. ทำไมนายธรรมนูญ อัศวโชติกับผู้ที่อ้างว่าเป็นสมาชิกสหกรณ์บางคนจึงมาแจ้งข้อกล่าวหากับพระเทพญาณมหามุนี และพยายามเคลื่อนไหวกดดันให้มีการเร่งดำเนินคดี 

  ทั้งที่การกระทำนั้นไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ แก่สมาชิกสหกรณ์คลองจั่นเลย 

  เพราะเงินทั้งหมดคณะศิษย์ได้เยียวยาช่วยเหลือสหกรณ์ครบจำนวนแล้ว !

  มิหนำซ้ำการกระทำนี้ยังอาจก่อให้เกิดโทษกับสหกรณ์ เพราะถ้าคณะศิษย์วัดพระธรรมกายเห็นว่า ทั้งที่พวกตนได้ช่วยเหลือเยียวยาสหกรณ์ครบจำนวน แต่พระเทพญาณมหามุนียังถูกกลั่นแกล้งดำเนินคดีอีก เป็นการผิดเจตนารมณ์ของคณะศิษย์ จึงหยุดการช่วยเหลือเยียวยา สหกรณ์ก็จะขาดเงินช่วยเหลือไปอีกหลายร้อยล้านบาท

<< ทำไมผู้ที่อ้างตัวว่าเป็นสมาชิกสหกรณ์กลุ่มนี้จึงทำในสิ่งที่เป็นโทษต่อสมาชิกสหกรณ์ฯ

<< ทำไมไม่ไปเร่งรัดให้ดีเอสไอไปติดตามเงินจากแหล่งอื่นๆอีกกว่า 16,000 ล้านบาท





<< มีใครอยู่เบื้องหลัง หลอกใช้บุคคลกลุ่มนี้มาเคลื่อนไหวหรือไม่ ?

<< มีการเมืองแอบแฝงหรือเปล่า ?

<< ขอให้สังคมจับตาดูความไม่ชอบมาพากลของการดำเนินคดีกับพระเทพญาณมหามุนี.

…………………………………………………

ขอขอบคุณข้อมูลจากเพจ ตื่นเถิดชาวพุทธ

สรุปเรื่องคดี "วัดพระธรรมกาย" เป็นมาอย่างไร ?

"คดีวัดพระธรรมกาย" เป็นมาอย่างไร ???

วันที่ 21 มิถุนายน 2556 
DSI ได้ตั้งข้อหาคุณศุภชัย ร่วมกันยักยอกทรัพย์ มูลค่าความเสียหาย จำนวน 13,334.15 ล้านบาท และได้รับเป็นคดีพิเศษที่ 146/2556 



คดีพิเศษที่ 146/2556
ข้อหา กรณีสั่งจ่ายเช็ค เอาเงินออกจากสหกรณ์และยักยอกทรัพย์

จำเลย คือ คุณศุภชัย ศรีศุภอักษร

พยาน คือ พระเทพญาณมหามุนี 

ในคดีนี้ หลวงพ่อเป็น "พยาน"



13 พฤศจิกายน 2558 
DSI ส่งสำนวนการสอบสวนในคดี 146/2556 ทั้งหมดไปให้อัยการ โดยมีพยานหลักฐานในคดีประกอบด้วยเช็คจำนวน 878 ฉบับ 

  ในจำนวนนี้เป็นเช็คที่เกี่ยวข้องกับพระเทพญาณมหามุนี จำนวน 11 
ฉบับ ยอดเงิน 387,160,000 บาท

 โดย DSI เสนอฟ้องหลวงพ่อเป็นผู้ต้องหาร่วมกับคุณศุภชัย !!!

DSI ต้องการให้หลวงพ่อเป็นผู้ต้องหา !

 แต่แล้วอัยการสั่งให้ฟ้องเฉพาะคุณศุภชัยเท่านั้น ไม่ได้สั่งฟ้องหลวงพ่อด้วย !

