อย่าทำเรื่องง่ายๆ ทำให้เป็นเรื่องยาก !!! กรณี พระธรรมกาย

เจ้าหน้าที่รัฐปฏิบัติต่อพระถูกหรือไม่ ?

: บทเรียนที่ไม่มีในตำรา
------------------

พิศาฬเมธ  แช่มโสภา ป.ธ.๙
------------------

 โครงการถวายความรู้ แด่พระสังฆาธิการเจ้าคณะตำบล ที่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งใหม่ รุ่นที่ ๒๐ ที่ สถาบันพระสังฆาธิการ จ.ราชบุรี

 เป็นโครงการของ กรมการศาสนา ต่อมา เป็นสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ 
จัดให้มีทุกปี ๆ ละ ๑ รุ่น สำหรับเจ้าคณะตำบล และ ๒ รุ่น สำหรับเจ้าอาวาสที่ได้รับแต่งตั้งใหม่ 

 โดยมหาเถรสมาคมเห็นชอบทั้งโครงการ และหลักสูตรการอบรมที่มหาเถรสมาคมแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมายกร่าง และผมก็เป็นผู้หนึ่งในคณะกรรมการยกร่างหลักสูตร ทั้ง ๒ ประเภท (เจ้าอาวาส และเจ้าคณะตำบล) 
คล้ายกับหลักสูตรการอบรมข้าราชการใหม่ ที่หน่วยงานต่างๆ จัดขึ้น ในปัจจุบันนี้

 มองผิวเผิน ก็ไม่มีอะไร.. แต่มองรุ่นการถวายความรู้แล้ว พบว่า ระดับเจ้าคณะตำบล จัดปีละ ๑ รุ่น แสดงว่า มหาเถรสมาคมดำเนินการมา ๒๐ ปี แล้ว 

 ส่วนข้าราชการ เพิ่งเริ่ม เมื่อไม่นานมานี้ .. ใครว่า “มหาเถรสมาคมล้าหลัง” ขอให้คิดใหม่.. ๒๐ ปี มาแล้ว..

 ประธานพิธี คือ พระรัตนสุธี วัดไร่ขิง จ. นครปฐม ได้บรรยายในพิธีเปิด พร้อมกับปฐมนิเทศไปด้วย (ปกติท่านจะให้ความสนใจในกิจกรรมที่สถาบันฯ จัดมาโดยตลอด) 


 ความรู้ที่ได้ฟังในวันนั้น ไม่มีในตำราเรียน หนังสือกฎหมายของคณะสงฆ์มี.. แต่ผมอ่านได้แค่ทฤษฎี




มส.ยันไม่นำคดี ‘พระธัมมชโย’ เข้ามหาเถรฯ ยืนมติครั้งที่ 4/44 ให้คดียุติในเขตปกครองแต่ละหน

วันนี้ได้ฟังภาคปฏิบัติ ที่ไม่มีในตำรา.. 

 พระรัตนสุธี ได้เล่าประสบการณ์ ในการเป็นเจ้าคณะตำบลมา ๑๐ กว่าปี แล้วลาออก เพื่อให้พระรุ่นน้องได้แสดงบทบาทบ้าง ส่วนท่านก็ไปมีบทบาทในด้านอื่น

 ท่านเล่าว่า มีกรณีร้องเรียนเจ้าอาวาสแห่งหนึ่ง อายุ ๗๐ กว่า เมื่อเจ้าคณะผู้ปกครอง ตรวจสอบเอกสารแล้ว เห็นว่า มีมูลพร้อม จึงตั้งคณะกรรมการผู้พิจารณาขั้นต้น ตามกฎนิคหกรรม ฉบับที่ ๑๑

 คณะกรรมการฯ พิจารณาเห็นว่า เจ้าอาวาสที่ถูกร้องเรียน มีอายุและพรรษามาก และมีโรคประจำตัว (แม้กรรมการบางรูปก็อายุพรรษามากเช่นกัน) จึงอำนวยความสะดวกให้ โดยยกคณะกรรมการฯ ไปสอบสวน /บันทึกการให้ปากคำ ที่วัดของเจ้าอาวาสที่ถูกร้องเรียน..

 ผลการสอบเป็นอย่างไร ไม่เป็นประเด็นสำคัญ.. ! ผมจะไม่ขอกล่าวถึง เพราะเป็นเรื่องของสงฆ์..


ประเด็นสำคัญ คือ วิธีการที่คณะกรรมการฯ ปฏิบัติ ต่างหาก.. !


