3 สิ่งที่โลกได้เรียนรู้ จากการสวรรคตของ “ในหลวงรัชกาลที่ ๙”

สุดประทับใจ!! “บุคคลไม่อาจอยู่ค้ำฟ้า แต่ความดีจะคงอยู่ตลอดกาล” สื่อนอกเผย 3 สิ่งที่โลกได้เรียนรู้ จากการสวรรคตของ “ในหลวงรัชกาลที่ ๙”



ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์ Today ของประเทศสิงคโปร์ ได้ลงบทความของ คอรีน ลี เฉียน ในคอลัมน์วอยซ์เซส

 เผยประเด็นที่น่าสนใจ 3 สิ่งที่โลกได้เรียนรู้จากกรณีพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จสวรรคต

โดยบทความเผยว่า ตามที่สื่อมวลชนได้นำเสนอข่าว เราจะเห็นได้ว่าประชาชนชาวไทยนั้นเสียใจมากเพียงใดต่อการสวรรคตของพ่อหลวงที่พวกเขารัก

 ประชาชนหลายคนรู้สึกหวั่นต่ออนาคตของประเทศไทย หวั่นว่าสถานการณ์ทางการเมืองจะไม่แน่นอน

 เพราะฉะนั้นเรามาดูกันว่าสิ่งที่โลกได้เรียนรู้จากการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชนั้นมีอะไรบ้าง??

1. ในขณะที่ประชาชนชาวไทยเชื่อว่า พระองค์ทรงเป็นผู้นำที่ทำให้คนในชาติเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

 ในประเทศที่มีการแบ่งแยกทางการเมืองเช่นนี้ คำสอนและความดีของพระองค์น่าจะเป็นสิ่งที่ทำให้คนไทยเป็นปึกแผ่น

 เพราะฉะนั้นการสูญเสียผู้นำจึงไม่น่าจะนำมาซึ่งความแตกแยกได้ บุคคลไม่อาจอยู่ค้ำฟ้า แต่ความดีจะคงอยู่ตลอดกาล

ดังนั้นเราควรที่จะเรียนรู้จากผู้นำที่ดีให้มากที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ และคนทุกคนก็ควรจะนำสิ่งเหล่านั้นมาพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าและคงอยู่ต่อไป

2. ประเทศชาติต้องก้าวต่อไป ในการสนับสนุนผู้นำที่ดี เพื่อที่จะเอาชนะปัญหาทุกอย่างได้ การลงทุนในเรื่องผู้นำที่ดีนี้เท่ากับการพัฒนาอนาคตของชาติเลยทีเดียว

3. นักท่องเที่ยวได้รับคำแนะนำว่าต้องระวังการกระทำและแต่งตัวอย่างสำรวมเหมาะสมด้วยการใส่ชุดสีดำในที่สาธารณะ ระหว่างที่ประเทศไทยไว้ทุกข์เป็นเวลา 1 ปี

 สิ่งนี้สอนให้เราทุกคนได้รู้ว่าเราจะต้องตระหนักถึงวัฒนธรรมและประเพณีของบ้านเมืองอื่น ไม่มีใครดีไปกว่าใครหรอก

การสูญเสียผู้นำที่ยิ่งใหญ่แต่ละคนได้สอนบางสิ่งให้ชาติและโลกได้รู้ เราได้เรียนรู้ว่าผู้นำที่ยิ่งใหญ่นั้นหาไม่ได้ง่าย ๆ เลย

 ดังนั้นเพื่อความมั่นคงของชาติ เราจะต้องก้าวต่อไป สนับสนุนผู้นำที่ดีทั้งหลาย และในระดับบุคคล เราต้องเรียนรู้ที่จะเคารพวัฒนธรรมอื่นด้วย

Cr. http://skynews.thaimom.net/43944/
3 สิ่งที่โลกได้เรียนรู้ จากการสวรรคตของ “ในหลวงรัชกาลที่ ๙” 3 สิ่งที่โลกได้เรียนรู้ จากการสวรรคตของ “ในหลวงรัชกาลที่ ๙” Reviewed by Numjai Pimsuy on 23:24 Rating: 5

ไม่มีความคิดเห็น:

ขับเคลื่อนโดย Blogger.