สำหรับหลวงพ่อ อัยการมีคำสั่งว่า หาก DSI สามารถหาพยานหลักฐานมาเอาผิดเพิ่มเติมได้ ให้ส่งพยานหลักฐานนั้นมาที่อัยการเพื่อให้อัยการพิจารณาต่อไป

สรุปว่า คดี 146/2556 หลวงพ่อเป็นพยาน และหากมีหลักฐานเพิ่มเติมให้ DSI นำส่งอัยการ นั่นคือ หลวงพ่อไม่เกี่ยว !!!!

วันที่ 29 ตุลาคม 2558 
DSI มาสอบสวนพยานหลวงพ่อที่วัดพระธรรมกายเพิ่มเติม เพื่อหาหลักฐาน พบว่า หลวงพ่อไม่ทราบที่มาของเช็คและไม่ทราบที่มาของเงิน

DSI ได้รวบรวมหลักฐานจากทางวัดเป็นที่เรียบร้อย แท้จริงแล้ว ขั้นตอนนี้ DSI ต้องนำสำนวนและหลักฐานที่ได้จากวัดพระธรรมกายนำส่งอัยการ แต่ DSI หาได้ทำเช่นนั้นไม่ !!!

DSI ตั้งคดีพิเศษที่ 27/2559
ข้อหา ร่วมกันฟอกเงินและรับของโจร
จำเลย พระเทพญาณมหามุนี, คุณศุภชัย ศรีศุภอักษร, คุณศศิธร โชคประสิทธิ์ และโจทก์ คือ นายธรรมนูญ อัตโชติ 

สหกรณ์ไม่ติดใจคดีทั้งทางแพ่งและอาญา !  

เหตุใด DSI จึงติดใจแทนสหกรณ์.  

  เรื่องนี้เป็นเรื่องของคุณศุภชัยและสหกรณ์ หลวงพ่อไม่เกี่ยว และศิษย์วัดก็ได้เยียวยาเงินให้สหกรณ์ไปทั้งหมดแล้ว ศิษย์วัดเป็นที่เดียวที่เยียวยาสหกรณ์ สหกรณ์สามารถคืนเงินก้อนแรกได้ก็เพราะเงินจากศิษย์วัด

  DSI ออกแถลงข่าว เตรียมตั้งข้อกล่าวหาและออกหมายเรียกหลวงพ่อในฐานะผู้ต้องหา

  18 ก.พ. 2559 ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากหลวงพ่อ ได้ส่งหนังสือไปสอบถามอัยการว่า DSI มีสิทธิ์ที่จะแยกเป็นอีกคดีหนึ่งหรือไม่ ?

  **ในวันเดียวกัน อัยการตอบมาว่า "ไม่สามารถฟ้องเป็นอีกคดีหนึ่งได้"

  ทนายวัด จึงทำหนังสือชี้แจงคำตอบของอัยการไปแจ้งที่ DSI กรณีฟ้องผิดขั้นตอน !! DSI ไม่มีสิทธิ์ตั้งคดีใหม่ ตั้งแต่ต้น !! ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดขั้นตอนตามกฎหมาย

 แต่ DSI  ไม่สนใจใดๆ ! 
 ออกหมายเรียกหลวงพ่อ ในฐานะผู้ต้องหาเพื่อไปรับทราบข้อกล่าวหา และ DSI ก็ได้ขอหมายจับหลวงพ่อในที่สุด !!

 แล้วทำไม หลวงพ่อ ไม่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ???

 ตอบ หลวงพ่อได้เข้ากระบวนการยุติธรรมไปแล้ว ตั้งแต่คดี 146/2556

 ซึ่งหลวงพ่อเป็นพยาน DSI ได้มาสืบพยานที่วัดและส่งสำนวนไปให้อัยการแล้ว ทุกอย่างจบแล้ว 

 แต่ DSI ไม่จบ กลับทำผิดขั้นตอนทางกฎหมาย ขัดคำสั่งอัยการ แยกเป็นคดีที่ 27/2559 ซึ่งคดีนี้ไม่มีความยุติธรรมและชอบธรรมทางกฎหมายเลย

แท้จริงแล้วคดี 27/2559 
ผิดขั้นตอนกฎหมายตั้งแต่ต้น อีกทั้ง  DSI ยังเล่นไม่ซื่ออีกหลายอย่าง