 เมื่อผู้ถูกกล่าวหาไม่สะดวก เพราะเหตุใดเหตุหนึ่ง ก็ยกกันไปสอบสวนถึงที่อยู่..

 แบบนี้ เอามาใช้กับ เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย บ้าง ได้ไหม ? ถวายเกียรติท่านหน่อย ตอนนี้ ท่านเป็นเพียง "ผู้ถูกกล่าวหา" เท่านั้น.. 

 ผู้เกี่ยวข้องฝ่ายบ้านเมือง ไม่ว่าท่านจะเคยดำรงตำแหน่งใดมาก่อน แต่ ณ เวลานี้ ท่านกำลังปฏิบัติหน้าที่นี้ ต่อเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ซึ่งเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา..

ผมจบตรีและโทมาทางด้านการศึกษา จึงทราบดีกว่า..


 ทหารตำรวจทุกหมู่เหล่า เป็นกลุ่มคนไทยกลุ่มหนึ่ง ที่ได้รับการศึกษา ฝึกฝนมาเฉพาะทาง.. จบมาก็ปฏิบัติราชการ ยิ่งหากเป็นผู้ที่จบมาจากสถาบันทหารตำรวจโดยตรง.. ก็รับยศเป็นชั้นสัญญาบัตรไปเลย..


 จุดอ่อนประการหนึ่ง คือ เขาไม่เคยเป็นลูกน้องใคร บรรจุเข้ารับราชการก็เป็นหัวหน้า ทหารตำรวจที่มีอายุมากกว่า ระดับนายดาบ จ่า นายสิบ ฯลฯ .. จึงอยู่ในฐานะหัวหน้าหน่วย และชินกับการสั่งการ.. และยึดระเบียบวินัยเป็นหลัก เพราะบางครั้งต้องสั่งให้ลูกน้องไปเสี่ยงตาย ซึ่งลูกน้องก็ต้องไป..


 ส่วนข้าราชการพลเรือน/ครู จบจากสาบันการศึกษาต่างๆ สอบเข้ารับราชการ เริ่มที่ระดับ ๑ - ๓ ขึ้นไป ยังปฏิบัติหน้าที่เป็นลูกน้องข้าราชการเก่าๆ ที่มีอาวุโสกว่า.. จึงมีแนวทางที่รุ่นพี่ๆ พ่อๆ เขาทำไว้แล้ว.. จึงมักมีปัญหาน้อย..


พื้นฐานเหล่านี้ ทำให้การปฏิบัติหน้าที่ราชการต่างกันไป.. 


 ดังนั้น ท่านที่เกี่ยวข้องกับคดีวัดพระธรรมกายทุกท่าน ควรตระหนักว่า ตอนนี้ ท่านอยู่ในฐานะที่จะต้องปฏิบัติ ต่อข้าราชการพลเรือน และต่อผู้ถูกกล่าวหาที่เป็นพระ

ไม่ใช่.. นายดาบ จ่า นายสิบ ฯลฯ ผู้เคยอยู่ภายใต้บังคับบัญชาท่าน.. 


 ตอนนี้ ท่านเป็นพลเรือนที่จะต้องปฏิบัติข้าราชการพลเรือนกลุ่มหนึ่ง และต่อพระรูปหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้ถูกท่านกล่าวหา.. จึงควรปฏิบัติให้เหมาะสม.. 

ก็จะไม่มีเรื่องบานปลาย จนกลายเป็น “น้ำผึ่งล้นบาตร” ถึงขนาดนี้.. 

 ลองใช้วิธีที่ผมเล่าให้อ่านดูก็ได้ (เคยแนะนำไปครั้งหนึ่ง) ไม่ต้องกลัวเสียหน้า เพราะไม่ใช่วิธีของใครคนใดคนหนึ่ง.. 


 เจ้าหน้าที่ DSI ที่แฝงเข้ามาเป็นเพื่อนกับผมใน facebook ช่วยรายงานประเด็นนี้ด้วย.. ไม่ใช่มาคอยจับผิดผมอย่างเดียว (ความจริง ไม่ต้องแฝงเข้ามาเป็นเพื่อนก็ได้ เพราะผมเปิดเป็นสาธารณะอยู่แล้ว)


 ไม่งั้น หน่วยงานท่าน ก็ตกเป็นจำเลยของชาวพุทธในเรื่องนี้อย่างแน่นอน.. !