1. คดีนี้เป็นเรื่องของสหกรณ์กับคุณศุภชัย หลวงพ่อไม่เกี่ยว หลวงพ่อรับบริจาคอย่างเปิดเผย ไม่มีทางที่จะรับของโจรและฟอกเงินได้

2. ศิษย์วัดเป็นที่เดียวที่เยี่ยวยาเงินให้สหกรณ์ สหกรณ์สามารถจ่ายเงินคืนสมาชิกครั้งแรกได้ ก็เพราะเงินจากศิษย์วัด แล้วการที่ DSI มาจ้องเล่นงานหลวงพ่อ ถามว่าได้ประโยชน์อะไรกับสมาชิกสหกรณ์บ้าง

3. เงินที่มาถึงหลวงพ่อเป็นเงินเพียง 300 กว่าล้านเท่านั้น แต่เงินจากผู้รับเช็ครายอื่นๆ อีก 11,000 ล้าน ทำไม DSI ไม่ไปตาม

4. ทำไมก่อนหน้าที่จะออกหมายจับ DSI มีสิทธิ์มาแจ้งข้อกล่าวหาที่วัด มีสิทธิ์มาพิสูจน์ความจริงที่วัดว่าหลวงพ่อป่วยจริงหรือไม่ เหตุใด DSI จึงละเลยหน้าที่นี้ 

5. ทำไม DSI เร่งคดีหลวงพ่อเป็นพิเศษ ทั้งๆที่คดีกบฎของพุทธอิสระที่ขัดขวางการเลือกตั้ง Shut Down กรุงเทพไม่ไปจัดการ

6. ทำไม DSI ให้นายมโน ซึ่งเป็นศัตรูกับวัดพระธรรมกายเป็นที่ปรึกษา ส่อเจตนาลำเอง ไม่ยุติธรรม

 DSI อ้างเสมอว่าทำเพื่อสมาชิกสหกรณ์ แท้จริงแล้วสมาชิกสหกรณ์ไม่ได้ประโยชน์อันใดจากการกระทำของ DSI เลย ซ้ำร้ายยังสิ้นเปลืองงบประมาณประเทศโดยใช่เหตุ


 วัดพระธรรมกายกำลังถูกรังแกด้วยความไม่เป็นธรรม ทำไม DSI  มุ่งจับกุมหลวงพ่อทั้งๆ ที่เรื่องอื่นๆ ในประเทศใหญ่โตกว่ามากไม่ยอมไปทำ ? หรือมีมือที่อยู่เบื้องหลังที่ต้องการให้เกิดเหตุการณ์เหล่านี้ ?


 จึงขอความเป็นธรรมจากสังคม ให้แก่หลวงพ่อธัมมชโย และแก่วัดพระธรรมกายด้วยเถิด !!

วันอาทิตย์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2559

จะเป็นอย่างไร ??? หากปล่อยให้ "ยาบ้า" เต็มแผ่นดิน!!!

ชี้เทรนด์ "โลกกำลังเปลี่ยน" 
แนะต้องหัดอยู่ร่วมกับยาบ้าให้ได้ !!!

คสช. โดย พล.อ.ไพบูลย์ เสนอถอด "แอมเฟตามีน" ออกจากบัญชีรายชื่อยาเสพติด 
-----------------------------------------------



   ข่าวพ่อเสพยาแล้วข่มขืนลูกอายุ 8 ขวบ เพิ่งออกไปเมื่อเดือนที่แล้ว

  ทุกวันนี้ยังมีคนเสพยาคลุ้มคลั่ง จับเด็กเป็นตัวประกัน !!

แต่รัฐบาล คสช. เกิดไอเดียกระฉูด เสนอให้ "ยาบ้า" ออกจากบัญชีสารเสพติด





   ที่ควรคิดคือ "กัญชา" มากกว่า เห็นทางการแพทย์บอกว่าสามารถใช้รักษาโรคได้ ก็ควรเอามาพิจารณากัน แต่ไอ้ถอดยาบ้าออกมาให้ไม่ผิดกฎหมาย ประเทศจะวุ่นวายมากขึ้นแน่นอน ที่เฮแน่ๆคือ "คนค้ายา"



   ถ้ารัฐบาลว่างมากก็ควรเอาเวลาไปคิดเรื่องดีๆ คิดได้ยังไงยาบ้าถูกกฎหมาย แต่คนมีบุหรี่ไฟฟ้ากับบารากุ โดนจับ ตอนแรกก็คิดว่าคนปล่อยข่าวมั่วๆ แต่พอมาเจอไพบูลย์สวนกลับคนที่โจมตีแนวคิดนี้ว่า


"ทำไมเหล้า บุหรี่ กาแฟ" ออกฤทธิ์กับประสาทเหมือนยาบ้า ยังเปิดให้ "ค้าเสรี" ได้ จบเลยกับความคิดรัฐมนตรียุติธรรม นี่ถ้าไม่บอกต้องคิดว่าบ้านแกผลิตยาบ้าขายเองนะเนี่ย



ที่มา :
[1] เล็งถอดยาบ้าออกจากสารเสพติด
http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9590000060806

[2] ไพบูลย์แนะอยู่ร่วมกันยาบ้าให้ได้
http://www.posttoday.com/social/general/437706

[3] อึ้ง! ไพบูลย์สวน เหล้า-บุหรี่-กาแฟ ออกฤทธิ์เหมือนยาบ้าทำไมขายได้
http://news.mthai.com/hot-news/general-news/501122.html

@ หยุดดัดจริตประเทศไทย
17 มิถุนายน 2559



ไพบูลย์ เล็งถอน เมทแอมเฟตามีน พ้นบัญชียาเสพติด ชี้ทำลายสุขภาพน้อยกว่าเหล้า-บุหรี่
http://hilight.kapook.com/view/138233

"ทำไมเหล้า บุหรี่ กาแฟ" ออกฤทธิ์กับประสาทเหมือนยาบ้า ยังเปิดให้ "ค้าเสรี" ได้ 

จบเลยกับความคิดรัฐมนตรียุติธรรม 

นี่ถ้าไม่บอกต้องคิดว่าบ้านแกผลิตยาบ้าขายเองแล้วนะเนี่ย !!!

วันศุกร์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ขอทักท้วง>>>คำสั่งที่ผิดประเภท>ผิดหน้าที่และไม่มีอำนาจ !!!

-• คนมีอำนาจสามารถใช้ทุกสิ่งในทางที่ไม่ดีได้ !!!
เพื่อประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่พวกเขาวางไว้ฉันใด    
      แต่หากทำทุกสิ่งในทางที่ดี ก็ประสบความสำเร็จได้อย่างสง่างามและได้รับการยอมรับก็ฉันนั้น •-



    ผมขอทักท้วงต่อกรณีคดีพระธัมมชโย  ด้วยความเป็นกังวลอย่างยิ่ง  ต่อกรณี

1)  การดำเนินคดีกับประชาชนที่เป็นลูกศิษย์วัดพระธรรมกายว่าขัดขวางการจับกุม

2) การใช้กำลังทหารเข้ากระชับวงล้อมเพื่อเอาตัวพระธัมมชโย มาดำเนินคดี

      กรณีแรก  ดำเนินคดีกับประชาชนที่เป็นลูกศิษย์วัดพระธรรมกาย   ตาม ป.อ.มาตรา 189 "ผู้ใดช่วยผู้อื่นซึ่งเป็นผู้กระทำความผิด หรือเป็นผู้ต้อง หาว่ากระทำความผิด อันมิใช่ความผิดลหุโทษ เพื่อไม่ให้ต้องโทษ โดยให้พำนักแก่ผู้นั้น โดยซ่อนเร้นหรือโดยช่วยผู้นั้นด้วยประการใด เพื่อไม่ให้ถูกจับกุม ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปีหรือปรับไม่เกิน สี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" 

      แยกการกระทำที่เป็นองค์ประกอบความผิดได้ 2 ลักษณะ  คือ 

        1)  ช่วยผู้อื่นซึ่งเป็นผู้กระทำความผิด หรือเป็นผู้ต้องหาว่ากระทำความผิด อันมิใช่ความผิดลหุโทษ "เพื่อไม่ให้ต้องโทษ"  โดยให้พำนักแก่ผู้นั้น โดยซ่อนเร้นแก่บุคคลนั้น  กรณีนี้เป็นความผิดเฉพาะการให้พำนักหรือซ่อนเร้นเท่านั้น  ไม่รวมการกระทำด้วยประการใดๆ