 อย่างน้อยในตอนนี้ ลูกศิษย์วัดพระธรรมกาย มีข้อสงสัยในการปฏิบัติงาน ของหน่วยงานท่านอยู่แล้ว คือ

ตั้งแต่การคัดค้าน การเสนอชื่อ สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ใหม่ เป็นต้นมา จนถึงมีการกล่าวหา เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ๒ ข้อหา.. 


ชาววัดพระธรรมกายเห็นว่า เรื่องนี้มีธงที่ตั้งไว้ คือ..

๑. จะต้องขัดขวาง เจ้าประคุณ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ไม่ให้เป็นสมเด็จพระสังฆราช เพราะผู้ที่จะดำรงตำแหน่งนี้ มีอยู่ในใจแล้ว

๒. ต้องการปฏิรูปคณะสงฆ์ใหม่หมด เพราะมี ร่างพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ฉบับใหม่ อยู่แล้ว

๓. จะต้องทำให้เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายสึกให้ได้.. ! ถ้าไม่ได้ จะกระทำต่อตัวเอง.. และเราก็อยู่ไม่ได้.. เพื่อขั้นต่อไป คือ กำจัดมหาเถรสมาคม ด้วยการทำให้เสีย มีคดีติดตัวหลายรูป ต้องโล๊ะทิ้ง ด้วยร่าง พรบ. สงฆ์ฉบับใหม่ จึงมีการแจ้งความยึดทรัพย์ที่ DSI ตั้งแต่เนิ่น..  

๔. ต้องทำให้พระพุทธศาสนาหมด ไปจากประเทศไทย เพราะมีการทำแผนปฏิบัติการมาหลายปีแล้ว ดังนั้น ไม่เกินสิบปี พระพุทธศาสนาอาจมีเหลืออยู่บ้างเป็นเพียงสัญลักษณ์เท่านั้น
ฯลฯ

เพียงแค่ที่กล่าวมาเล็กน้อย ก็สยองถึงก้นบึ้งหัวใจแล้ว..

 มีที่ไหน.. ?  ที่ให้คนไม่กี่คน กับหน่วยงานไม่เท่าไร.. ก็ทำให้ศาสนจักรสั่นสะเทือนไปทั่วโลก..

 ด้วยคดีที่มีการพิจารณาอย่าง สร้างความสงสัยให้เกิดขึ้น.. จนกลายเป็นเสียงโอดครวญว่า หลวงพ่อเขาถูกกลั่นแกล้ง..

 เงินเป็นหมื่นสองหมื่นล้าน.. วัดพระธรรมกายรับโอนมาส่วนหนึ่ง.. อีกหลายส่วน ก็ถูกแบ่งให้หน่วยงาน /องค์กรอื่นๆ  แต่เวลาเอาผิด เอาผิดเพียงแค่วัดพระธรรมกาย (ขอตรวจสอบตัวเลขที่แน่ชัดก่อนว่าเท่าไรแน่) 

.. มันทะแม่งยังไงชอบกล.. 


หากลดส่วนลงมา เป็นเงิน ๑๐๐ บาท..  
วัดรับมา ๑๐ บาท..  อีก ๙๐ บาท..  สอบถามว่า ไปทางไหนบ้าง ??? ไม่เคยแถลงว่า ได้ดำเนินการกับผู้รับเงิน ๙๐ บาทนี้ อย่างไรบ้าง ?

จะเป็นการรับของโจร และฟอกเงิน เหมือนที่แจ้งข้อหาต่อ วัดพระธรรมกายหรือไม่ ?


 แถลงให้ชาวพุทธได้ทราบบ้างซิครับ เขาจะได้หายสงสัย.. ว่าเป็นธรรมแล้วหรือยัง.. ?

 จากกล่าวหา.. เป็นแจ้งจับ.. เป็นหมายค้น.. และจะเป็นแจ้งจับอีกรอบ.. มันเอิกเกริกเสียนี่กระไร ?


เรื่องง่ายๆ แต่ทำให้เป็นเรื่องยาก .. ถนัดนักงานแบบนี้..

Cr.พิศาฬเมธ แช่มโสภา
อย่าทำเรื่องง่ายๆ ทำให้เป็นเรื่องยาก !!! กรณี พระธรรมกาย อย่าทำเรื่องง่ายๆ ทำให้เป็นเรื่องยาก !!! กรณี พระธรรมกาย Reviewed by Numjai Pimsuy on 01:04 Rating: 5

ไม่มีความคิดเห็น:

ขับเคลื่อนโดย Blogger.