        2)  ช่วยผู้อื่นซึ่งเป็นผู้กระทำความผิด หรือเป็นผู้ต้อง หาว่ากระทำความผิด อันมิใช่ความผิดลหุโทษ "เพื่อไม่ให้ต้องโทษ" โดยให้พำนักแก่ผู้นั้น โดยซ่อนเร้นหรือโดยช่วยผู้นั้นด้วยประการใด "เพื่อไม่ให้ถูกจับกุม" 

          ทั้งสองลักษณะต้องตีความพฤติการณ์การกระทำด้วยความระมัดระวัง เพราะมีองค์ประกอบภายนอกที่แตกต่างกันดังที่กล่าวข้างต้น  เช่น การเป็นผู้กระทำความผิด หรือการเป็นผู้ต้องหา   และยังต้องคำนึงว่า ผู้อื่นนั้น   ตกเป็นผู้อยู่ในสถานะใดของการเข้าจับกุมหรือต้องโทษตามคำพิพากษาหรือไม่   กล่าวคือ  

         • พระธัมมชโย เป็นเพียงผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด ยังไม่แจ้งข้อหาจึงไม่ใช่"เป็นผู้ต้องหา"  เมื่อยังไม่แจ้งข้อหา  ก็ยังไม่ได้สอบสวน 

          แม้จะอ้างการสอบสวนผู้ต้องหาบางคน    ซึ่งการสอบสวนนั้นอาจยังไม่สิ้นกระแสความว่า ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง  5 คน  ได้ร่วมมือกันหรือสมคบกันอย่างไร  มีข้อเท็จจริงปรากฎในทางสอบสวนครบถ้วนครบองค์ประกอบความผิดนั้น โดยปราศจากข้อสงสัยเป็นที่ยุติแล้วหรือไม่ 

    มิใช่เพียงสอบสวนเท่าที่พอใจ     แล้วผลักภาระให้ตกเป็นของจำเลย  ไปพิสูจน์ตนเองในชั้นศาลดังที่ชอบทำกัน(ไม่ใช่ชอบธรรม)  การออกหมายจับ ซึ่งนำไปสู่การออกหมายค้น  จึงมิใช่ออกหมายจับเพราะกระทำความผิดอาญาฐานใด (เทียบฎีกาที่ 207/2517)  แม้จะมีหมายจับ   ก็เป็นการจับเพื่อมาแจ้งข้อหา  เพื่อมาทำการสอบสวนๆเสร็จแล้ว  ก็อาจจะไม่เป็นความผิดก็ได้  

            ดังนั้น  การที่ดีเอสไอจะแจ้งความเอาผิดกับผู้ที่อ้างว่าขัดขวาง  เป็นการช่วยเหลือผู้อื่นนั้น  จึงต้องพิจารณาเข้าองค์ประกอบของการกระทำทั้ง 2 ลักษณะหรือไม่  ที่สำคัญจะต้องไม่มั่ว

         • การออกหมายค้น เป็นไปตาม ป.วิ.อ.มาตรา 69(4) ก็เพื่อพบบุคคลซึ่งมีหมายให้จับ  กรณีพระธัมมชโยเป็นหมายจับเพื่อมาดำเนินคดี แต่ต้องมีการสอบสวนดังที่กล่าวมา   พระธัมมชโยมิใช่เป็นผู้ที่ได้กระทำความผิดตามคำพิพากษาถึงที่สุด แล้วเป็นผู้หลบหนี   หรือเป็นผู้ต้องหาที่มีการแจ้งข้อหาแล้วแต่อย่างใด    การกระทำด้วยประการใดๆเพื่อมิให้ถูกจับกุม  ต้องมีเจตนาพิเศษในบั้นปลายด้วยว่า "เพื่อไม่ให้ต้องโทษ" จึงจะเป็นความผิด

         •  ผู้ที่ช่วยเหลือผู้อื่น ต้องมีเจตนา โดยรู้ข้อเท็จจริงอันเป็นประกอบของความผิด  การจะกล่าวหาว่าผู้ที่ช่วยเหลือนั้นรู้ว่าผู้นั้นกระทำความผิด ต้องเป็นเรื่องเจตนาที่ไม่ได้สำคัญผิดในข้อเท็จจริงด้วย  หากสำคัญผิดว่าผู้อื่นนั้นไม่ได้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหาแล้วจะฟังว่ามีเจตนาช่วยผู้กระทำความได้หรือไม่  มิเช่นนั้น การกระทำด้วยประการใดๆเพื่อมิให้ถูกจับกุมเพื่อไม่ให้ต้องโทษนั้น ก็ต้องมีเจตนาพิเศษที่เกิดมาจากการมีเจตนากระทำความผิดด้วย

         •  การแจ้งความที่กล่าวหาพวกเขากระทำความผิดตามมาตรา  189 จึงต้องชัดแจ้งทั้งพฤติการณ์อันเป็นข้อเท็จจริง  และปรับเข้าข้อกฎหมายที่ถูกต้องด้วย    มิเช่นนั้นอาจถูกแจ้งความกลับได้
          #ผมเห็นว่า_ไม่ผิด_189

         กรณีที่สอง   การใช้กำลังทหาร  เข้ากระชับวงล้อมเพื่อเอาตัวพระธัมมชโย   เป็นการใช้ผิดประเภท ผิดหน้าที่และไม่มีอำนาจ  เนื่องจากที่จะสั่งการให้ใช้กำลังทหารทหารมิใช่เจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  ไม่ได้เป็นเจ้าพนักงานตามคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/2558 เพราะมิใช่ความผิดที่กำหนดไว้ในคำสั่งดังกล่าว

         นอกจากนี้  ทหารมิได้มีหน้าที่ปฏิบัติตามคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของผู้บังคับบัญชา   เนื่องจากผู้บังคับบัญชาที่สั่งไม่มีอำนาจตามกฎหมายที่จะมาจับกุม หรือทำการค้นตามหมายค้น   และมิใช่ผู้ช่วยเจ้าพนักงานที่จะช่วยจับกุมตามกฎหมาย  สรุปคือ ไม่ใช่หน้าที่ของทหารไม่ว่าชั้นประทวนหรือชั้นสัญญาบัตร 

          การจะนำทหารออกมา   จึงไม่ใช่การใช้อำนาจตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 และคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 13/2559  มีทางเดียวคือ ใช้อำนาจของหัวหน้า คสช. ตามรัฐธรรมนูญ(ชั่วคราว)พ.ศ.2557 มาตรา 44 เท่านั้น   แต่ก็มีคำพูดของหัวหน้า  คสช. ต่อสาธารณะแล้วว่าจะไม่ใช้อำนาจ ตามมาตรา  44  เพราะมีช่องกฎหมายให้ดำเนินการได้ จะทำหรือไม่เท่านั้นเอง    แต่หากตัดสินใจใช้อำนาจนี้  ก็ย่อมเป็นการตอกย้ำตามที่คณะศิษย์ฯแถลงว่า จะรอให้บ้านเมืองกลับสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์นั่นเอง
         
        ประวัติศาสตร์เกี่ยวกับสงคราม ศาสนา และการเข่นฆ่าภายในประเทศ มีต้นตอมาจากบรรดาผู้ปกครองที่ฉ้อฉล ใช้อำนาจตามอำเภอใจ  หรือ นักวิชาการผู้นับถือศาสนาที่อคติ   คำสอนของศาสนาไม่ได้สอนให้มนุษย์กดขี่ รังแก หรือ เข่นฆ่าผู้ใด  ดังนั้น การใช้กำลังทหารในกรณีเช่นนี้จึงไม่สมควรอย่างยิ่ง

         #กล่าวโดยสรุป เมื่อมีข้อทักท้วงแล้ว  ก็ต้องมีข้อเสนอแนะด้วย  นั่นคือ  ย้อนกลับไปใช้อำนาจตาม ป.วิ.อ. มาตรา 134 ตามวิธีการปกติ  โดยไม่ต้องไปขอออกหมายค้นอีก เพราะอะไร  ผู้มีอำนาจคงคาดหมายได้   เพียงแต่หันมาใช้การเข้าไปวัดธรรมกาย  เพื่อพบพระธัมมชโย  แล้วแจ้งข้อหาแก่ท่าน   สอบปากคำพิมพ์มือที่นั่น หากมีข้อเท็จจริงที่ต้องเพิ่มเติม  ก็สอบสวนให้ตามสิทธิของผู้ต้องหา  ในระหว่างที่พนักงานอัยการดูสำนวนสอบสวนก็สามารถพิจารณาและอาจสั่งทำการสอบสวนได้อีก  ไม่จำต้องเร่งรัดให้เกิดข้อเปรียบเทียบเรื่องมาตรฐานอย่างที่มีคนพูดกัน

         การใช้อำนาจที่อาจสร้างรอยร้าว  สร้างประเด็นความขัดแย้งเพิ่มขึ้นไม่รู้จบ แล้วความสงบสุขจะเกิดขึ้นได้อย่างไร.

ข้อมูลจาก เพจ คุณทนายวิญญัติ ชาติมนตรี

แผนลับจับสึก!! ความยุติธรรมอยู่ที่ไหน ???

จับสึกสถานเดียว !!!
ยังไม่ทันพิสูจน์ความจริงก็โดนจับสึกเสียแล้ว แบบนี้มันยุติธรรมไหม???



  ท่านไม่ได้ยินที่ รมว. ยุติธรรมพูดหรือว่า จับได้ต้องสึกสถานเดียว ยังไม่ทันพิสูจน์ความจริงก็โดนจับสึกแล้ว แบบนี้มันยุติธรรมไหมล่ะท่าน


  ท่านไม่ได้ยินหรือว่า คุณไพบูลย์ นิติตะวัน พูดในรายการถามตรงๆ ว่า จับได้ต้องใช้ พรบ.สงฆ์ มาตรา 30 คือจับสึกอย่างเดียว เพราะถ้าจับสึกไม่ได้ คุณไพบูลย์ก็อยู่ไม่ได้ 



   ท่านไม่ได้ยินข่าวหรือว่า ดีเอสไอเชิญทั้งคุณไพบูลย์ นิติตะวัน และนายมโน  เลาหวาณิชย์ ไปเป็นที่ปรึกษาวางแผนจับสึก ซึ่งทั้งสองประกาศตนเป็นคู่ปรปักษ์กับวัดพระธรรมกายออกสื่ออย่างชัดเจน แบบนี้ยุติธรรมไหม ?


  ท่านไม่เห็นหรือว่า ดีเอสไอนัดเจรจากับเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี แต่แล้วกลับไปออกรายการทีวีว่า มติการเจรจาไม่มีผลต่อการตัดสินใจของดีเอสไอ แบบนี้จะประชุมทำไม แบบนี้หลอกใช้พระให้มาจับสึกไปติดคุกใช่หรือไม่



   พฤติการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ สะท้อนให้เห็นว่า ฝ่ายหนึ่งทำอะไรก็ไม่ผิดกฎหมาย ไม่มีใครห้ามปราม แต่อีกฝ่ายหนึ่ง นอนป่วยเฉยๆ อยู่ในวัด ต้องยกกองกำลังมาจับสึกติดคุกให้ได้ ... แบบนี้มันยุติธรรมไหม ?






  กระบวนการยุติธรรมแบบนี้ มีแต่กับดักอันตราย ไม่ต่างอะไรจากเขียนคำสั่งพิพากษาประหารชีวิตไว้ล่วงหน้าตั้งแต่ยังไม่มีผู้ต้องหาด้วยซ้ำไป ... 



   ระบบกฎหมายที่ไม่มีสิทธิขั้นพื้นฐานในการปกป้องตัวเองแม้กระทั่งยามเจ็บป่วยแบบนี้ ไม่ใช่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อย่างแน่นอน

-----------------------------------------------------


๑๖ มิถุนายน ๒๕๕๙

๑๓.๔๘ น.
ปล. ความคิดเห็นส่วนตัว 

.